วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ซูจี กระโถนท้องพระโรง

ซูจี (ภาพ : AFP)

ผู้ใหญ่หลายคนบ่นเสียดายเมียนมา ตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเมื่อ พ.ศ.2553 และมีการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2554 ได้รัฐบาลกึ่งทหารปกครองและพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของนางซูจีเป็นฝ่ายค้าน

ตอนนั้นเมียนมาดังมาก เงินลงทุนจากต่างประเทศทะลักเข้าเมียนมา ทุกคนทำนายทายทักว่า ถ้าพรรคสันนิบาตฯของนางซูจีชนะเลือกตั้งถล่มทลายได้บริหารประเทศหลังการเลือกตั้งครั้งที่ 2 เมียนมาจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเจริญเติบโตสูงสุด

8 พฤศจิกายน 2558 เมียนมามีการเลือกตั้งครั้งที่ 2 เหตุการณ์เป็นไปตามที่ทำนายทายทัก พรรคสันนิบาตฯของนางซูจีชนะเลือกตั้งถล่มทลายและได้เป็นรัฐบาล แต่ชื่อเสียงเมียนมาในเวทีระหว่างประเทศกลับลดถดถอยลงไปเป็นอันมาก

สัปดาห์ที่แล้ว นายปุน เจ้าของกลุ่มบริษัท First Myanmar Investment มหาเศรษฐีคนหนึ่งของเมียนมาและเอเชีย ซึ่งทำธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอีกมากมายหลายสิบอย่างออกมาบอกว่า “ไม่ไหวแล้ว” เศรษฐกิจเมียนมาชะลอตัวลงอย่างมาก นางซูจีเข้ามามีอำนาจจากการเลือกตั้งครั้งที่ 2 มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศลดลงรุนแรง เมื่อปีที่แล้ว พ.ศ.2559 การเติบโตของจีดีพีก็หดลงเหลือเพียงร้อยละ 6.3 น้อยกว่าปีก่อนๆ

มีนักธุรกิจคนสำคัญของเมียนมาท่านหนึ่งมารักษาพยาบาลในเมืองไทย ผมไปต้อนรับและสนทนา ท่านบอกว่าระบบราชการของเมียนมาอ่อนแอมาก แม้ว่าการเมืองจะเป็นประชาธิปไตย แต่ข้าราชการยังทำงานเหมือนยุคทหารครองประเทศ เงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปมากยังไง ก็ต้องไปช้าที่ระบบราชการกับกฎหมายการลงทุนที่ไม่ทันโลก

ตอนแรกเราคิดว่า นางซูจีซึ่งมีประสบการณ์อยู่ในต่างประเทศมายาวนาน จบการศึกษาจากอังกฤษ จะเก่งเศรษฐกิจและการต่างประเทศ แต่เมื่อมาบริหารประเทศ นางซูจีเก่ามาก ใต้สมองของนางซูจีมีแต่เรื่องความสำเร็จของยุคพ่อ สมองของท่านเกี่ยวดองหนองยุ่งแต่ตอนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบจบลงใหม่ๆ เธอคิดแต่เรื่องกระบวนการสร้างสันติภาพของเมียนมา คิดแต่จะรับมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ โดยไม่คำนึงถึงเศรษฐกิจ

พูดให้คุณเข้าใจง่ายขึ้นก็คือ นางซูจีมาทำงานการเมืองผิดยุคผิดสมัย ถ้าเป็นผู้นำเมื่อ 30 ปีที่แล้ว นางซูจีนี่แหละ ผู้นำที่เมียนมาต้องการ

คนไทยท่านหนึ่งมีร้านขายของชำและร้านให้คนงานเมียนมามานั่งดื่มเหล้าดื่มเบียร์ยามเย็นที่จังหวัดสมุทรสาครเล่าว่า กระแสของนางซูจีตกมากเรื่องที่ดินทำกิน

ตอนยึดอำนาจใหม่ๆ กองทัพยึดที่ดินของคนเมียนมาไปเป็นจำนวนมาก และมายึดหนักมากขึ้นอีกรอบในห้วง พ.ศ.2533-2542 และ พ.ศ.2543-2552 คนเมียนมาเฝ้ารอว่า ถ้าได้รัฐบาลเลือกตั้งเต็มรูปแบบเมื่อใด ตัวเองจะได้ที่ดินที่มีกรณีพิพาทกับทหารคืนมา

ทว่าความฝันนั้นพังทลาย เพราะนางซูจีไม่ทำอะไร (หรือแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้เลย) แต่ละวันจึงมีข่าวชาวบ้านถูกคำพิพากษาของศาล ถูกยึดที่ดิน ชาวบ้านต้องรวมตัวกันไปปลูกเพิงพักกันเป็นแหล่ง บางแห่งมีการประท้วงมากถึง 400 ครอบครัว เช่น เกษตรกรในเขตมัณฑะเลย์ที่ออกมาประท้วงรัฐบาลยาวนานเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2560

ความขัดแย้งในเมียนมารุนแรงมากขึ้น คนต่างเผ่าพันธุ์ทะเลาะเบาะแว้งเริ่มด่าทอกันในโซเชียลมีเดียจนวันหนึ่งอาจจะปะทุกลายเป็นการต่อสู้ย่อยๆเกิดขึ้นทั่วประเทศ

ก่อน 8 พฤศจิกายน 2558 ประชาชนและคนทั้งโลกด่าว่าปัญหาของเมียนมาเกิดเพราะรัฐบาลเผด็จการทหารบริหารไม่เป็น แต่วันนี้คนที่ถูกโยนความผิดใส่ไม่ใช่ทหาร แต่กลับเป็นนางซูจี ใครอุจจาระปัสสาวะไม่ออก ก็บอกว่า เราแย่เพราะนางซูจีบริหารไม่เก่ง พวกที่ลอยตัวไม่ต้องถูกด่าคือทหาร แถมยังได้ผลประโยชน์เต็มๆจากดูแลงานกระทรวงกลาโหมและมหาดไทย ซึ่งเป็นกลไกใหญ่ในการบริหารความทุกข์สุขและความมั่นคง

นางซูจีเป็นแค่ผู้นำสัญลักษณ์ ไม่มีเครื่องมือที่ใช้แก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ก็ต้องออกปากพึ่งพาทหาร เมื่อทหารไม่ทำให้ นางซูจีก็ทำอะไรไม่ได้

ซูจีกลายเป็นกระโถนท้องพระโรงของเมียนมาไปในที่สุด.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com