วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทยเพิ่มเพดาน นำเข้าผลิตภัณฑ์นมกีวี ยันไม่กระทบอุตสาหกรรมในประเทศ

รมว.พาณิชย์ ลงนามนิวซีแลนด์ เพิ่มเพดานนำเข้าผลิตภัณฑ์นม 3 ชนิด ทั้งหางนม ไขมันเนย และเนยแข็ง ภายใต้เอฟทีเอไทย-นิวซีแลนด์ หลังพบความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี ยันไม่กระทบอุตสาหกรรมนมในไทยแน่นอน...

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขภาคผนวก 3 ของความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ไทย-นิวซีแลนด์ ร่วมกับ รมว.การค้าของนิวซีแลนด์ โดยมีเนื้อหาปรับเพิ่มปริมาณเพดานการนำเข้าสินค้า ที่มีการใช้มาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard: SSG) สำหรับผลิตภัณฑ์นม 3 รายการ ได้แก่ หางนม ไขมันเนย และเนยแข็ง ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ (เอฟทีเอ) โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 60 และปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีจนถึงปี 63 โดยการปรับเพิ่มปริมาณการนำเข้าสินค้าดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามพันธกรณีของไทยตามความตกลงกับนิวซีแลนด์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการค้าและความต้องการนำเข้าสินค้าดังกล่าวของไทย

"กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด โดยล่าสุด กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้จัดทำประชาพิจารณ์ รวมทั้งจัดสัมมนาเรื่องดังกล่าว โดยเชิญผู้มีส่วนได้เสียจากการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์นมเข้าร่วม ได้แก่ เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโคนม รวมถึงภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่า การเปิดตลาดผลิตภัณฑ์นมโดยการปรับเพิ่มปริมาณนำเข้าสินค้า 3 รายการข้างต้นในครั้งนี้ ไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมโคนมในประเทศ"

ทั้งนี้จากสถิติการค้า ไทยนำเข้าจริงสูงกว่าปริมาณเพดานการนำเข้าที่กำหนดไว้ ภายใต้มาตรการปกป้องพิเศษอยู่มาก โดยในปี 59 หางนม ไขมันเนย และเนยแข็งสด มีการกำหนดระดับเพดานการนำเข้าไว้ที่ 42.91 ตัน 17.10 ตัน และ 370.10 ตัน ตามลำดับ แต่ไทยกลับนำเข้าถึง 2,349.05 ตัน 6,692.60 ตัน และ 732.93 ตัน ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ และการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยการปรับเพิ่มปริมาณเพดานการนำเข้าครั้งนี้ จะช่วยลดต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และราคาสินค้าในท้องตลาด และยังช่วยให้อุตสาหกรรมโคนมและภาคการผลิตของไทยเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเสรีในอีก 3 ปีข้างหน้า เนื่องจากมาตรการปกป้องพิเศษภายใต้ความตกลงดังกล่าว จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธ.ค.63 หรือตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.64 อัตราภาษีนำเข้าจะเป็น 0% และไม่กำหนดเพดานปริมาณการนำเข้าอีกต่อไป

นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นพ้องกันว่านับตั้งแต่มีการจัดทำความตกลงดังกล่าว การค้าระหว่างกันขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ จากปี 48 ที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ มูลค่าการค้าอยู่ที่ 774 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว เป็น 2,022 ล้านเหรียญฯ ในปี 59 อีกทั้งยังได้หารือกันถึงการเปิดตลาดการค้าบริการภายใต้ความตกลง เพราะปัจจุบันความตกลงฯ ได้เปิดเสรีเฉพาะด้านการค้าสินค้าและการลงทุน รวมทั้งหารือเกี่ยวกับโครงการที่นิวซีแลนด์จะให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมไทย โดยเฉพาะด้านบริหารจัดการฟาร์มสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ และการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์นม ซึ่งนิวซีแลนด์ได้เสนอที่จะดำเนินโครงการดังกล่าวให้กับกรมปศุสัตว์และเกษตรกรรุ่นใหม่ของไทยในเดือน ส.ค.60 ที่ประเทศนิวซีแลนด์.