วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ห้าม-แต่ขอร้อง กองเชียร์ปู ที่จะแห่มาหน้าศาล ผบ.ทบ.ห่วงก่อม็อบ

โกดังโชว์ข้าวเสื่อม ชงย้ายผู้ว่าฯเข้าครม.

“บิ๊กตู่” ฮึ่มใส่พวกปลุกม็อบเชียร์ “ปู” ผิด ก.ม. วันนี้ไม่โดนวันหน้าก็โดน ลุย ครม.สัญจรหลังคดีจำนำข้าว “บิ๊กป้อม” ปัดสั่งทหารสกัดมวลชน ผบ.ทบ.ถามกดดันศาลสมควรไหม มามากมาน้อยก็เปลี่ยนแปลงคำตัดสินไม่ได้ ผจก.กาญจนาอาหารสัตว์เปิดโกดังข้าวโต้แหลก ซัดเกมการเมืองจ้องตีรัฐบาล “ยุทธพงศ์” ข้องใจกำลังผลิตไม่ถึง แฉอีกโรงงานเจ้าของนามสกุลเดียวกันประมูลได้ 3.8 แสนตัน คลังตามล่าขุมทรัพย์ “ยิ่งลักษณ์” พบ 12 บัญชีส่งกรมบังคับคดีเช็กบิลต่อ ทนายดิ้นสู้ยื่นศาล ปค.ทุเลาคำสั่งอายัด “อภิสิทธิ์” ห่วงคน พท.ปลุกระดม ป.ป.ท.ตรวจโกดังที่พิษณุโลกพบข้าวเน่าอื้อ เสียหายกว่า 9 หมื่นล้าน จับตา ครม.ปรับย้ายข้าราชการอีกลอตใหญ่ คลองหลอดชงโยกบิ๊ก 21 ราย ดีเดย์ 1 ส.ค.ประกาศใช้ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 6 แกนนำพันธมิตร 8 เดือนไม่รอลงอาญา

ยังเป็นที่จับตามองผลการตัดสินคดีรับจำนำข้าว ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. อาจก่อสถานการณ์ร้อนตามมา ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ย้ำชัดทุกอย่างว่ากันตามกระบวนการ ใครปลุกระดมถือว่าทำผิดกฎหมาย

“บิ๊กตู่” ฮึ่มคนก่อม็อบเชียร์ผิด ก.ม.

เมื่อเวลา 16.10 น. วันที่ 24 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ถึงกรณีมวลชนนัดรวมตัวให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาในคดีจำนำข้าว ในวันที่ 25 ส.ค. ว่า สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้คือเรื่องของความมั่นคง เพราะมีหลายคนประกาศว่าจะออกมารวมตัวกันวันนั้นวันนี้ ถามว่าประชาชนทั้งประเทศรับได้หรือไม่ จะรักใครชอบใครก็รักไป แต่ไม่เห็นต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย ไม่เห็นว่าจะต้องทำให้กฎหมายเสียหาย เพราะกระบวนการยุติธรรมเขามีอยู่แล้ว ต้องว่ากันไปตามขั้นตอน ฉะนั้นใครที่ไปปลุกระดมมวลชนให้เข้ามา ท่านต้องรู้ว่ามันผิดกฎหมายทุกตัว ถ้าวันนี้ยังไม่โดนวันข้างหน้าก็โดน เพราะกฎหมายก็เป็นกฎหมาย ไม่มีการยกเลิก

จับตาลุยสัญจรหลังคดีจำนำข้าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกำหนดจังหวัดที่จะลงไปประชุม ครม.สัญจรไว้แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ไม่บอก ยังไม่ถึงเวลา เป็นความลับ” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์เตรียมลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจรในวันที่ 28-29 ส.ค.นี้ โดยจะประเดิมในพื้นที่ภาคอีสาน มีการกำหนดจังหวัด ไว้แล้วแต่ยังไม่แจ้งรายละเอียด ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์กำหนดลงพื้นที่หลังศาลฎีกาฯนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีรับจำนำข้าวในวันที่ 25 ส.ค.

