บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โอเด็ต เศร้า! แท้งลูก เปิดปมคาใจ สาเหตุจริงๆ ที่ลาจากเมืองไทย

อีกหนึ่งนางแบบสาวเซ็กซี่ที่หายหน้าไปนาน โอเด็ต ล่าสุดแต่งงานกับทหารหนุ่มชาวอเมริกันได้ 8 เดือน วาดฝันชีวิตครอบครัวไว้อย่างดี เพราะเธอกำลังตั้งครรภ์ แต่ความฝันพังทลายเมื่อเธอกลับแท้งลูกคนแรกซะนี่!

เรื่องดีๆ เข้ามายังไม่ทันไร ก็ต้องพบเจอข่าวร้ายที่ไม่ทันตั้งตัว แต่ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป วันนี้เดินทางมาเมืองไทยในรอบหลายปี พิธีกรฝีปากแซ่บ อาจารย์ยิ่งศักดิ์ ก็รีบไปคว้าตัวมาพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตของเธอกัน    

หายไปตั้งหลายปี หนูไปไหนมาคะ? "เอาจริงๆ หนูไปอยู่เมืองนอกค่ะอาจารย์ อยู่อเมริกาค่ะ หนูบินกลับมาเนี่ยเพื่อมาออกรายการอาจารย์เลยนะเนี่ย” หนูไม่คิดถึงผลงานแซ่บๆ แบบนี้ของหนูเหรอคะ โอเด็ต? “คิดถึงค่ะ คิดถึงๆ แต่ว่าด้วยความที่ย้ายไปอยู่เมืองนอกใช่ไหมคะ แล้วก็ไปทำงานอย่างอื่นแทน กลับมาคราวนี้ก็ถ้าเกิดมีคนจ้างหนูก็ทำนะ”

มาพูดถึงวันเก่าๆ ทำไมขอโทษนะคะ เธอถึงมีข่าวเน่าๆ เยอะจังเลย เกิดอะไรขึ้น? “สมัยก่อนเนี่ยคือ ด้วยความที่เป็นเด็กมั้งคะ คือเวลาทำงานก็ทำบ้างไม่ทำบ้างอะไรประมาณนี้” แล้วยิ่งช่วงหลังนี้มีข่าวว่าเธอหนีตามผู้ชายไปเมืองนอก? “จริงเหรอ มีข่าวแบบนี้เหรอคะ ไม่ได้หนีตามผู้ชาย ฉันแต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว (หัวเราะ)”

แล้วที่เขาพูดกันว่าเวลามีผู้ชายก็ไปเมืองนอก พอผู้ชายเททิ้งเธอก็กลับ พอได้ผู้ชายใหม่เธอก็ไปอีก “อันนั้นก็แรงไป (เคยได้ยินไหม?) ไม่ค่อยได้ยิน ด้วยความท่ีไม่ได้อยู่เมืองไทยไงคะอาจารย์ ก็จะมีคนโทรมาเล่าบ้างนิดๆ หน่อยๆ ค่ะ”

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอต้องหันหลังกับวงการบันเทิงไทย? “เอาจริงๆ ณ ตอนนั้น ไหนๆ พูดว่าหนีตามผู้ชายใช่ไหม ตอนนั้นหนูมีแฟนค่ะ อยู่ที่มาเลเซีย ตอนนั้นเหมือนแบบจะให้เดินทางไปๆ กลับๆ มันก็ไม่ได้ เราก็เลยย้ายไปอยู่ที่นู่น” สรุปนี่ก็คือคนเดิม? “เปล่า คนละคน (หัวเราะ)” ฉันอยากรู้ว่าผู้หญิงกว่าจะตัดสินใจ เขาลองหลายทีหรือเปล่า? “จริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับว่าคนไหนเขาดูแลเราดีมากกว่า ถ้าเขาดูแลกันได้ เป็นที่พึ่งยามยากได้”

ก็แสดงว่าคนที่เธอตัดสินใจแต่งงานด้วยต้องมีดีพอสมควร? “เขาเป็นคนจิตใจดีค่ะอาจารย์” ฉันได้ข่าวมาตอนนั้นนะว่า ที่เธอหนีไปเมืองนอกแล้วเธอก็ออกไปจากวงการ ว่าช่วงหลังเธอเดินแบบไปแล้วก็เล่นยาไปด้วย? “เรื่องยานี่ไม่จริงนะ แต่ว่ามีดาราคนไหนไม่เคยโดนเม้าท์บ้าง เพื่อนหนูทุกคนโดนเม้าท์หมดแหละค่ะ”

