วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปฏิรูปการศึกษาติดอาวุธครูทั่วไทย

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์


“ปัญหาปัจจุบันคือครูมุ่งเขียนงานวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหารเพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่ ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือกลับไม่ได้อะไรตอบแทน ระบบไม่ยุติธรรม เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือต้องถือว่าเป็นความดีความชอบ หากคนใดสอนดี ซึ่งส่วนมากคือมีคุณภาพและปริมาณ ต้องมี reward”

.....“ครูบางส่วนเวลาสอนนักเรียนจะสอนไม่หมดแต่เก็บไว้บางส่วน หากนักเรียนต้องการรู้ทั้งหมดวิชา ก็ต้องเสียเงินไปสมัครเรียนพิเศษกับครูท่านนั้น จะเป็นการสอนในโรงเรียนหรือส่วนตัวก็ตาม”

ข้างต้นมาจากพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 9 แก่คณะองคมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555

ในช่วงเวลาปฏิรูปประเทศไทย...การศึกษาเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญที่เป็นฐานรากในการพัฒนาประเทศชาติ แน่นอน...ความสำคัญมากของการปฏิรูปการศึกษาในเชิงนโยบาย ท้ายที่สุดแล้วคงพุ่งเป้าไปที่คำถามสำคัญที่ว่าในที่สุด...ใครจะได้อะไร?...สิ่งที่สำคัญและทุกคนก็รู้คือเรื่อง “ครู”

400,000 คนคือครูโรงเรียนรัฐ...100,000 คนคือครูสังกัดเอกชน รวมทั้งหมดประเทศไทยมีครูอยู่ 500,000 คน ครูรัฐกินเงินเดือนงบประมาณอยู่ที่ 75-80 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งราวๆ 3 แสนล้านเป็นงบประมาณของ สพฐ. นั่นก็คือว่า 2.2 แสนล้านเป็นเงินเดือน แล้วก็มีเงินเติมให้ครูรัฐอีก 3.6 หมื่นล้านต่อปี ที่เรียกว่า...“เงินวิทยฐานะ” ...มี 4 ระดับคือ ครูชำนาญการ, ครูชำนาญการพิเศษ, ครูเชี่ยวชาญ, ครูเชี่ยวชาญพิเศษ

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรตอบแทน ดูแลครูให้ดีและถูกเรื่อง ตามพระราชกระแสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9...ผลงานปรากฏสะท้อนว่ากระทรวงศึกษาได้ทำเรื่องนี้สำเร็จ นั่นก็คือมี “การปฏิรูป” อย่างแท้จริง

เตือนความจำอีกครั้ง... โดยปกติเรามักจะบ่นกันว่าครูไม่อยู่ห้องเรียน กระทรวงฯมีการปฏิรูปเรื่องการประเมิน...ประกัน โดยเฉพาะที่มีการชะลอปรับปรุงเกณฑ์ต่างๆ เรื่องใหญ่ที่สุดเมื่อก่อนที่บ่นว่าครูใช้เวลาในการประเมินประกัน...ก็มีเวลาอยู่ห้องเรียนมากขึ้น อีกเรื่องที่ทำให้ครูไม่อยู่ห้องเรียน มีการแก้ เช่น ครูชอบไปอบรมวันธรรมดา เดี๋ยวนี้ก็ยกเลิกไปแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ...แก้ในเชิงบริหารได้

อีกเรื่องสำคัญที่แก้ไม่ได้...ยกเว้นเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ซึ่งก็ทำสำเร็จแล้วก็คือการที่ครูต้องใช้เวลาไปทำวิจัย วิทยานิพนธ์ สุ่มเสี่ยงต่อการใช้เวลานอกเหนือจากการเรียนการสอน แต่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจเพราะใครก็อยากจะเลื่อนวิทยฐานะ บางคนก็ไปจ้างทำ เป็นที่มาของการทุจริต

เกณฑ์การพัฒนาครูใหม่ทั้งหมด 4 วิทยฐานะยังมีเหมือนเดิม แต่แก้โดยการให้ครูที่สอนมาก มีจำนวนชั่วโมงการสอนตามกำหนด 800 ชั่วโมง ก็คือมีปริมาณสอนเหมือนนักบินมีชั่วโมงบินสูง