“บิ๊กป้อม” ปัดสั่งทหารสกัดมวลชน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวว่า คสช.สั่งการให้ทหารทำความเข้าใจกับประชาชนไม่ให้เดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในวันที่ 25 ส.ค. ว่า “ไม่มี” เมื่อถามย้ำว่ารายงานข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ที่มันออกมาแล้วไม่มีก็ตั้งเยอะ แต่เราต้องดูแลสถานการณ์โดยรวม”

ผบ.ทบ.ติงกดดันศาลสมควรไหม

ด้าน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และเลขาธิการ คสช.กล่าวว่า ที่บอกเป็นแหล่งข่าวจาก คสช.พูดนั้น คนอาจตีความว่าตนเป็นคนสั่ง ตนไม่ได้พูด ถ้าพูดจริงต้องเป็น พล.อ.เฉลิมชัยสั่งการ ตอนนี้แม่ทัพภาคทำความเข้าใจกับประชาชนอยู่แล้ว ที่ผ่านมา คสช.ไม่เคยไปห้ามการให้กำลังใจ หากเป็นไปโดยธรรมชาติ ในที่ประชุม คสช.วันนี้ ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องดังกล่าว แต่วันที่ 25 ส.ค. อาจมีคนมาให้กำลังใจมาก ต้องมีการจัดระเบียบเพื่อความปลอดภัย สิ่งที่ห่วงคือการจัดการและการสนับสนุนให้มีจำนวนคนมามาก อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ ตนไม่สามารถห้ามได้ ต้องขอร้องและขอความร่วมมือ หน้าที่ของตนคือการอำนวยความสะดวกให้ หากขอร้องกันได้ไม่ให้เกิดปัญหาในพื้นที่ก็อยากให้ติดตามข่าวนอกพื้นที่จะดีกว่า เมื่อถามว่าหากมีการปลุกระดมผู้มาให้กำลังใจถือว่าผิดหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัยตอบว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไร มีเวลาอีก 1 เดือน หากมาโดยธรรมชาติก็ไม่เป็นไร ถ้าจัดมวลชนมาชุมนุมมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว และการเดินทางมากดดันศาลนั้นควรหรือไม่ ควรต้องพิจารณาด้วย เพราะไม่ว่ามวลชนมากหรือน้อย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินของศาลได้

คสช.เย้ยคิดไปเองคนมาเป็นล้าน

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวว่า ทาง ผู้บังคับบัญชายังไม่มีนโยบายกำชับอะไรเป็นพิเศษ การตั้งข้อสังเกตว่าจะมีมวลชนมาให้กำลังใจจำนวนมาก เป็นการประเมินไปเอง ในภาพรวมประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจและให้ความร่วมมือมาตลอด เป็นการแสดงออกที่อยู่ในกรอบกฎหมาย สำหรับแนวทางการดูแลความเรียบร้อยทั่วไป คงไม่แตกต่างจากช่วงที่ผ่านมาที่ให้ความสำคัญในทุกพื้นที่ ส่วนเหตุการณ์เฉพาะช่วงนี้คงยังไม่มีอะไร

“วิษณุ” ตัดบทไม่ส่งศาล รธน.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือถึงนายก– รัฐมนตรี ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า เรื่องนี้รัฐบาลไม่สงสัยจึงไม่ส่งตีความ รัฐบาลจะส่งก็ต่อเมื่อมีความสงสัย หากนายกฯไม่สงสัยก็ไม่ส่ง และตนไม่ทราบว่าจนถึงขณะนี้พรรคเพื่อไทยมายื่นหรือยัง ไม่ใช่ว่าใครส่งอะไรมาแล้วนายกฯต้องส่งไปทั้งหมด เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้เอาความสงสัยของคนอื่นมาเป็นเหตุ ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทยสงสัย จึงตอบไม่ถูกว่านายกฯจะสงสัยไปด้วยหรือไม่ เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยใช้ช่องทางที่ถูกต้องแล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ช่องทางที่ยื่นนั้นถูกต้อง แต่อย่างที่บอกว่าถ้านายกฯไม่เห็นตาม ก็ไม่จำเป็นต้องยื่น

พท.ดิ้นสู้ส่งตีความกฎหมาย

ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ 2 กรณี 1.เรื่องบทบัญญัติของมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตรามิชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า ที่ผ่านมา นายเกรียงชัย จึงจตุรพิธ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เคยแสดงความเห็นในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2551 ว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 219 วรรคสี่ แต่ก็ไม่มีการแก้ไขปล่อยให้ล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน ตนจึงต้องส่งเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

ปัดชะลอคดีชี้ชะตา “ยิ่งลักษณ์”

เมื่อถามว่า การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหวังเพื่อให้มีการชะลอคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่กำลังพิจารณาคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือไม่ นายเรืองไกรตอบว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อกฎหมายตราโดยมิชอบ ต่อให้คดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ตัดสินไปแล้ว ก็ทำให้มีปัญหาตามมาได้อยู่ดี ที่มายื่นนี้เพื่อประโยชน์ของกระบวนการยุติธรรม ในเมื่อกระบวนการไม่ถูกต้อง ต้องคืนความยุติธรรม

