วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มหากาพย์รถเมล์กรุง สื่อสะท้อนจิ้งจกทัก

สมศักดิ์ ห่มม่วง-สันติ ปิยะทัต


ตามคติโบราณว่า...หากจะทำการสิ่งใดหรือมีหมายกำหนดใด ได้ยินเสียงจิ้งจกร้องทัก อาจเป็นลางร้าย ถ้าจะเดินทางต้องเปลี่ยนเวลา ถ้าจะทำการสำคัญต้องเปลี่ยนฤกษ์พานาที ควรไตร่ตรองเหตุผลพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้ง ก่อนตัดสินใจทำการสิ่งใดๆลงไป

แต่งานนี้อย่าว่าแต่จิ้งจกทัก.....คนร้องทัก สื่อร้องสะท้อนเงื่อนปมปัญหาทักท่านก็ยังไม่ฟัง...จะเป็นเรื่องอะไรถ้าไม่ใช่เรื่องที่นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก. ตัดสินใจลงนามในสัญญาโครงการติดตั้งระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์บนรถเมล์โดยสาร (อี-ทิคเก็ต) ทั้งหมด 2,600 คัน มูลค่า 1,600 ล้านบาท

ที่ทางสหภาพแรงงาน ขสมก.ออกมาทักท้วงว่าจะมีปัญหาทำให้รถติดและ ขสมก.วันนี้ก็มีแต่รถเก่า ถึงดันทุรังติดไปก็ต้องถอดออกมาติดตั้งเมื่อได้รถใหม่อยู่ดี

แล้วก็เป็นจริงอย่างที่สหภาพแรงงาน ขสมก.ทักจนได้ เมื่อนายสมศักดิ์ ห่มม่วง เองได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด ขสมก.) เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ว่า บอร์ด ขสมก.มีความกังวลถึงโครงการ อี-ทิคเก็ต ว่าในช่วงการเปลี่ยนผ่านระบบนั้น จะเกิดปัญหาความล่าช้าระหว่างการขึ้น...ลง จนกระทบต่อการจราจร โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน

เนื่องจากผู้โดยสารต้องหยอดเหรียญและกดปุ่มเลือกเส้นทางซึ่งเป็นระบบใหม่ที่ไม่คุ้นชิน ดังนั้น ขสมก.จะยังให้มีระบบกระเป๋ารถเมล์ต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี นับตั้งแต่เริ่มใช้อี–ทิคเก็ต หลังจากนั้นจะยุบตำแหน่งกระเป๋ารถเมล์ทั้งหมดภายในปี 62

นอกจากการติดตั้งระบบอี-ทิคเก็ต ไม่ได้ช่วยให้ ขสมก.ลดค่าใช้จ่ายตามแผนปฏิรูปได้ทั้งที่มีหนี้สินมากกว่าแสนล้านบาท ซ้ำยังก่อปัญหาต้องเลิกจ้างพนักงานที่เคยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันอีกนับพันชีวิต

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องที่ “สกู๊ปหน้า 1” และสื่อมวลชนหลายสำนักร้องทักให้ ขสมก.ทบทวนโครงการประมูลรถโดยสาร NGV จำนวน 489 คัน ที่มีความพยายามดันราคากลางขึ้นไปเกินกว่า 4,000 ล้านบาทอาจผิดหลักเกณฑ์ที่ ป.ป.ช.กำหนด

แล้ว...ก็เป็นจริงตามคำทำนาย เมื่อนายสมศักดิ์ ห่มม่วง ออกมายอมรับว่า คณะกรรมการบริหาร ขสมก.ยังมีมติเห็นชอบให้ ขสมก.ปรับราคากลางประกวดราคาโครงการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษารถโดยสาร จำนวน 489 คัน ด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ (อี-อ็อกชั่น) โดยให้ไปใช้ราคาสุดท้ายที่บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เคยเสนอไว้และชนะการประกวดราคาครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีวงเงิน 3,389,710,819.50 บาท

ขณะที่ราคากลางปัจจุบันที่ ขสมก.ตั้งไว้อยู่ที่ 4,021,710,819.50 บาท

เนื่องจากอนุกรรมการด้านกฎหมาย ขสมก.ได้พิจารณาข้อเสนอแนะจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรมบัญชีกลาง ซึ่ง ขสมก.ได้ส่งหนังสือสอบถามกรณีดังกล่าวแล้ว...ทางอนุกรรมการฯมีความเห็นว่า เพื่อมิให้เกิดปัญหาหรือการตั้งข้อครหาในภายหลังก็ควรให้ราคาสุดท้ายที่บริษัท เบสท์รินฯ เสนอไว้ “เพื่อความปลอดภัยกับทุกฝ่าย ทางคณะอนุกรรมการฯจึงเห็นว่า ควรปรับไปใช้ราคากลาง ซึ่งเป็นราคาสุดท้ายที่เบสท์รินฯเสนอ”