แล้วทำไมเขาต้องเม้าท์ว่าดาราชอบเล่นยา? “นั่นน่ะสิ เขาคงจะเปรียบเทียบด้วยความที่ว่า พอดาราโดนจับเยอะบ้างอะไรบ้าง ก็เลยกลายเป็นว่าเหมารวมกันไป” แล้วตอนนั้นโอเด็ตออกมาแก้ข่าวอะไรกับเขาหรือเปล่า? “ไม่ๆ หนูไม่สนใจอาจารย์ ถ้าหนูต้องมานั่งแก้ข่าว ต้องมานั่งแถลง ป่านนี้หนูปวดหัวไปนานแล้วค่ะอาจารย์ อะไรก็ตามคนเรามีคนรักก็ต้องมีคนเกลียดถูกใช่ไหมคะ ทีนี้ถ้าเราจะไปนั่งคิดแค้นอะไรเรื่องที่เขาจะมาโกรธมาเกลียดเรา ก็ปวดหัวเปล่าๆ รักคนที่เขารักเราดีกว่า”

โอเด็ตแล้วที่เขาเม้าท์เธอ ขอโทษนะคะ ไปขายหองแครงอยู่เมืองนอก? “อันนี้ก็ได้ข่าว อันนี้แรงมาก เอาจริงๆ นะหนูอ่านข่าวกับตัวเลย เพื่อนหนูส่งฟอร์เวิร์ดมาให้ก็ลงหนังสือพิมพ์ค่ะ เป็นหนังสือประมาณพวกเม้าท์อะไรยังงี้

ก็กลายเป็นว่าไม่รู้จับพลัดจับผลูเหมือนนั่งเขียน เหมือนนั่งเทียนนั่งอะไร หนูก็ยังงงอยู่เลยว่า ถ้าหนูขายจริงนะ ป่านนี้หนูรวยไปนานแล้ว เขาเขียนประมาณว่า หนูย้ายไปอยู่เมืองนอกไปขาย มีตั้งแต่ไปติด HIV มั่ง อาจารย์เยอะมาก หนูอ่านแล้วหนูก็แบบ อุ๊ยตายแล้ว ฉันไปทำอะไรให้เธอโกรธเกลียด แต่ว่าคิดไปคิดมา ไม่คุ้ม มันปวดหัวเปล่าๆ หนูถึงบอกว่ารักคนที่เขารักเราดีกว่า”

ละอีกอย่างนึง ข่าวเบี้ยวงานโอเด็ต คนเขาจะกล้าจ้างเธอเหรอ? “เยอะ แต่หนูก็ไม่เคยเบี้ยวอาจารย์นะ (หัวเราะ) ถึงบอกว่าสมัยเด็กๆ ไง พอเวลาเด็กปุ๊บ เงินหาได้ง่ายสมัยก่อนนะ อยากไปก็ไป ไม่อยากไปก็ไม่ไป แต่พอตอนนี้โตแล้วคิดได้ไงคะอาจารย์ คนเราความรับผิดชอบมันมากับอายุจริงๆ นะ ตอนนี้คือคนเรามันเปลี่ยนกันได้ไงคะ แต่ด้วยความที่เราเคยทำอะไรที่มันไม่ดี มันก็กลายเป็นชนักติดหลัง ก็คือชื่อมันเสียไปแล้ว”  

แล้วพ่อแม่ที่บ้าน ผู้หลักผู้ใหญ่เธอ? “คุณพ่อคุณแม่เสียหมดแล้วค่ะ” แล้วโตขึ้นมาเธออยู่กับใคร? “อยู่กับเอ่อ หนูโตมากับคุณพ่อค่ะ แล้วก็มาอยู่กับคุณแม่ตอนกลับมาจากเมืองนอกก็ 19 มาเจอคุณแม่ (ตอนนั้นก็กำลังดังฮอตเลยสิ?) ใช่ ตอนนั้นแม่เป็นคนพาไปแคสติ้ง”

ถ้าวันนี้หนูกลับมาแล้ว มีคนเขายังอยากให้หนูไปถ่ายวาบหวิว หนูยังคิดอยากจะกลับไปทำอีกไหมคะ? “กลับสิคะ กลับสิ ก็คือเหมือนเรามีประสบการณ์ทางนี้มาแล้ว ถ้าเกิดว่าเป็นไปได้ก็อยากจะกลับไปทำอีก” 