บ.อาหารสัตว์เปิดโกดังโต้แหลก

วันเดียวกัน ที่บริษัทกาญจนาอาหารสัตว์ จ.ราชบุรี นายประวิทย์ รังสีเสริมสุข ผจก.บริษัทกาญจนาอาหารสัตว์ ได้เปิดโกดังเก็บข้าวสารเสื่อมสภาพที่ได้ประมูลมาให้ผู้สื่อข่าวพิสูจน์ข้อเท็จจริง หลังนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ และประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าวของพรรคเพื่อไทย นำคณะมาตรวจสอบ โดยนายประวิทย์กล่าวว่า มีเจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) มาคอยตรวจสอบการขนส่ง พร้อมทำรายงานแจ้งทางจังหวัดตามระเบียบทุกขั้นตอน มีการนำข้าวที่ประมูลมาได้เก็บรักษาไว้ที่นี่ 14,000 ตัน ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 25,000 ตัน เก็บรักษาไว้ที่โกดังใน จ.สุพรรณบุรี แต่ละวันเราใช้ข้าวที่ประมูลมาและนำไปผสมกับวัตถุดิบอย่างอื่นเพื่อผลิตอาหารสัตว์กว่า 300 ตัน เนื่องจากเรามีหมูที่เลี้ยงในเครือกาญจนากรุ๊ปมากกว่า 100,000 ตัว ขณะนี้ใช้ข้าวไปแล้วเกือบ 10,000 ตัน และข้าวที่ประมูลมาเป็นข้าวเสื่อมสภาพ ไม่สามารถนำไปบริโภคได้ เป็นข้าวที่ใช้เฉพาะในอุตสาหกรรมเท่านั้น ห้ามนำไปใช้บริโภคหรือจำหน่าย

ซัดเกมการเมืองจ้องตีรัฐบาล

นายประวิทย์กล่าวว่า เรามีบัญชีและเจ้าหน้าที่คอยควบคุม รวมทั้งต้องรายงานการใช้ข้าวแต่ละวันให้ทางจังหวัดราชบุรีด้วย ยืนยันว่าข้าวที่ประมูลมามีครบตามจำนวน ถ้าจะมีหน่วยงานใดเข้ามาตรวจสอบขอให้ทำหนังสือแจ้งมา ยินดีให้เข้าตรวจสอบได้ตลอดเวลา ส่วนการที่มีนักการเมืองเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ มองว่าเป็นเรื่องการเมือง ที่ต้องการโจมตีรัฐบาลแล้วทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย รู้สึกเสียใจเหมือนกลุ่มคนเหล่านั้นเอาประชาชนมาเป็นอาวุธ แต่เราคงไม่ตอบโต้อะไร เพราะทำตามกฎหมายทุกอย่าง

“ยุทธพงศ์” คาใจกำลังผลิตไม่ถึง

ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าวของพรรคเพื่อไทย แถลงว่า กรณีบริษัทกาญจนาอาหารสัตว์ เปิดโกดังให้สื่อมวลชนดู พร้อมชี้แจงข้อมูลนั้น ยังมีข้อโต้แย้งว่า จากข้อมูลของปลัดจังหวัดราชบุรีระบุว่ากำลังการผลิตสูงสุดของบริษัทกาญจนอาหารสัตว์ คือ 350 ตันต่อเดือน และบริษัทนี้เพิ่งเซ็นสัญญาซื้อไปเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ดังนั้น จึงใช้ข้าวได้มากที่สุดคือ 700 ตัน จะใช้ไป 10,000 ตัน ตามที่ระบุได้อย่างไร ขอเรียกร้องให้บริษัทฯนำแผนการผลิตอาหารสัตว์ที่ต้องทำส่งกระทรวงพาณิชย์มาเปิดเผย รวมถึงรายงานที่ต้องส่ง อคส.ทุกวัน และการนำข้าวอีก 25,000 ตัน ไปเก็บที่โกดัง จ.สุพรรณบุรีนั้น ขออนุญาตใครให้เก็บข้าวข้ามจังหวัดแบบนั้น ดูแล้วยังมีพิรุธ พื้นที่ จ.สุพรรณบุรีไม่ได้ติดกับ จ.ราชบุรี กระทรวงพาณิชย์จะควบคุมได้อย่างไรไม่ให้เกิดการเวียนเทียนข้าวขึ้น จึงขอท้าเจ้าของบริษัทฯเปิดโกดังที่ จ.สุพรรณบุรี ว่ามีข้าวอยู่จริงหรือไม่

