บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พิชัย แนะ บิ๊กตู่ ฟัง สมคิด ก่อนศก.ประเทศจะถอยหลังไปกว่านี้

พิชัย" แนะ "บิ๊กตู่" ฟัง "สมคิด" ก่อนประเทศจะถอยหลังไปกว่านี้ เตือน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจขยายตัวจะยิ่งทำให้สังคมยิ่งแตกแยก ชี้ สัญญาณ "กบต้ม" เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ

วันที่ 27 ก.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า อยากให้พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาคำพูดของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ที่บอกว่า "ประเทศที่หลับใหล ติดยึดอดีต จะเผชิญความเสี่ยงกับความถดถอยที่ยากจะหลีกเลี่ยง" จึงอยากถามว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในภาวะเช่นนี้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะการเมืองหลังการปฏิวัติที่ไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ รัฐธรรมนูญที่ย้อนยุค ที่จะมี ส.ว. ลากตั้ง นายกฯ คนนอก ฯลฯ แนวคิดที่จะทำลายพรรคการเมืองและนักการเมืองเพื่อรักษาอำนาจ อีกทั้งโรดแม็ปก็ยังเลื่อนลอยไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน แนวคิดการบริหารราชการที่ติดยึดอดีตใช้ระบบข้าราชการเข้าครอบงำ แม้กระทั่งการบริหารเศรษฐกิจที่กรอบคิดยังไม่พัฒนา เช่น จะพัฒนาเป็นไทยแลนด์ 4.0 แต่กลับปิดกั้นความคิดเห็น และความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งรัฐบาลยังทำตัวผู้ควบคุมและเป็นอุปสรรคขัดขวางกับการพัฒนาเทคโนโลยีเสียเองเหมือนที่ TDRI เตือน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่หากรัฐบาลในอนาคตไม่ปฏิบัติตามจะต้องติดคุก ซึ่งถามว่า หากดำเนินยุทธศาสตร์ไปไม่กี่ปี และโลกเปลี่ยนแปลงไป แต่ต้องยึดตามยุทธศาสตร์ 20 ปีนี้ จะเป็นการติดยึดอดีต ใช่หรือไม่ ไม่อยากให้นำอนาคตของประเทศมาเป็นเครื่องมือเพื่อจะควบคุมการเมือง ไม่อยากให้ประชาชนคิดว่า คสช. ตั้งใจจะตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่คล้ายกับเป็นโปลิตบูโรเหมือนจีนและโซเวียตขึ้นมาเพื่อควบคุมประเทศ แต่จะเป็นโปลิตบูโรที่ดูแลผลประโยชน์ของคนรวย มากกว่าจะช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่ที่รายได้น้อย ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลหากกรอบคิดของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ไม่พัฒนา

ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ประเทศได้ถดถอยไปมากแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 3% กว่า และต่ำสุดในอาเซียน ที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลภูมิใจนั้น หากดูรายละเอียดจะเห็นว่า การเจริญเติบโตไปกระจุกอยู่กับบริษัทใหญ่ และคนมีฐานะดี เพราะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ กำไรกันถึง 909,000 ล้านบาท โตกว่าปี 2558 ถึง 30.41% ซึ่งแปลว่า บริษัทใหญ่ๆ เหมาเอาความเจริญเติบโตของประเทศไปทั้งหมดแล้ว คนจนจึงมีรายได้ติดลบ และลำบากกันอย่างมาก ซึ่งตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำและจะสร้างปัญหาสังคมให้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยเป็นห่วงว่า คนจนจะทนกันไม่ไหว อีกทั้งยังพิสูจน์ให้เห็นว่า โครงการประชารัฐ มีแต่จะทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น แต่คนจนไม่ได้ประโยชน์อะไร ซึ่งรัฐบาลอาจจะไม่รู้ว่า กำลังถูกหลอกให้เอื้อประโยชน์กับคนรวยไม่กี่คน ซึ่งจะตอกย้ำช่องว่างของความเหลื่อมล้ำให้ขยายกว้างขึ้น และจะสร้างความเสี่ยงให้สังคมแตกแยกมากขึ้น ซึ่งเป็นความแตกแยกที่ไม่ได้เกิดจากการเมือง แต่เกิดจากโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจที่ถูกบิดเพี้ยนไป โดยใช้รัฐบาลเป็นเครื่องมือ

นอกจากนี้ ธุรกิจ SME ก็เจ๊งกันระนาว แม้แต่ร้านอาหารยังต้องปิดกันกว่า 2,600 แห่ง ทำให้หนี้เสียในระบบธนาคารเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งรวมถึงหลายบริษัทได้เบี้ยวหนี้ BE กันเพิ่มขึ้น รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ลดต่ำสุดในรอบ 10 เดือน สะท้อนถึงการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่มีทิศทางจะฟื้น ยิ่งวันเลือกตั้งไม่แน่นอน ยิ่งไม่มีใครอยากลงทุน ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณที่อันตราย หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไข สภาวะเศรษฐกิจจะค่อยถดถอยไปเรื่อยๆ เป็นเหมือนกบอยู่ในหม้อต้มน้ำที่ค่อยๆ เดือดตามทฤษฎีกบต้ม ดังนั้น จึงหวังว่า รัฐบาลไทยและคนไทยจะรู้ตัว และเป็นกบที่โดดออกได้ทันก่อนภาวะน้ำต้มจะเดือด