“คุณภาพ” และ “ปริมาณ” มาเป็นอันดับหนึ่ง คุณภาพก็ดูว่าครูพัฒนาตนเองไหม หลังจากจบไม่ได้อยู่ภายใต้อาจารย์...วิทยาลัยเหมือนอาชีพอื่นๆ คนที่จะพัฒนาได้ดีที่สุดก็คือคนที่พัฒนาเป็นกลุ่มในพื้นที่โดยเอาโจทย์ของเด็กเป็นตัวตั้ง ประชุมปรึกษาหารือกันเป็นเนืองๆ เรียกว่า PLC (Professional Learning Community)

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย้ำว่า ของใหม่จะนับชั่วโมงพีแอลซีบวกกับชั่วโมงสอน ในรายละเอียดไปดูได้ที่ สำนักงานข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ผ่านประชาพิจารณ์มาเยอะแล้ว ที่สำคัญกว่านั้น...การพัฒนาที่สำคัญก็คือการเรียนรู้จากผู้รู้

“การอบรมระยะสั้นต่างๆในอดีตส่วนกลางเป็นคนจัด ขณะนี้ได้มีนโยบายให้กระจายไปทุกหน่วยมหาวิทยาลัย องค์กรเอกชน บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาจัดคอร์ส แล้วนำหลักสูตรระยะสั้นต่างๆมาผ่านการรับรองจากสถาบันคุรุพัฒนา”.....“สถาบันคุรุพัฒนา” ตั้งขึ้นมาใหม่โดยคุรุสภา เสมือนอย่างนี้ว่า...ครูเรียนจบแล้วไม่มีใครดูแลด้านวิชาการ คนที่จะมาบอกว่าครูคนนี้ควรเรียน...คนนี้ควรต่อยอดก็คือสถาบันคุรุพัฒนา ดูแล...ให้การรับรองหลักสูตร แล้วจะอยู่ในรายการให้เลือกอบรม โดยรับรองหลักสูตรไปกว่า 1,500 หลักสูตรแล้ว

“ครูทุกคนควรจะมีสิทธิเลือกหลักสูตรการพัฒนาที่ตรงกับความประสงค์...ความจำเป็น และความจำเป็นต่อการพัฒนาตนเอง แค่นั้นไม่พอครูถ้าอยากไปแต่ไปไม่ได้แล้วก็ไม่ให้ส่วนกลางจัด...งบที่เคยมีก็ควรคืนให้ครูเหมือนเดิม เริ่มโดยจากเงินเหลือจ่ายปีนี้เลย ให้โควตาหรือคูปองการอบรมครูคนละหมื่นบาท...ต่อคนต่อปี”

คุณครูทั่วประเทศไทยมีสิทธิใช้คูปอง...ไปเลือกช็อปคอร์สพัฒนาตนเองได้ตามใจ และในนั้นยังรวมถึงใช้จ่ายในการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมพีแอลซีด้วย แล้วรวมค่าเดินทางเอาไว้

วิธีนี้เชื่อไหมว่า...ตั้งแต่วันที่ 5 ถึงวันที่ 17 ที่ผ่านมามีครูมาลงทะเบียนเพื่อขอรับการพัฒนา 270,500 คน...ครูเกือบทั้งประเทศแล้ว ให้นึกภาพย้อนกลับไปว่าสมมติว่ามีเงินทั้งกระทรวงเคยไหมที่มีครั้งไหนไหมที่มีครูเกือบทั้งระบบขออาสาสมัครใจมาเรียน โดยสมัครสำรองที่นั่งรายคอร์สมากกว่าจำนวนครู เพราะครูบางคนลงซ้ำ

ขณะนี้งบประมาณขอมากว่า 2,000 ล้านบาท

นพ.ธีระเกียรติ ย้ำว่า นโยบายนี้เป็นการปฏิรูปครูแบบสิ้นเชิง ครูรู้ว่าตัวเองจะต้องพัฒนาอะไร มีอำนาจเต็มใช้โควตาตัวเอง แล้วหลักสูตรนี้เชื่อมโยงกับวิทยฐานะนับเป็นชั่วโมงการเลื่อนวิทยฐานะได้