แฉอีกโรงงานซื้อข้าว 3.8 แสนตัน

นายยุทธพงศ์กล่าวอีกว่า ล่าสุดยังตรวจสอบพบการจัดซื้อข้าวในราคาต่ำของอีกบริษัทหนึ่งใน จ.ราชบุรี ที่ผู้บริหารมีนามสกุลเดียวกับบริษัทแรก จัดซื้อข้าวจาก อคส. 30 โกดัง และองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) 7 โกดัง รวม 383,749 ตัน แต่บริษัทดังกล่าวสามารถผลิตอาหารสัตว์ได้เพียงวันละ 350 ตัน ใน 1 ปีใช้ปลายข้าวเพียง 30,890 ตัน แต่ดูจากโรงงานแล้วมองว่าไม่สามารถจัดเก็บข้าวและผลิตอาหารสัตว์ได้ อีกทั้งในสัญญาการจัดซื้อระบุชัดเจน ห้ามนำข้าวไปจำหน่ายต่อ และต้องรายงานการผลิตอาหารสัตว์ต่อ อคส.ทุกวัน รวมทั้งต้องยอมให้ติดตั้งกล้องซีซีทีวีบันทึกกันการขนย้ายข้าว แต่จากการตรวจสอบไม่มีการรายงานใดๆเข้ามาที่บอกว่าเข้มงวดการขนย้ายนั้น ได้มีการติดตั้งกล้องแล้วหรือยัง หากไม่ดำเนินการ เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์อาจเข้าข่ายละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงอยากให้ รมว.พาณิชย์ตั้งกรรมการมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ให้ชัดเจน

ยันเกาะติดระบายข้าวไม่เกี่ยวคดี

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการออกมาตรวจสอบครั้งนี้เกี่ยวข้องกับคดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือไม่ นายยุทธพงศ์ ตอบว่า ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล และจะมีคำพิพากษา วันที่ 25 ส.ค. แต่ที่เราตรวจสอบการระบายข้าวของรัฐบาลช่วงนี้ เพราะเพิ่งมีการประมูล น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เคยบอกให้เรามาตรวจสอบอะไร แค่สู้คดีก็หมดเวลาแล้ว ส่วนมวลชนที่เดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น เป็นความผูกพัน เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์มาจากการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา ไม่อยากให้ฝ่ายความมั่นคงมาให้ความสำคัญเรื่องนี้ เชื่อว่าทุกคนแค่มาให้กำลังใจ

นายสุรสาล ผาสุข อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้ฝ่ายความมั่นคงอำนวยความสะดวกการเดินทางของประชาชน มากกว่าไปคอยสกัดกั้น และขอให้ดูแลความเรียบร้อยในเส้นทางจราจรไม่ให้รถติดขัด หรือดูแลบริเวณศาลให้มีความเรียบร้อยดีกว่าหรือไม่

คลังตามล่าขุมทรัพย์พบ 12 บัญชี

ขณะที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คณะกรรมการสืบทรัพย์กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวตามที่กระทรวงการคลังเรียกร้องค่าเสียหาย 35,700 ล้านบาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ล่าสุด ตามสืบทรัพย์พบบัญชีเงินฝากธนาคารรวม 12 บัญชี คณะกรรมการฯจึงส่งบัญชีธนาคารดังกล่าวให้กรมบังคับคดีไปแล้วตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนจะยึดทรัพย์ในส่วนนี้ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เลยหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดีจะพิจารณา ในส่วนกระทรวงการคลังมีหน้าที่สืบทรัพย์อย่างเดียว อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวมีอายุ 10 ปี หากหน่วยงานอื่น ที่คณะกรรมการสืบทรัพย์ได้ประสานขอข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นำส่งข้อมูลมาให้คณะกรรมการสืบทรัพย์ ก็จะทยอยส่งข้อมูลให้กรมบังคับคดีต่อไป

ทนายยื่นศาล ปค.ทุเลาคำสั่งอายัด

ด้านนายนพดล หลาวทอง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีโครงการรับจำนำข้าว กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังส่งรายการทรัพย์สิน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นบัญชีธนาคาร 12 บัญชี ให้กรมบังคับคดีดำเนินการอายัด ว่า ทีมทนายความได้ดำเนินการยื่นเรื่องต่อศาลปกครองเพื่อขอความเป็นธรรม โดยขอให้ศาลทุเลาการบังคับตามมาตรการทางปกครองไปตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันได้ทำหนังสือแจ้งเรื่องไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกหน่วยงานชะลอการดำเนินการใดๆ เพื่อรอคำสั่งศาลปกครองก่อน

