วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ออแกนิกยุค3.0 เกษตรอินทรีย์โกยเงิน

นันทวัลย์ ศกุนตนาค-อภิรดี ตันตราภรณ์

“Organic & Natural Expo 2017”...งานแสดง จำหน่ายสินค้าอินทรีย์...ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–30 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

งานนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ว่า “ประเทศไทย” จะเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ของอาเซียน และนวัตกรรมยุคออแกนิก 3.0 ของเราจะก้าวเข้าสู่ตลาดโลกได้หรือไม่?

อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า ปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคสินค้าสุขภาพมีกระแสแรงมาอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว

“ประชาชนส่วนใหญ่จะตระหนัก...ให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรอินทรีย์มากเป็นพิเศษ หากใครมีโอกาสเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา หรือสหภาพยุโรปจะเห็นร้านค้าสินค้าออแกนิก...สินค้าปลอดสารพิษจำนวนมากทำให้อัตราการเติบโตเป็นไปแบบก้าวกระโดด”

ประการสำคัญ...ยอดจำหน่ายก็มากกว่า แซงหน้าร้านค้าสินค้าปกติอีกด้วย

เมื่อความต้องการ “สินค้าเกษตรอินทรีย์” มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ “มูลค่า” การค้าที่มากมายมหาศาลเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องปรับตัว...วางแผนที่จะช่วงชิงความเป็นผู้นำสินค้าเกษตรอินทรีย์ของภูมิภาคอาเซียนให้ได้

ในปัจจุบันไทยมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็นอันดับ 4 รองจาก...อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม โดยมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองแล้ว 284,918 ไร่ และมีฟาร์มเกษตรอินทรีย์อีก 13,154 แห่ง

มีมูลค่าการค้าประมาณ 2,332 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะส่งออกประมาณร้อยละ 77.94 ที่เหลือร้อยละ 22.06 จำหน่ายในประเทศ

“อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความได้เปรียบสูงที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ของอาเซียนเพราะนอกจากภูมิประเทศที่เหมาะสมแล้ว ยังเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ได้ชื่อว่า...เป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารป้อนประชากรโลก และกรมการค้าภายใน ยังได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ ปี 2560-2564 ขึ้นมารองรับ ภายใต้วิสัยทัศน์...ไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตการค้าและการบริโภคสินค้าอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน”

ปัจจุบันหลายๆประเทศทั่วโลกได้หันมาให้ความสนใจเรื่องการลดการใช้สารเคมีเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกันมากขึ้น...พบว่าสารเคมีตกค้างมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของผู้บริโภค

ล่าสุด...ประเทศศรีลังกาได้ประกาศยกเลิกการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชในกลุ่มไกลโฟเสตทั้งหมด หลังพบถูกใช้เป็นจำนวนมากในการปลูกข้าว ทำให้เกษตรกรเป็นโรคไตเรื้อรังเสียชีวิตแล้วนับหมื่นคน

นอกจากนี้ยังมีสารที่ใช้ในทางการเกษตรอีกหลายชนิดที่ถูกควบคุม หรือระงับการใช้ในหลายๆประเทศ แม้ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยเอง... จากการสำรวจล่าสุดของสหพันธ์การเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศ (IFOAM : International Federation of Organic Agricultural Movement) พบว่า...

ขณะนี้มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลกมากถึง 318 ล้านไร่ โดยมีมูลค่าการค้าของสินค้าเกษตรอินทรีย์สูงถึง 2.8 ล้านล้านบาทต่อปี และมีอัตราการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 11

แนวโน้มการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic) กำลังไปได้สวย...มีอนาคตไกล กระทรวงพาณิชย์ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งผลักดันการทำเกษตรอินทรีย์ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อขยายตลาดรองรับ “ยุคออแกนิก 3.0”

หลายคนอาจจะเคยได้ยินโครงการเพื่อสนับสนุนส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์หลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาเกษตรกร...ผู้ประกอบการให้ได้มาตรฐานสากล, โครงการทำการตลาดผ่านช่องทางใหม่ๆ, โครงการส่งเสริมและพัฒนาจัดตั้ง “หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์” หรือ “Organic Village”

เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย...ขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพิ่มขีดความสามารถด้านการแปรรูป...เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชน โดยนำร่องดำเนินโครงการที่บ้านหนองหอย ตำบลกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ...เป็นการรวมกลุ่มทำฝ้ายอินทรีย์ ทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ จุดกำเนิด...

หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ “ชัยภูมิโมเดล”...Organic Valley แห่งแรกของประเทศไทย

งาน “Organic and Natural Expo 2017” จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 แล้ว...เป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน ทำให้ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์บรรลุเป้าหมาย ภายใต้แนวคิด “ASEAN home of Organic”

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เสริมว่า งานนี้เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นศักยภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยในการก้าวเข้าสู่ยุคออแกนิก 3.0 ซึ่งเป็นยุคที่คงรักษาแนวคิดรากฐานเดิมของยุคออแกนิก 1.0 และต่อยอดยุคออแกนิก 2.0...เน้นการทำการเกษตรอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง

“ให้ความสำคัญกับชีวิตคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภค...ผู้ผลิต โดยมีนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งก่อให้เกิดวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน มีสังคมที่ยั่งยืน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีคุณธรรม”

ที่สำคัญ “ผลผลิต” หรือ “รายได้” ที่เกิดขึ้นจากชุมชนในท้ายสุดแล้วก็จะกลับมาพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน แน่นอนว่า “ยุคออแกนิก 3.0” ตรงกับหลักการของ “ไทยแลนด์ 4.0” ที่เน้นการบริหารจัดการเทคโนโลยี เปลี่ยนจากเกษตรกร...ผู้ประกอบการให้มีความรอบรู้ก้าวหน้าทันตลาด หรือที่เรียกว่า “Smart Enterprise”...ที่จะขับเคลื่อนสู่การเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป

นันทวัลย์ เล่าให้ฟังว่า ยุคออแกนิก 1.0 เริ่มต้นประมาณปี พ.ศ. 2463 เป็นยุคที่เกษตรกรเห็นความสำคัญของการทำการเกษตรแบบธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ...ต่อมาอีก 50 ปี หรือปี 2513 เริ่มเข้าสู่ยุคออแกนิก 2.0 คือ มีการนำมาตรฐานระบบการกำกับดูแลที่ถูกต้องเข้ามาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

เริ่มจากระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศและสู่ในระดับสากลที่ทั่วโลกยอมรับ โดยการกำหนดมาตรฐานเริ่มแรกเกิดขึ้นที่ยุโรปขยายมาที่สหรัฐฯ จนกระทั่ง IFOAM...ได้มีการพัฒนาระบบกลางเพื่อตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ส่วนในปัจจุบันคือยุคออแกนิก 3.0 เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558...

ประเทศไทยยุคออแกนิก 3.0 ได้มีการผลักดัน ส่งเสริมให้มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆของสินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่จะสร้างความยั่งยืนได้หลากหลายผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ อาทิ ภาชนะบรรจุภัณฑ์จากกาบหมาก

สามารถนำเข้าไปอุ่นในเตาไมโครเวฟได้ บรรจุของเหลวได้ ไม่รั่วซึม...ไม่อ่อนตัว...ใส่อาหารได้ทุกประเภททั้งร้อน เย็น ตั้งแต่อุณหภูมิติดลบ 18 องศาเซลเซียส จนถึง 250 องศาเซลเซียส...ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก เช่น baby oil เจล ครีมอาบน้ำเด็ก เจลลดการระคายเคือง เจลล้างก้นเด็ก สเปรย์กันยุงสำหรับเด็ก ฯลฯ

ผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น เครื่องแกงไทยพร้อมปรุงต่างๆ เส้นพาสต้า เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเกตตี ทำจากข้าวอินทรีย์ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหาร กะทิมะพร้าว

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง...ประทินผิว ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมสกัดจากน้ำมันมะพร้าว เครื่องสำอางออแกนิกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ นับรวมไปถึงข้าวอินทรีย์หลากหลายพันธุ์และผลิตภัณฑ์จากข้าว เช่น จมูกข้าว ชาข้าว ข้าวพอง น้ำนมข้าว ครีมอาบน้ำข้าวหอมนิล น้ำมันรำข้าวสกัดเย็น

“ออแกนิก 3.0” ของไทย...ของแท้หรือไม่ เชิญไปสัมผัส พิสูจน์ด้วยตัวเอง.