วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้องใช้ไม้แข็ง

ความโชคดีแบบซุปเปอร์เฮงของ พ.ต.อ.ศรศักดิ์ แก้วรักษา อายุ 75 ปี อดีตรอง ผบก.ปปป. หลังถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 ก.ค.2560 หมายเลข 820327 จำนวน 30 คู่ หรือ 60 ฉบับ รับเงินรางวัลสูงสุดถึง 180 ล้านบาท ทุบสถิติ 78 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

กลายเป็นความท้าทายต่อสำนักงานสลากฯ อีกครั้ง จากเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกมาตรา 44 ฉบับแรก แต่งตั้ง พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสำนักงานสลากฯ (บอร์ด) หวังให้เข้ามาแก้ไขปัญหาสลากจำหน่ายเกินราคา ลดการเอารัดเอาเปรียบคนรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นนักเสี่ยงโชคกลุ่มใหญ่ที่สุด หรือกว่า 90% ที่ ซื้อลอตเตอรี่จากสำนักงานสลากฯ

ที่ผ่านมา การทำงานของสำนักงานสลากฯ ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขสลากเกินราคาเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายว่าราคาสลากที่จำหน่ายในท้องตลาดจะต้องไม่เกินฉบับละ 40 บาท หรือคู่ละ 80 บาท ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้แผนงานบันได 3 ขั้น ได้แก่ 1.จัดระเบียบและบังคับใช้กฎหมาย 2.การปรับแผนและกำหนดทิศทางการจำหน่ายสลาก 3.การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม

แต่เมื่อ พ.ต.อ.ศรศักดิ์ แก้วรักษา ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 รับเงินมากถึง 180 ล้านบาท คำถามที่ตามมาก็คือนอกจากการจำหน่ายสลากเกินราคาแล้ว เหตุใดจึงยังมีการรวมเลขชุดขายกันถึง 30 คู่ หรือ 60 ฉบับ คิดเป็น 42-43% จากยอดการพิมพ์ทั้งหมด 71 ล้านคู่ หรือ 142 ล้านฉบับ ขัดจากนโยบายของกองสลากฯที่ไม่ต้องการให้มีการรวมเลขชุด อันเป็นกลยุทธ์หนึ่งซึ่งนำไปสู่การขายเกินราคา

การถูกรางวัลที่ 1 รวดเดียวถึง 30 คู่ จึงเป็นสิ่งซึ่งน่าจะทำให้สำนักงานสลากฯ ต้องกลับไปทบทวนว่า แผนบันได 3 ขั้นที่วางไว้มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ แก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือยัง

โดยหากการรวมเลขชุด 5 คู่ 10 คู่ 20 คู่ และสูงสุดถึง 30 คู่ ยังคงมีอยู่ต่อไป ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะเห็นผู้โชคดีถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 รางวัลละ 3 ล้านบาท สูงถึง 71 คู่ หรือ 142 ฉบับ รับเงินรางวัลสูงสุด 426 ล้านบาท!!!

ขณะที่ผู้ซื้อลอตเตอรี่โดยทั่วไปยังคงถูกเอาเปรียบเหมือนเดิม เนื่องจากแผนบันได 3 ขั้นที่สำนักงานสลากฯนำมาใช้นั้น กลายเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ค้าสลาก จากเดิมได้รับส่วนลดจากการขาย 7% เพิ่มขึ้น 12% หรือมีกำไรมากถึง 9.60 บาทต่อการจำหน่ายสลากคู่ละ 80 บาท

ขณะเดียวกัน ยอดการพิมพ์สลาก (ปริมาณ) ในช่วง 2 ปีที่ผ่าน ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่มียอดการพิมพ์สลากงวดละ 60 ล้านคู่ หรือ 120 ล้านฉบับ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 71 ล้านคู่ หรือเพิ่มขึ้นอีก 14% เพื่อให้ผู้ค้าสลากมีรายได้จากการจำหน่ายสลากมากขึ้นและมีจำนวนสลากขายมากขึ้น

ด้วยความหวังว่า การจำหน่ายสลากเกินราคาจะลดลง เพราะสำนักงานสลากฯทั้งลดและแถมให้แก่ผู้ค้าสลากอย่างไม่เคยมีมาก่อน

นอกจากนั้น สำนักงานสลากฯ ยังเปิดให้มีการลงทะเบียนผู้ค้าสลากตัวจริง โดยตั้งหลักเกณฑ์ว่า ผู้ค้าสลากที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานสลากฯ ห้ามรวมเลขชุดและห้ามขายสลากเกินราคา ซึ่งสัญญาดังกล่าวส่งผลดีในระยะเริ่มต้นเท่านั้น ราคาขายที่เคยพุ่งถึงคู่ละ 100-120 บาท ได้ปรับลดลงมาเหลืออยู่คู่ละ 80-90 บาท

แต่ไม่ทันไรการจำหน่ายเกินราคาก็เกิดขึ้นอีก เพราะยอดการพิมพ์สลาก 71 ล้านคู่ ไม่ได้กระจายไปถึงมือผู้ค้าสลากรายย่อยจริง แต่กำลังวนกลับมาอยู่ในมือของผู้ค้าสลากรายใหญ่ที่มีอิทธิพลและมีเงินกว้านซื้อสลากมารวมเป็นเลขชุดขายได้เหมือนเดิม

สำนักงานสลากฯ จึงจำเป็นต้องเร่งตัดวงจรอุบาทว์ ไม่ให้รายใหญ่รวบรวมเลขชุดจากรายย่อย ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มบทลงโทษ ตัดโควตาผู้ค้าทุกกลุ่ม ทั้งรายย่อย คนพิการ และองค์กรการกุศล หากยังพบว่า มีการนำสลากของตัวเองไปรวมเป็นชุด 5 คู่ หรือ 30 คู่ จากปัจจุบันที่สำนักงานสลากฯ ลงโทษรุนแรงด้วยการตัดโควตาผู้ค้าสลากรายย่อย แต่ใช้ไม้นวมกับองค์กรการกุศล

อย่าปล่อยให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เกิดจากการขายสลากรวมชุด–เกินราคา ตกอยู่ในมือของพ่อค้าคนกลาง โดยรัฐบาลและประชาชนไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย.

วรรณกิจ ตันติฉันทะวงศ์