“อภิสิทธิ์” ห่วงคน พท.ปลุกระดม

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หวังว่าวันนัดฟังคำพิพากษาคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ จะไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น แม้จะตัดสินพร้อมคดีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในคดีประมูลขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) การให้กำลังใจหรือโต้ตอบทางการเมือง ขออย่าให้กระทบการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นไปตามระบบ หากเอาการเมืองไปกดดันมันจะเกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะที่ไม่สบายใจ คือ กรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยบอกว่าผู้พิพากษาไม่ได้มีแค่ 9 คน แต่ยังมีคนอีกนับล้านคนที่จะพิพากษา ถือว่าเป็นการข่มขู่หรือไม่ว่ามีมวลชนจำนวนมากสนับสนุนอยู่ หากเป็นตนจะขอร้องผู้สนับสนุนให้แสดงออกด้วยวิธีการที่เหมาะสม และผลคำพิพากษาออกมาเป็นอย่างไรทุกฝ่ายต้องเคารพ และยอมรับ เพราะเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตย และการปรองดองสมานฉันท์เกิดขึ้นได้

จี้รัฐบาลคุมเกมไม่ให้เกิดวุ่นวาย

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะหลบหนีหรือไม่นั้น เราไม่ควรคิดเรื่องการหนี ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ไม่ได้หลบหนี เข้าต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด ขอย้ำว่ารัฐบาลและ คสช.มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย ไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น และฝ่ายคู่ความควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมในการแสดงท่าทีให้ชัดเจนว่า ไม่ประสงค์ต้องการเห็นความวุ่นวายให้เกิดขึ้นอีก สำหรับไทม์ไลน์ หรือตารางเวลาในการตัดสินคดีของคนพรรคเพื่อไทยที่ไล่เลี่ยกันนั้น ทุกฝ่ายมีหน้าที่สร้างความเข้าใจว่าเป็นเรื่องกระบวนการตามกฎหมาย

จวก “วัฒนา” บิดเบือนข้อเท็จจริง

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ว่าให้ข้อมูลบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยอ้างว่าหลังรัฐประหารมีคำสั่งห้ามเปิดโกดังเพื่อรมยา จนเป็นเหตุให้ข้าวเสื่อมสภาพนั้น ถ้าเป็นจริงข้าวที่เสื่อมต้องเสื่อมทั้งคลังเพราะไม่ได้รมยา แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสื่อ คือพบว่ามีข้าวเสื่อมคุณภาพถูกซุกอยู่ในกองข้าวดี ดังนั้นหากจะสู้ขอให้สู้ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย อย่าบิดเบือนข้อมูลโดยการดูถูกคนในสังคมว่าไม่รู้เรื่อง และขอให้มีความเคารพกฎหมายเหมือนที่ปากพูด เมื่อเป็นพรรคการเมืองควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อการกระทำที่คนในพรรคทำไปด้วย การที่นายวัฒนาระบุถึงคนนับล้านนั้น ยิ่งสะท้อนแนวคิดของพรรคเพื่อไทยว่าไม่เคารพกฎหมายหรือไม่

ป.ป.ท.ตรวจโกดังพบข้าวเน่าอื้อ

ที่สำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริตเขต 6 (ป.ป.ท. เขต 6) จ.พิษณุโลก นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขาธิการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ รองเลขาธิการ ป.ป.ท. พ.ต.อ.กษิดิศ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผอ.ป.ป.ท.เขต 6 ร่วมประชุมก่อนลงพื้นที่ตรวจโกดังเก็บรักษาข้าว จ.สุโขทัย ในโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ปี 2551-2557 พบความเสียหายในการเก็บรักษาและเป็นข้าวเก่า นอกจากนี้ยังพบเป็นข้าวมาจาก จ.พิษณุโลก ไม่ใช่ข้าวในพื้นที่ เพื่อดำเนินคดีกับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง พ.ต.อ.กษิดิศ กล่าวว่า คดีทุจริตการเก็บรักษาข้าวในคลังสินค้า อคส. ทั่วประเทศมี 990 คดี อยู่ในพื้นที่เขต 6 รวม 506 คดี ความเสียหายมูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท

มท.สั่งสอบเงินทอนดอกไม้จันทน์

อีกเรื่อง นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่ามีเงินทอนจากการทำดอกไม้จันทน์ที่จะใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า จากรายงานของ ผวจ.ชัยภูมิ และนายอำเภอเกษตรสมบูรณ์ ยืนยันว่าไม่มีเรื่องเงินทอนตามที่นายวิลาศ ระบุ โดย ผวจ.ชัยภูมิรายงานว่างบประมาณการทำดอกไม้จันทน์ ไม่ผ่านจังหวัด แต่เป็นงบจาก 3 หน่วยงาน คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบการจัดวิทยากรฝึกอบรมทำดอกไม้จันทน์เท่านั้น แต่ได้สั่งผู้ว่าฯตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และให้รายงานกลับมาที่กระทรวงมหาดไทยภายใน 7 วัน และกระทรวงมหาดไทยจะตั้งคณะกรรมการภายในตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย หากประชาชนหรือใครมีเบาะแส หรือหลักฐานการทุจริต ให้ส่งข้อมูลมาที่ตนโดยตรงได้ทันที