เธอแต่งงานมีสามีเป็นของตัวเองแล้วเหรอ? “ก็มีนะคะ แต่งงานมา 8 เดือนแล้วค่ะ เพิ่งแต่งค่ะ จริงๆ ก็เจอกันไม่นานนะคะ เขาไปขอหนูแต่งงานที่ฟิลิปปินส์ เซอร์ไพรส์มาก เอาดอกกุหลาบไปวาง มีจุดเทียน” แล้วทำไมอยู่ๆ ไปเจอกับเขาที่ฟิลิปปินส์ล่ะ? “เปล่าๆ ค่ะ เขาไปขอหนูแต่งงาน ไปเที่ยวกันค่ะ”

แล้วหนูไปรู้จักผู้ชายคนนี้ได้ยังไง? “เจอกันที่เมืองไทยค่ะอาจารย์ เขาเป็นทหารค่ะ เขาก็เดินทางที่ฟิลิปปินส์เนี่ยจะเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เขาก็มาอยู่ที่นั่นแล้วเขาก็มาเที่ยวเมืองไทย (เป็นคนสัญชาติอะไรคะ?) อเมริกันค่ะ เป็นทหารอเมริกัน จริงๆ หนูก็เดินเข้าได้ เพราะหนูใช้พาสปอร์ตฝรั่งเศสอยู่แล้ว ไม่ต้องขอวีซ่า”

หนูเจอเขาที่นี่ แล้วตัดสินใจยังไงถึงเลือกเขา? “เขาจีบหนูไงคะ เขามาจีบหนู ก็ไปเจอกันที่ร้านอาหาร ไปนั่งทานข้าว หนูไปทานข้าวกับเพื่อนสนิทหนู เขาก็เดินเข้ามาบอกว่า ไทยเลดี้โซบิ้วตี้ฟูล (หัวเราะ) เขานึกว่าหนูพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เขาก็เลยมาแบบนี้ หนูก็เลยขำ ก็เลยบอกตลกดีนะ เธอไม่คิดว่าฉันจะพูดภาษาอังกฤษได้เหรอ หลังจากนั้นก็คุยกัน เขาก็พาไปเดตกันไปอะไรกัน”

คบกับเขานานไหม? “ของแบบนี้มันต้องทั้ง 2 คนนะ” ได้ข่าวว่าสามีหนูรวย แต่งงานเที่ยวนี้สินสอดเยอะแยะเลยจริงไหมคะ? “ไม่จริงค่ะ ถามว่าเราแต่งกับเขาเราไม่ได้หวังเงิน สินสอดก็ต้องมี เพราะว่าเราเป็นคนไทยใช่ไหมคะ ต้องมี แต่เราไม่ได้คิดว่าเราจะได้สินสอดประมาณไหน เขามาของเขาเอง เขาให้เอง ก็โอเคค่ะ”

ทำไมเธอตัดสินใจเลือกผู้ชายคนนี้? “คุยกันถูกคอค่ะ เอาจริงๆ นะ คือคุยพูดภาษาเดียวกันเอาง่ายๆ หนูเหวี่ยงเขาต้องยอมค่ะ แต่ถ้าเวลาเขาเหวี่ยงหนูก็ต้องยอม” หลังจากแต่งงานก็เป็นศรีภรรยา? “ทุกอย่างค่ะอาจารย์ หนูนี่ทำกับข้าว อยู่ที่นู่นของกินมันแพงต้องทำกินเอง ไปนั่งกินร้านอาหารทุกวันก็ไม่ไหวใช่ไหมคะ ก็ต้องซื้อกับข้าวมานั่งทำ สามีติดใจฝีมือค่ะ สามีชอบกินอาหารไทย แกงเขียวหวาน ต้มแซ่บ ผ้าซักเองรีดเอง แต่บางทีเขาปวดหลังเราก็ไปนวดให้ เขาเป็นทหาร เขากลับมาบ้านเขาเหนื่อย มันก็ต้องมีบ้าง เขาติดฝีมือทำกับข้าว เขาติดใจติดทุกอย่าง (หัวเราะ)”

