วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เอฟทีเอกับความอยู่รอด

การตกลงการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ ระหว่าง ญี่ปุ่นกับสหภาพยุโรป ได้บรรลุการเจรจาตกลงการค้าเสรีอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว หลังจากที่ใช้เวลาในการดำเนินการถึง 4 ปีเต็ม

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ไม่ค่อยให้ความสนใจกับเรื่องของ การค้าเสรี เท่าไหร่ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ถอนตัวจากความตกลงทางการค้าเสรีหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก หรือ ทีพีพี หลังจากขึ้นรับตำแหน่ง ทำให้ความสำคัญของ เอฟทีเอ ถูกโฟกัสอีกครั้ง

นทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ถือว่าเป็นการท้าทาย สหรัฐฯ พอสมควร เป็นการท้าทาย นโยบายปกป้องทางการค้าของสหรัฐฯ เพราะเมื่อรวมเศรษฐกิจของ ญี่ปุ่นและอียู ไว้ด้วยกันแล้ว มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ผลผลิตโดยรวมของทั้งโลก ทำให้ เอฟทีเอ เป็นองค์กรที่มีการตกลงทางการค้าเสรีขนาดใหญ่ที่สุด

ข้อตกลงดังกล่าว อียูจะเปิดตลาดให้อุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่น ส่วนญี่ปุ่นจะตอบแทนด้วยการยกเลิกอุปสรรคทางการค้าสำหรับสินค้าการเกษตรที่เป็นผลิตภัณฑ์จากนมของอียู และสินค้าการเกษตรชนิดอื่นๆด้วย

ที่ผ่านมา ช่วงการเจรจา ทีพีพี สหรัฐฯเป็นประเทศที่มีต้นทุนการเกษตรที่ค่อนข้างต่ำ เป็นประเทศผู้ผลิตสุกรรายใหญ่ของโลก มีความพยายามที่จะผลักดันสินค้าสุกรเหล่านี้เข้าสู่ตลาด ทีพีพี เพื่อนำมาขายในราคาถูกและตีตลาด ซึ่งปรากฏว่าประเทศเกษตรกรทั้งหลายรวมทั้งประเทศไทยได้คัดค้านเรื่องนี้มาตลอด

ประเทศไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมหมู มีปริมาณกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี และยังมีอุตสาหกรรมสุกรเป็นห่วงโซ่อุปทานที่รองรับพืชผลทางการเกษตรของไทยอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด อ้อย กากน้ำตาล

ล่าสุด ที่ ผู้แทนทางการค้าสหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยรายงานความคืบหน้าอุปสรรคการค้าในช่วงเวลาที่มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเดินทางไปพบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ พอดี เรื่องการเปิดตลาดการนำเข้าหมูจากสหรัฐฯก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทางผู้แทนการค้าสหรัฐฯต้องการทราบ

มีตัวอย่างที่ เวียดนาม ยอมให้ชิ้นส่วนหมูจาก สหรัฐฯ เข้ามาจำหน่ายในประเทศ ทำให้เกิดปัญหาหมูล้นตลาด มีผลกระทบกับราคาจำหน่ายและการผลิตหมูในประเทศทันที

กรณีที่หมูของสหรัฐฯ มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ช่วยเพิ่มปริมาณเนื้อแดงและลดไขมันลง โดยสารดังกล่าวมีฤทธิ์กระตุ้นทั้งสมองและระบบไหลเวียนของโลหิต เป็นสารต้องห้ามที่ประเทศไทยไม่อนุญาตให้ใช้ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงไม่สามารถอนุญาตให้นำหมูจากสหรัฐฯเข้ามาจำหน่ายได้อยู่แล้ว

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะมีผลต่อ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูชาวไทย ผู้บริโภคในประเทศ และการค้าระดับประเทศ จึงจะต้องมีการพิจารณาถึงผลกระทบให้รอบด้าน

ถ้าเราเปิดรับตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ก็เท่ากับว่าเป็นการ ทำลายอุตสาหกรรมสุกรไทยและเกษตรกรคนไทย ระหว่างคุณภาพชีวิตของคนไทยกับข้อเรียกร้องของต่างชาติ

ผลประโยชน์สูงสุดอยู่ที่ไหน.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th