จับตาปรับย้าย ขรก.อีกลอตใหญ่

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการแต่งตั้งโยกย้ายหัวหน้าส่วนราชการในส่วนที่เหลือว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 25 ก.ค. จะมีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายหัวหน้าส่วนราชการ โดยรายชื่อที่ตนพิจารณาได้ส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. หมดแล้ว แต่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ครั้งนี้ทั้งหมดหรือไม่ไม่ทราบ เมื่อถามว่า การประชุม ครม.ครั้งนี้จะสามารถพิจารณาแต่งตั้งคนใหม่ได้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ประมาณนั้น

รอเคาะ “วัลลภ” นั่งเลขาฯ สมช.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า สำหรับตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะยังไม่เสนอเข้าที่ประชุม ครม. วันที่ 25 ก.ค.นี้ เพราะวันที่ 26 ก.ค. จะมีการประชุม สมช. มีวาระพิจารณาผู้จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. แทน พล.อ.ทวีป เนตรนิยม ที่จะเกษียณอายุราชการ โดย พล.อ.ทวีปเตรียมเสนอชื่อนายสมเกียรติ ศรีประเสริฐ รองเลขาธิการ สมช. เป็นเลขาธิการ สมช.แทน แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องการให้ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม โยกมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เนื่องจากก่อนหน้านี้ พล.อ.วัลลภถูกวางตัวเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ พล.อ.ประวิตรต้องการให้นายทหารใกล้ชิดขึ้นตำแหน่งดังกล่าว จึงต้องโยก พล.อ.วัลลภมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เพื่อเปิดทางให้นายทหารใกล้ชิด และเพื่อลดแรงกระเพื่อมใน สมช. จึงเตรียมเปิดตำแหน่งเทียบเท่าเลขาธิการ สมช.ให้กับนายสมเกียรติ

คลองหลอดชงโยกระดับบิ๊ก 21 ราย

สำหรับกระทรวงมหาดไทย มีรายงานว่าเตรียมเสนอรายชื่อโยกย้ายข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัด จำนวน 21 ตำแหน่ง อาทิ นายชยพล ธิติศักดิ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองปลัดกระทรวง เป็น ผวจ.นครนายก นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผวจ.นนทบุรี เป็นรองปลัดกระทรวง นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผวจ.พิษณุโลก เป็นรองปลัดกระทรวง นายภานุ แย้มศรี ผวจ.ลพบุรี เป็น ผวจ.นนทบุรี นายภัคพงษ์ ทวิพัฒน์ ผวจ.พังงา เป็น ผวจ.พิษณุโลก นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.อุบลราชธานี เป็น ผวจ.ขอนแก่น นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็น ผวจ.อุบลราชธานี นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผวจ.ตราด เป็น ผวจ.นครปฐม นายพินิจ บุญเลิศ ผวจ.กระบี่ เป็น ผวจ.ปทุมธานี นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผวจ.ชัยนาท เป็น ผวจ.สุพรรณบุรี นายธานี ธัญญาโภชน์ ผวจ.กำแพงเพชร เป็นผู้ตรวจราชการฯ และต่อเวลา ราชการนายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในตำแหน่งเดิมออกไปอีก 1 ปี ทางด้านกระทรวงแรงงาน ชื่อนายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางานยังคงโดดเด่นและคาดว่าจะถูกเสนอให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่

“มีชัย” ไล่ไปแจ้ง ตร.โกงไพรมารี

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า กรธ.ไม่มีความเห็นแย้ง กระบวนการ จากนี้นายกฯต้องรอ 5 วัน หากไม่มีใครเห็นแย้งก็นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายต่อไป ส่วนการประชุมกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายในวันที่ 25 ก.ค. เพื่อแก้ไขให้ตรงความประสงค์ของเจ้าของความคิด สำหรับการตรวจสอบไพรมารีโหวตให้สมาชิกพรรคเป็นผู้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากพบการกระทำผิด หรือหาก กกต.พบว่าพรรคทำผิดหรือแจ้งบัญชีเท็จ ก็แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เช่นกัน ทั้งนี้ ผู้สมัครคนใดมีความผิดต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. และถูกตัดสิทธิทางการเมือง ดังนั้นการเลือกตั้งจะไม่ชะงัก และไม่กระทบต่อการนับคะแนนแบบจัดสรรปันส่วนผสม ในสัดส่วนคะแนนของพรรค ส่วนการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายลูกว่าด้วย กกต. โดย กกต.นั้น ไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร ศาลจะรับหรือไม่รับพิจารณา เพราะรัฐธรรมนูญเขียนให้ ส.ส. และ ส.ว.เท่านั้นที่ยื่นได้