มุมมองความรักในวัยที่เธอเป็นปัจจุบัน เธอว่ามันแตกต่างจากวันเก่าๆ เยอะไหมคะ? “แตกต่างเยอะค่ะอาจารย์ คืออย่างสมัยก่อนเราจะยังรักความสนุกไงคะ เราจะไปไหนเราก็ไม่ต้องคิด ทำอะไรก็ได้ พอตอนนี้ชีวิตคู่ต้องมาก่อน พอตอนนี้ไปไหนทำอะไรก็ต้องคิดถึงสามี ถ้าเราทำอย่างนี้เขาจะเจ็บไหม เขาจะคิดยังไง อะไรประมาณนี้ค่ะ มันไม่ใช่เหมือนกันเป็นชีวิต เขาเรียกซิงเกิลเลดี้ มันไม่เหมือนเมื่อก่อน”

ถ้าเป็นวันเก่าๆ เธอเจอใครถูกใจ ก็คุยๆ? “ก็คุยๆ แค่นั้น คุยเสร็จก็กลับบ้านนอน ถูกใจก็ไปบ้านมัน (หัวเราะ)” ทำไมเธอต้องหยุดโดยปริยายล่ะ? “เหมือนเราให้เกียรติเขามากกว่า ที่เราทำเนี่ยเขาไม่ได้มานั่งบอกว่าเธอต้องหยุด แต่มันเหมือนเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

8 เดือน ใช้ชีวิตอยู่กับเขา พยายามอยากมีน้องตลอดเวลาไหมคะ? “คุยกันไว้ว่า ก็คือพยายามกันตลอด เพราะว่าอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ กันแล้ว เขาแก่กว่าหนู 2 ปีเองค่ะ ไม่เคยมีภรรยาไม่เคยมีลูก ก็คุยกันไว้ว่าอยากมี ก็ปล่อยกันมาตลอด แต่ว่าไม่เคยถึงขั้นไปหาคลินิก ถ้าเขายังไม่มาเขาก็ยังไม่มาค่ะ”

แล้วได้ข่าวว่าหนูมีวี่มีแววว่าหนูจะท้องเหรอคะ? “ไปเทสต์ก็คือติดแล้ว ติดแต่ว่าหลุด สามีร้องไห้เลยค่ะ พอรู้ว่าหลุด” จะไปหาหมอไหมคะ ทำกิฟต์ทำอะไรแบบวิทยาศาสตร์? “คิดว่าธรรมชาติดีกว่าค่ะ อยากให้เป็นธรรมชาติมากกว่า” แต่มีเขาบอกนะว่าถ้าท้องแรกหลุด เดือนต่อไปติดชัวร์ “เดือนต่อไปไม่ได้สิ เพราะสามีไม่อยู่ไง (หัวเราะ) บินมาคนเดียว มาอยู่ที่นี่เดือนนึงเลย”

ตอนนี้ก็เปลี่ยนตัวเองไปทำงาน อาชีพดูแลผู้พิการ? “ดูดีนะ ใครจะไปคิดใช่ไหม หนูไปเทกคอร์สมาค่ะ จริงๆ แล้วหนูไปตั้งแต่ตอนแรกเนี่ยหนูก็ต้องไปปรับตัวก่อน ต้องเริ่มปรับตัวคือไม่ได้จะไปเป็นศรีภรรยาหรืออะไร แต่ว่าเราย้ายไปจากเมืองไทยใช่ไหมคะ เราต้องไปหาเพื่อน ต้องไปนู่นไปนี่

จนกระทั่งคือสามีเป็นทหาร เขาก็จะคลุกคลีกับพวกทหารด้วยกัน จะมีพวกที่แขนขาขาดบ้างไปรบมาอะไรประมาณนี้ค่ะ ด้วยความที่เพื่อนๆ เขามีแบบนี้เยอะ หนูก็เลยทำไมเราไม่ไปช่วยดูแลเขา เพราะสามีหนูก็เดินเข้าออกโรงพยาบาลเหมือนไปให้กำลังใจเพื่อน หนูก็เลยถ้างั้นฉันจับเป็นอาชีพได้นี่

แล้วก็เหมือนเราไปซัพพอร์ตสามีด้วย เพราะสามีก็มีเพื่อน เขามีเพื่อนเยอะ เราก็เลยไปดูแล ก็ไปเรียน 3 เดือนค่ะ มันจะมีคอร์ส เราก็เข้าไปเรียนจบเทกคอร์ส จบคอร์ส 3 เดือนหลังจากนั้นเขาก็หางานมาให้เลย”

