วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'เรืองไกร' วอนศาลฯ ตีความ ก.ม.อาญานักการเมือง ปัดหวังยื้อคดี 'ปู'

"เรืองไกร" ร้องผู้ตรวจฯ ส่งศาล รธน.ตีความ ก.ม.อาญานักการเมือง ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยันทำเพื่อความถูกต้อง ไม่หวังยื้อคดี "ยิ่งลักษณ์"  

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.60 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ดำเนินการเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ 2 กรณี 1. เรื่องบทบัญญัติของมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2550 ตรามิชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

โดย นายเรืองไกร กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ... ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โหวตผ่านวาระ 3 ไปแล้วนั้น ในมาตรา 3 ได้บัญญัติให้ยกเลิกกฎหมายเดิม 2 ฉบับดังกล่าว ทำให้พบว่าในมาตรา 13 ของพ.ร.บ.ฯ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 บัญญัติไว้ว่า เมื่อมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ให้ประธานศาลฎีกาเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เป็นองค์คณะผู้พิพากษานั้น และมาตรา 13 วรรคสาม ของกฎหมายเดียวกัน บัญญัติไว้ว่าให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา โดยองค์คณะผู้พิพากษาประกอบด้วย ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน 9 คน ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ และให้เลือกเป็นรายคดี โดยมีการกำหนดอัตราส่วนบังคับไว้ในองค์คณะ 9 คน ว่า จะมีผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาได้ไม่เกิน 3 คน จึงเป็นการขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดอัตราส่วนดังกล่าวไว้ ดังนั้นจึงเป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 219 วรรคสี่ หรือไม่

"กรณีดังกล่าวจึงทำให้คดีต่างๆ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ผ่านมา ย่อมเกิดปัญหาความชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และที่ผ่านมา นายเกรียงชัย จึงจตุรพิธ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เคยแสดงความเห็นในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2551 ไว้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2550 ม.219 วรรคสี่ แต่ที่ประชุมสภาฯ ไม่เห็นชอบให้แก้ไข และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ควรเป็นผู้ส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ก็ยิ่งนิ่งเฉยปล่อยให้เหตุการณ์ล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน ดังนั้นศาลฎีกาควรจะได้ยินเสียงผมในครั้งนี้ เพราะว่าศาลฎีกาเป็นผู้พิพากษาตั้งแต่ต้น ผมเชื่อว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวนมากมีความยุติธรรมและซื่อสัตย์" นายเรืองไกร กล่าว

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กระบวนการตรากฎหมายดังกล่าว ซึ่งตราขึ้นโดย สนช.ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน เมื่อปี 2550 จึงมีเหตุให้สงสัยว่า กฎหมายดังกล่าวตราโดยองค์ประชุมที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาในรายงานการประชุม สนช.เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2550 ซึ่งขณะนั้น สมาชิก สนช.มีทั้งสิ้น 239 คน ในวาระการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าว ปรากฏว่าในรายงานการประชุม ระบุว่าการลงมติในวาระ 3 มีสมาชิกฯ เห็นชอบด้วย 111 คะแนน ไม่เห็นด้วย 1 คะแนน เท่ากับว่าการลงมติในวันนั้นมีสมาชิกที่อยู่ในที่ประชุมเพียง 112 คนเท่านั้น ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดในวันนั้น คือ 239 คน ดังนั้นตนจึงต้องส่งเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป เพราะถูกนำมาใช้ในการพิจารณาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อถามว่า การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หวังเพื่อให้มีการชะลอคดีในศาลฎีกาฯ ที่กำลังพิจารณาในคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพราะในเมื่อกฎหมายตราโดยมิชอบ ต่อให้คดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตัดสินไปแล้ว ก็ทำให้มีปัญหาตามมาได้อยู่ดี และที่ตนมายื่นในครั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของกระบวนการยุติธรรม ในเมื่อกระบวนการไม่ถูกต้อง ก็ต้องคืนความยุติธรรม