ทูลเกล้าฯ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์แล้ว

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะรอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย นายกฯคงต้องรอเพื่อความปลอดภัย ซึ่งไม่น่าจะกระทบต่อโรดแม็ปเลือกตั้ง เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะรู้เรื่องกรอบเวลา ส่วนการกำหนดโทษการทุจริตผู้แทนฯลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบไพรมารีโหวตนั้น ไม่มีความเห็น นอกจากนี้รัฐบาลได้นำร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ขึ้นทูลเกล้าฯถวายแล้ว

“เสรี” โต้ สปท.ไม่ใช่หมากการเมือง

ที่รัฐสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณีนายนิกร จำนง อดีตสมาชิก สปท. ระบุว่า สปท.เป็นเพียงหมากทางการเมือง ว่าคงไม่ใช่ทั้งหมด ต้องดูผลการทำงานที่ผ่านมาและกระบวนการที่จัดทำ สปท.ขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ อย่ามองว่าสิ่งที่ สปท.ทำเป็นเพียงข้อเสนอแนะ เนื่องจากหลายรัฐบาลพยายามปฏิรูปแล้วแต่ไม่สำเร็จ อย่าคิดไปเองหรือมองเพียงฝ่ายเดียว เพราะ สปท.เข้ามาแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานาน โดยเฉพาะปัญหานักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ ทุจริต แสวงหาผลประโยชน์ อยากให้ดูการทำงาน อย่ามาบอกว่าเป็นเพียงหมากการเมือง

นายกฯเรียกถกทีม ป.ย.ป.ชุดใหญ่

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ป.ย.ป. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. และฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

เน้นงานบูรณาการข้ามกระทรวง

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์แถลงหลังการประชุมว่า ป.ย.ป.จะทำงานไปอีก 10-14 เดือน โดยคร่าวๆจะทำงานถึงเดือน ส.ค.2561 จึงเน้นย้ำที่ประชุมว่า ทุกประเด็นมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ทั้งปรับกฎหมายให้ทันสมัย และออกกฎหมายใหม่ที่ยังไม่มี การออกกฎหมายต้องคำนึงถึงผู้ที่มีส่วนได้เสีย ไม่ใช่ให้ส่วนราชการบังคับใช้อย่างเดียว แต่ต้องดูความ ร่วมมือของประชาชนด้วย เพราะในอดีตมักออกกฎหมายเชิงบังคับ ขณะที่ประชาชนก็ต้องเรียนรู้ด้วย กฎหมายที่จำเป็นคือกฎหมายเชิงบูรณาการ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกัน ทั้งแผนงานและโครงการที่สำคัญสามารถทำงานข้ามกระทรวงได้ โดยระยะเวลาที่เหลือของรัฐบาลจะลงไปดูในพื้นที่ให้สอดคล้องกับการลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร โดยจะรับฟังประชาชนว่ามีความต้องการอะไรบ้าง ตนจะต้องทำให้ทุกพื้นที่ ไม่ได้ทำให้เฉพาะบางพื้นที่ที่รักตนหรือชอบตน และวันหน้าก็ไม่ควรจะเป็นแบบนี้ แต่ก็สุดแล้วแต่ประชาชนที่จะเป็นคนเลือกรัฐบาล

ไม่มีลงนามร่างสัญญาประชาคม

นายสุวิทย์แถลงว่า ที่ประชุม ป.ย.ป.รับทราบการจัดทำร่างสัญญาประชาคมมีทั้งหมด 10 ข้อ และผนวกประกอบสัญญาประชาคมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง 15 ข้อ เพื่อนำไปสร้างการรับรู้ต่อ ประชาชน โดยร่างสัญญาประชาคมจะไม่มีการลงนามร่วมกัน ส่วนการแถลงต่อประชาชน นายกฯชี้แจงผ่านรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่วนการปฏิรูปที่มี 4 ชิ้นงานนั้น ได้เสนอความคืบหน้ากรอบการทำงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาและคณะปฏิรูปตำรวจ โดยนายกฯให้ข้อแนะนำว่า การปฏิรูปไม่ต้องให้ยาวนาน อีก 6 เดือนหรืออีก 1 ปีข้างหน้าจะเป็นอะไร ถ้าผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ให้ทำเลย ทั้งนี้ จะแยกงานปฏิรูปกฎหมายและปฏิรูประบบราชการ ทั้ง 7 ด้านออกมาในรูปแบบคณะกรรมการประชารัฐ

