วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หวั่นมนุษย์สูญพันธ์ุ! ผลวิจัยชี้ผู้ชายมีสเปิร์มน้อยลงจาก 40 ปีก่อน 50%

ผลการวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า ผู้ชายชาวตะวันตกมีประมาณสเปิร์มลดลงจากเมื่อ 40 ปีก่อนกว่า 50% ทำให้ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า หากปัญหายังดำเนินต่อไป มนุษย์อาจจะต้องสูญพันธ์ุ...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วารสารการอัพเดตสถานการณ์การสืบพันธ์ุของมนุษย์ (human reproduction update) วารสารรายเดือนประจำวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 เผยผลการศึกษาซึ่งชี้ว่า ผู้ชายในทวีปอเมริกาเหนือ, ยุโรป, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีปริมาณสเปิร์มน้อยกว่าเมื่อ 40 ปีก่อนราว 50%

ผลการศึกษาดังกล่าวมาจากการประเมินผลการศึกษาอื่นๆ กว่า 185 รายงานที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2516 ถึง พ.ศ. 2554 ถือเป็นหนึ่งในการศึกษาวิจัยครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว การหลั่งสเปิร์มของชาวตะวันตกลดลงเฉลี่ยปีละ 1.4% จนกระทั่งเหลือเพียง 52% ในปี 2554 เพื่อเทียบกับปี 2516

ผลวิจัยยังพบด้วยว่า ผู้ชายในทวีปอเมริกาเหนือ, ยุโรป, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีความเข้มข้นของสเปิร์มลดลง 52.4% และปริมาณสเปิร์มโดยรวมลดลง 59.3% ซึ่ง ดร. ฮาไก ลีไวน์ นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเลม และผู้นำการเขียนผลการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าตกใจ พร้อมแสดงความกังวลว่า หากเรื่องนี้ยังคงดำเนินต่อไป มนุษย์คงสูญพันธ์ุ

ขณะเดียวกัน ไม่พบการลดลงของสเปิร์มในผู้ชายจากทวีปอเมริกาใต้, เอเชีย และแอฟริกา มากนัก แต่นักวิจัยชี้ว่า ผลการศึกษาเกี่ยวกับสเปิร์มในทวีปเหล่านี้มีน้อยมาก และดร.ลีไวน์ก็เชื่อว่า ปริมาณสเปิร์มในพื้นที่เหล่านี้ในที่สุดก็อาจจะลดลงด้วยเช่นกัน แต่พวกเขายังไม่รู้สาเหตุ ดร.ลีไวน์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญในการเร่งหาสาเหตุที่ทำให้ปริมาณสเปิร์มลดลง เพื่อหาทางแก้ไขโดยเร็วด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิจัยบางกลุ่มที่แสดงความกังขาต่อผลการวิจัยชิ้นนี้ โดยระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลได้อย่างชัดเจน เพราะผลการศึกษาในอดีตที่ระบุว่าปริมาณสเปิร์มในผู้ชายลดลง หลายชิ้นล้วนมีช่องโหว่ และผลการศึกษาที่ว่าจำนวนสเปิร์มลดลง มักจะได้รับการตีพิมพ์ในวารสารมากกว่าการวิจัยที่ระบุว่าไม่ได้ลดลง

ขณะที่ดร. อัลลัน ปาซีย์ จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ระบุว่า เขาไม่เคยเชื่อในผลการวิจัยที่บอกว่าสเปิร์มของผู้ชายลดลง แต่ผลการวิจัยของดร.ลีไวน์และทีมงานของเขานั้น ทำให้เขากังขาน้อยลง และเชื่อว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีข้อผิดพลาดในผลการวิจัยใหม่นี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ถูกต้องทั้งหมด และควรพิจารณาผลวิจัยนี้อย่างระมัดระวัง