นายสมศักดิ์กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ บอร์ดได้สั่งการให้ ขสมก. ปรับปรุงร่างสัญญาให้มีความรัดกุมมากขึ้นโดยเรียงลำดับการทำงานให้ชัดเจนถูกต้อง เช่น กรณีการรับรถ ซึ่งเดิมกำหนดให้เอกชนนำรถโดยสารไปติดตั้งระบบติดตาม (GPS) และจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกก่อนค่อยนำส่งมาให้ ขสมก.ตรวจรับ เปลี่ยนเป็น ขสมก.ต้องตรวจสเปกรถโดยสารและตรวจรับก่อน ค่อยนำไปติด GPS...จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก

“การจดทะเบียน” ...ก็เป็นเหมือนการส่งมอบแล้ว เพราะมีผลทางกฎหมาย

ตรงประเด็นและถูกต้องที่สุด สันติ ปิยะทัต ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด บอกว่า เดิมกำหนดให้เอกชนนำรถยนต์โดยสารไปติดตั้งระบบติดตาม (GPS) และจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกก่อนค่อยนำส่งมาให้ ขสมก. ตรวจรับ เปลี่ยนเป็น ขสมก. ต้องตรวจสเปก รถโดยสารและตรวจรับก่อน ค่อยนำไปติด GPS และจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก...

“เพราะการจดทะเบียนก็เสมือนเป็นการรับมอบแล้ว เพราะมีผลทางกฎหมาย”

จากคำให้สัมภาษณ์ของนายสมศักดิ์ดังกล่าวจะแตกต่างกับการกระทำที่ผ่านมาทั้งหมดที่ได้มีการให้ข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน และต่อศาลปกครอง เพราะตลอดมาได้ปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ที่บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ได้ดำเนินการนำรถยนต์ให้ ขสมก. ตรวจสอบแล้วนำไปติดตั้งระบบ GPS ตลอดจนการที่ ขสมก.ได้มอบอำนาจให้บริษัทฯ ไปดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์โดยสารต่อกรมการขนส่งทางบกนั้น...

“ยังไม่ถือเป็นการส่งมอบรถโดยสารตามสัญญาที่ได้ทำไว้ ขสมก. ยังไม่ได้รับรถยนต์จากบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด แต่อย่างใด การต่อสู้คดีที่ผ่านมากับบทสัมภาษณ์ล่าสุดของนายสมศักดิ์ จึงสวนทางกันอย่างชัดเจน”

สันติ ย้ำว่า เมื่อทราบอยู่แล้วว่าการที่ ขสมก.ได้รับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์โดยสารมาแล้วนั้นเป็นการรับมอบรถยนต์ที่มีผลทางกฎหมายตามบทสัมภาษณ์ข้างต้น แต่นายสมศักดิ์กลับเลือกที่จะบอกเลิกสัญญากับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2560

“ตลอดจนการที่ ขสมก. ยืนยันมาตลอดว่า ขสมก. ยังไม่ได้รับมอบรถยนต์โดยสารนั้น การกระทำดังกล่าว...อาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และอาจเป็นการจงใจทำให้ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ได้รับความเสียหายได้”

สรุปได้ว่า สิ่งที่บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ได้ดำเนินการไปทั้งหมดไม่ว่านำรถยนต์เข้ามาให้ ขสมก.ตรวจสอบ จากนั้นตัวแทนของ ขสมก. ได้ดำเนินการติดตั้งระบบ GPS และการได้รับอนุญาตจาก ขสมก.ให้นำรถยนต์โดยสารไปจดทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก.นั้น กระบวนการทั้งหมดถือเป็นการตรวจรับรถยนต์ของ ขสมก.แล้วโดยปริยาย มีผลตามข้อสัญญาและข้อกฎหมายแล้ว

ขสมก.ไม่สามารถจะปฏิเสธว่ายังไม่ได้รับรถยนต์จากบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ได้ ข้อต่อสู้ต่อศาลปกครองของนายสมศักดิ์ ตลอดจนการบอกเลิกสัญญากับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด จึงไม่ถูกต้อง บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า ขสมก. ได้ตรวจรับรถยนต์โดยสารไปแล้วทั้งยังสามารถนำไปใช้บริการได้ทันที และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนตามจุดประสงค์หลักของการทำสัญญา

“ปัญหาต่างๆระหว่างบริษัทเบสท์รินกับ ขสมก.ที่ผ่านมา ฝ่ายกฎหมายได้เก็บรวบรวมและส่งฟ้องรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทฯ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 91 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไปแล้วตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา” สันติ กล่าวทิ้งท้าย

มหากาพย์รถเมล์คนกรุง...จะจบลงอย่างไรชวนให้ติดตาม ใครถูก?...ใครผิด?ก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรมข้อหลักกฎหมาย แต่สำหรับคนโหนรถเมล์หาเช้ากินค่ำ คงอยากรู้อย่างเดียว...เมื่อไหร่จะได้โหนรถเมล์ใหม่ๆ มีบริการสาธารณะที่ดีๆนั่งแล้วไม่เสียวสันหลังแบบเมืองนอกกับเขาบ้าง.