1 ส.ค. ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติ

นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า อนาคตของ ป.ย.ป.หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ จะถูกประกาศใช้ช่วงวันที่ 1 ส.ค.2560 ดังนั้นต้องเตรียมการเพื่อตั้งคณะกรรมการปฏิรูปอีก 11 ด้าน และมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอีก 1 คณะ มีวาระทำงาน 5 ปี ฉะนั้น แผนปฏิรูปประเทศที่เป็นรูปธรรมจะออกมาช่วงเดือน พ.ค.2561 ส่วนแผนยุทธศาสตร์ชาติจะออกในช่วงเดือน ก.ย.2561 ถือเป็นการทำงานในช่วงเวลาที่เหลือ 1 ปีกว่านับจากนี้ ส่วนการสร้างความสามัคคีปรองดองต้องขับเคลื่อนต่อ เพื่อส่งให้รัฐบาลหน้า ทั้งนี้ คณะกรรมการทั้ง 4 คณะ จะอยู่ไปจนกว่าจะมีแผนการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม หรือจนกว่านายกฯมีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลง โดยนายกฯย้ำต้องการให้ต่อจิ๊กซอว์การปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติและปรองดองออกมาเป็นรูปธรรม เพื่อการขับเคลื่อนและปลดล็อก ส่วนการลงพื้นที่ต้องรอหลังงานพระราชพิธีในเดือน ต.ค.และ ธ.ค.60

รมว.จีนหวังการเมืองไทยมั่นคง

อีกเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วม แถลงข่าวหลังการหารือทวิภาคี นายดอนกล่าวว่า เพื่อกระชับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ อาทิ ยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน อาเซียน ภูมิภาค ความมั่นคง ทะเลจีนใต้ พร้อมย้ำถึงความร่วมมือที่ต้องเดินหน้าในอนาคต

ด้านนายหวัง อี้ กล่าวว่า จีนอยากเห็นไทยมีความมั่นคงทางการเมืองเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ซึ่งจีนพร้อมสนับสนุนส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งนี้ทางการจีนจะกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปจีนอย่างเป็นทางการและเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจรวดเร็ว (บริกซ์ซัมมิต) ครั้งที่ 9 ที่เมืองเซี่ยเหมินในเดือน ก.ย.นี้

ศาลสั่งจำคุก 6 แกนนำพันธมิตร

วันเดียวกันเวลา 09.30 น. ที่ศาลอาญา ศาล อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นจำเลยที่ 1-6 ฐานร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการทำให้เสียทรัพย์ โดยอัยการฟ้องว่าเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2551 จำเลยเป็นแกนนำพันธมิตรฯกับพวกได้ชุมนุมปราศรัยกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ลาออก และเข้าปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษา จำคุกคนละ 2 ปีไม่รอลงอาญา จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยและพวกมีความผิดจึงเห็นควรพิพากษาลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ และแก้โทษจากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 2 ปีเหลือโทษจำคุกคนละ 1 ปีลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้งหมดคนละ 8 เดือน และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างโทษจำคุกจึงไม่รอลงอาญา

นายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ทนายความ กล่าวว่า ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวอดีตแกนนำพันธมิตรฯ ศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ประกันระหว่างฎีกาสู้คดี ตีราคาประกันคนละ 200,000 บาท ส่วนนายสนธิไม่ได้ยื่นประกัน เนื่องจากถูกจำคุกในคดีอื่นก่อนหน้านี้

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช.สอย “อัศวิน”

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบเอาผิด พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. และพวกรวม 16 คน กรณีคัดเลือกบุคคลเข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการบริหารงานพัฒนาเมือง ของ กทม. ไม่ถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าอบรมขาดคุณสมบัติ เช่น อายุเกิน 58 ปี เคยผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรอื่นมาไม่ถึง 2 ปี ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บุคคลบางกลุ่ม อาจเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ ขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด และส่งเรื่องให้ สนช.ถอดถอน พล.ต.อ.อัศวินออกจากตำแหน่ง การจัดอบรมหลักสูตรพิเศษของหน่วยงานต่างๆ เป็นการสร้างคอนเนกชั่นมากกว่า ทำให้ราชการเสียประโยชน์ เกิดระบบอุปถัมภ์ ขอให้ ครม. รัฐสภา และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ป้องกันการทุจริตการเปิดหลักสูตรพิเศษเหล่านี้