ไปทำนี่ได้เงินไหมคะ? “ได้สิคะ เป็นอาชีพประจำเลยค่ะ หนูทำอาทิตย์ละ 5 วัน คือฮอตมาก ใครๆ ก็ต้องการใช้โอเด็ตประมาณนี้ค่ะ (หัวเราะ) คนเขาต้องการกำลังใจ” เธอไม่รังเกียจ ไม่ขยะแขยงเหรอคะ? “ไม่นะคะ ไม่มีค่ะ เราเห็นใจเขามากกว่า”

หน้าที่ที่เธอต้องทำมันมีอะไรบ้าง? “จริงๆ เลยนะคะ ดูแลทุกอย่าง เข็นรถให้เขา น้ำไม่ต้องอาบ เพราะเขาจะมีพยาบาลของเขา พวกนี้คือจะอยู่ในโรงพยาบาล หนูก็จะไปเข็นรถให้เข คุยกับเขาเป็นเพื่อน คือบางทีเขาต้องการแค่กำลังใจ รับจ้างคุยเป็นเพื่อนแต่สำหรับแค่คนพิการ”

แล้วเธอไม่เครียดเหรอ วันนึงรับฟังวันตั้งหลายเรื่อง? “ไม่นะๆ เพราะเวลาหนูเห็นเขา อย่างบางคนเนี่ยสมองเขาเสียประสาทเขาเสีย ขยับไม่ได้ตั้งแต่คอลงมา พอเราไปเขาเห็นเราแล้วเขายิ้มเขาดีใจ”

แล้วหนูไม่คิดที่จะไปทำมาหากินอย่างอื่นเหรอคะ? “คือตอนนี้หนูมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ไงคะ แล้วก็หนูมีสามีด้วยที่หนูจะต้องดูแล แล้วอีกอย่างเรื่องธรุกิจเนี่ยปล่อยให้เป็นเรื่องของสามีหนูทำ” สามีเธอรับราชการทหาร เขาก็คงไม่มาทางด้านธุรกิจ? “นั่นนะสิ แต่ว่าคือตอนนี้พวกเราอยู่กันได้ไงคะ เพราะสามีหนูเขามีเงินเดือนประจำของเขา”

แล้วถ้าเกิดวันนึง โอเด็ตมีความสุขกับสามี มีลูก เธอก็คงเป็นหม่ามี๊เต็มตัว อย่างนั้นงานในวงการบันเทิงไทยก็ไม่มีโอกาสได้ดูแล้วสิคะ? “ก็อาจจะไม่ค่ะ อาจจะไม่ อย่างที่บอกไงคะ ถ้ากลับมาคราวนี้ที่หนูกลับมาเดือนกว่าๆ ถ้ามีคนจ้างหนูก็ไป แต่จริงๆ ชีวิตหนูอยู่ที่อเมริกา”

แล้ววันนึงหนูจะตั้งรกรากอยู่ที่อเมริกา หนูคิดว่าหนูจะมีอาชีพอะไร จะทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยไปตลอดเลยเหรอคะ? “ไม่หรอกค่ะ หนูอาจจะต้องขยับขยาย แต่ว่าตอนนี้หนูทำงานตรงนี้ก่อน แล้วหนูก็มีความสุขกับงานที่หนูทำอยู่ตอนนี้ ถ้าเกิดว่าวันนึงหนูไม่แฮปปี้ หนูก็จะไปหางานอื่นทำ”

อยู่เมืองไทยใครๆ ก็บอกว่าหนูสวย เซ็กซี่ ไปอยู่อเมริกามีคนบอกว่าหนูสวยไหมคะ? “น่าจะมั้งคะ เพราะว่าเวลาหนูไปไหนก็ยังมีคนมองเยอะ” แล้วทำไมหนูไม่ก้าวเข้าสู่วงการนางแบบหรือวงการบันเทิงที่อเมริกา? “แก่ค่ะ (หัวเราะ) อีกอย่างหนูต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ไงคะอาจารย์” โปรไฟล์ของหนูจากไทยแลนด์มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยเหรอ? “หนูยังไม่เคยไปลองแคส ไม่เคยไปลองอะไรเลยค่ะ ไม่แน่นะหนูกลับไปคราวนี้หนูอาจจะลอง”

กลับมาเดือนกว่าๆ มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่จะรับงานคะ? “ไม่มีค่ะ รับหมดเลย รับหมดทุกอย่าง (หัวเราะ) ให้แก้หมดเลยคงไม่ไหวนะคะ แต่ว่าก็แก้ได้เหมือนที่ผ่านมาค่ะ ก็ยังมีอะไรปิด เพราะเราก็ยังเป็นเมืองพุทธใช่ไหมคะ”.