ครูเรียนโดยมีเป้าหมาย คอร์สที่คนมาเรียนมากที่สุด อาทิ หลักสูตรส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อยกระดับทักษะพัฒนาการจัดการศึกษาในสื่อการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ, การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากสื่อธรรมชาติ, การพัฒนาสมรรถนะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ฯ, การจัดการเรียนการสอนอัจฉริยะ 4.0 ศตวรรษที่ 21, พัฒนา สมรรถนะครู ด้านทักษะการคิดปัญหาด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้ฯ

การพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยเพื่อการจัดประสบการณ์เรียนรู้เสริมสร้างทักษะทางภาษาอังกฤษ, BBL ออกแบบการสอน : Thai, English, Math, Science& STEM, การจัดการเรียนรู้สู่ผลลัพธ์ Thailand4.0

“สิ่งเหล่านี้กระทรวงศึกษาธิการอยากให้เกิดเป็นปกติอยู่แล้ว เมื่อก่อนอบรมมาครั้งละเป็นร้อยกว่าจะจัดได้ก็ลำบาก คิดแล้วคิดอีก กว่าจะรวมพล...สั่งไป ครูไม่สบายบ้าง ไม่มาบ้าง หรือได้แต่ตัว...วิญญาณไม่ได้ แต่นี่ครูสมัครมาเอง ครูสองแสนเจ็ดจากสี่แสนมาด้วยความสมัครใจ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าตกใจแต่ก็น่ายินดี

คนจะค่อนแคะ?...กล่าวหาว่าเอาเงินหมื่นบาทไปเที่ยว เป็นไปไม่ได้เลย ต้องเอามารวมกลุ่มกันแล้วนัดไปเที่ยว...สองต้องมีคนรับจัดคอร์สไปเที่ยวถึงจะไปจ่ายเงินเขาได้ ถัดมามีคนบอกว่าครูจะทุจริต...คอร์สเขาคิดแพง ราคาที่ว่านี้ก็มีเกณฑ์ของรัฐบาลกำกับ และให้จัดเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ไม่ส่งเสริมออกไปช่วงเปิดภาคเรียน...วันธรรมดา

กรณีข้อกล่าวหาที่ว่าทั้งครูใหญ่ กรรมการเขต ไม่อนุมัติหรือบีบบังคับครู ขอชี้แจงผ่านตรงนี้เลยว่า ทำไม่ได้...เพราะเรื่องนี้ผูกกับวิทยฐานะของครูแต่ละคน ไม่เกี่ยวกับวิทยฐานะของคนอื่น เพียงแต่ต้องบริหารเวลา หากครูไปพร้อมๆกันหมดก็ให้ไปไม่ได้ จะห้ามก็ประเด็นอย่างนี้สลับกันไป...“น่าสนใจว่า ครูส่วนใหญ่ที่ตั้งใจสมัครเรียน อยากจะเรียนใกล้ๆ อยู่ในท้องถิ่นของตัวเอง นี่คือการปฏิรูปครูประจำการ”

นพ.ธีระเกียรติ บอกอีกว่า ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวอีกอย่างคือการเปลี่ยนหลักสูตรการผลิตครู มีพระบรมราโชบายจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านเน้นให้มีการพัฒนาครู ระบบผลิตครูโดยเฉพาะสถาบันราชภัฏได้มีการประชุม มีความคืบหน้าไปมาก ฉะนั้นปฏิรูปครู...ชัดเจนว่ารัฐบาลทำ

“ปฏิรูปการศึกษา” เป็นเรื่องจำเป็น ถ้าไม่พัฒนา ไม่ค่อยๆแก้กันไปทีละเปลาะอย่างยั่งยืน...ประเทศชาติก็พัฒนาลำบาก ถึงจะก้าวไปได้แต่ก็ช้า ไปกันแบบฝืดๆ...ไม่ทันประเทศเพื่อนบ้าน.