วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สาธารณรัฐมอลโดวา (2)

เมื่อวาน ผมรับใช้ถึงตอนที่ว่า นโยบายอีกอย่างหนึ่งซึ่งพวกผู้นำไม่ว่ายุคเจ้าหรือยุคคอมมิวนิสต์ใช้กันก็คือ นโยบายยิงปืนนัดเดียวนกตกลงมาทั้งฝูง คนไหนหัวแข็งหรือไม่ใช่คนเผ่าพันธุ์เดียวกันกับผู้นำ หรือคนที่โดนคดี ฯลฯ ก็จะถูกส่งไป virgin land ซึ่งเป็นดินแดนที่ยังไม่มีการหักร้างถางพง ให้ไปบุกเบิกดินแดนใหม่เพื่อใช้ทำพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะไปทางตะวันออกของมอลเดเวีย ซึ่งในสมัยนั้นเป็นดินแดนสุดยอดทุรกันดาร

ยุคเลโอนิด อิลยิช เบรจเนฟ เป็นผู้นำฯ พวกหัวแข็งจึงเกลี้ยงเมือง พวกชาตินิยมถูกส่งให้ไปทะเลาะเบาะแว้งกันเองในดินแดนแสนไกลทุรกันดาร พวกนี้หายไปนานถึง 30 ปี กระทั่งถึงยุคนายมิฮาอิล เซรเกเยวิช กอร์บาชอฟ เป็นผู้นำโซเวียต แกคิดนโยบายกลาสนอสต์-เปเรสตรอยกา ที่แปลว่านโยบายเปิด-ปรับ พอนายกอร์บาชอฟเปิดโอกาส กระแสชาตินิยมก็ผุดตามสาธารณรัฐต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นสหภาพโซเวียต ความขัดแย้งก็เริ่มมี

โซเวียตประกอบด้วย 15 สาธารณรัฐ เดิมถูกมัดให้อยู่รวมกันด้วยกฎเหล็กของคอมมิวนิสต์ แต่คนยูเครน คนจอร์เจีย คนอุซเบ็ก คนคาซัค คนทาจิก ฯลฯ พวกนี้อยากตั้งประเทศใหม่ แต่เดิมไม่กล้าแสดงออก เพราะกลัวถูกลงโทษ

พอถึงยุคกอร์บาชอฟ พวกซีไอเอและสายลับตะวันตกก็เข้ามาทำงานกันในสาธารณรัฐบอลติก 3 แห่ง ทั้งเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย มีมือที่มองไม่เห็นไปจัดการให้ 3 สาธารณรัฐบอลติกแยกประเทศจนสำเร็จ หลังจากนั้น สาธารณรัฐอื่นก็เอาตามอย่าง สายลับจอห์นและสายเลอะจิม จึงไปกระตุ้นให้พวกหัวรุนแรงในมอลเดเวียตั้ง Moldavian Popular Front ที่หมายถึง แนวร่วมประชาชนมอลเดเวีย

พอตั้งแนวร่วมประชาชนมอลเดเวียได้สำเร็จ พวกอื่นก็เอาตามกันใหญ่ ทั้งกลุ่มสลาฟ กลุ่มแกกออูซฮอล์กของชาวมอลเดเวีย ที่มีเชื้อสายแกกออูซ จากนั้นก็มีเสียงเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ก็จึงมีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก นักการเมืองที่มีศักยภาพในสมัยนั้นก็ต้องเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ เพียงแต่ว่าเป็นคอมมิวนิสต์หัวเก่า หรือเป็นหัวปฏิรูปเท่านั้น ประชาชนก็เลือกพวกหัวปฏิรูปและได้นายสเนกุร์เป็นประธานาธิบดี

นอกจากคลั่งเลือกตั้งแล้ว คนโซเวียตสมัยใกล้ยุคโซเวียตจะล่มยังบ้าเปลี่ยนชื่อเมือง สถานที่ ถนน มหาวิทยาลัย รวมไปถึงชื่อประเทศ อย่างนครเลนินกราดก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นนครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองคูบิเชฟก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองซามารา ประชาชนเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อประเทศมอลเดเวียด้วยเช่นกัน จึงต้องเปลี่ยนจากสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตมอลเดเวีย ไปเป็นสาธารณรัฐแห่งมอลโดวาสังคมนิยมโซเวียต เปลี่ยนเสร็จประชาชนก็ตะโกนก้องร้องบอกว่า เราต้องการมีอำนาจอธิปไตย เราพร้อมที่จะปกครองตนเองแล้ว

นายกอร์บาชอฟรู้ว่าตัวเองพลาดไปแล้ว จึงแก้ไขการประเทศแตกด้วยการเสนอร่างสนธิสัญญาแห่งสหภาพ กอร์บาชอฟยอมให้สาธารณรัฐโซเวียตต่างๆ มีอำนาจอธิปไตยและดำเนินกิจการภายในประเทศของตนได้ ใครอยากไปตั้งสถานทูตของตนในต่างประเทศก็ทำได้เลย “กระผมกอร์บาชอฟในฐานะประธานาธิบดีขอแค่อำนาจป้องกันประเทศ จัดทำงบประมาณ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เท่านั้น”

นายกอร์บาชอฟขอให้ทุกสาธารณรัฐมาลงนามในร่างสนธิ สัญญาที่ว่า แต่มอลเดเวีย อาร์เมเนีย และจอร์เจีย ไม่เอาด้วย บอกว่าเราจะไม่ไปลงนาม นายเยลต์ซินตอนนั้นเป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐรัสเซีย (กอร์บาชอฟเป็นประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียต) ก็ต่อต้านร่างสนธิสัญญาใหม่สหภาพของนายกอร์บาชอฟด้วย

คนมอลเดเวียเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้ง จากสาธารณรัฐแห่งมอลโดวาสังคมนิยมโซเวียต เป็นสาธารณรัฐมอลโดวา พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อสภาโซเวียตสูงสุดแห่งมอลเดเวียเป็นรัฐสภามอลโดวา และประกาศแยกประเทศเมื่อ 27 สิงหาคม 2534

แยกประเทศได้แล้ว เชื้อชาติที่รวมกันเป็นสาธารณรัฐมอลโดวาประกาศแยกประเทศซ้ำกันอีกรอบ พวกเชื้อสายโรมาเนียขอแยกดินแดนไปรวมกับโรมาเนีย พวกแกกออูซประกาศตั้งสาธารณรัฐแกกออูซ ส่วนพวกสลาฟประกาศตั้งสาธารณรัฐดเนสตร์ ถ้ารัฐสภามอลโดวา ไม่แข็ง ป่านนี้ มอลโดวาก็คงถูกแยกย่อยไปอีกหลายประเทศ โชคดีที่รัฐสภาประกาศให้การแยกประเทศเป็นโมฆะ

จากนั้นก็เกิดสงครามกลางเมือง

กรกฎาคม 2535 พวกที่รบกันก็หยุดและยอมอยู่ร่วมกันในประเทศที่มีชื่อว่า “สาธารณรัฐมอลโดวา” เหมือนเดิม.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com