วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนรักนับล้าน ไม่ยอมให้ปูตายเดี่ยว

‘วัฒนา’ระบุเป็นเหยื่อการเมือง โพลเชียร์นายกฯลุงตู่ปรับครม. แนะโละเกษตร-พาณิชย์-ศึกษา

พท.โวย “ยิ่งลักษณ์” ตกเป็นเหยื่อทำลายล้างทางการเมือง รับเคราะห์จากโครงการรับจำนำข้าว แฉเร่งรัดคดีแถมไม่พิจารณาประเด็นยุติธรรม ลั่นต้องเดิมพันระหว่างประชาธิปไตยกับฝ่ายนิยมเผด็จการ เชื่อประชาชนนับล้านไม่ปล่อย “ปู” ตายเดี่ยว ลูกพรรคยัน “ยิ่งลักษณ์” ไม่หนีแน่ “อุเทน” ห่วงไฟขัดแย้งปะทุ ติง คสช.ปล่อยเรื่องเรื้อรัง วงเสวนารุมสับ 2 ปีปฏิรูปไม่คืบ สปท.ทำงานเหมือน ขรก. มีแต่กระดาษเขียนรายงาน “นิพิฏฐ์” เปรียบเหมือนเอาเครื่องเบนซ์ไปใส่รถไถนา พท.ส่ายหัวเหมือนย้อนยุคไป 40-50 ปีก่อน โพลหนุน “บิ๊กตู่” เร่งปรับ ครม. เชียร์เปลี่ยน รมต.เกษตรฯ-พาณิชย์-ศึกษาธิการ

คดีโครงการรับจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นจำเลยฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวทำให้รัฐเกิดความเสียหาย 5 แสนล้านบาท ยังเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง หลายฝ่ายจับตาว่าผลพวงแห่งคดีจะมีเอฟเฟกต์ทางการเมืองหรือไม่

“วัฒนา” ชี้ “ปู” เหยื่อทำลายล้าง

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ความถูกต้องต้องมีที่ยืน” ตนและบุตรสาวได้เดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อร่วมกับประชาชนให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการพิจารณาคดีนัดสุดท้าย ประชาชนจำนวนมากยังคงมาด้วยความศรัทธาทั้งที่ฝ่ายเผด็จการใช้ทุกวิธีที่จะสกัด ทั้งนี้ได้ฟังพยานอดีตหัวหน้าคลังสินค้าที่เบิกความว่า หลังรัฐประหาร รัฐบาล คสช. สั่งให้ยกเลิกติดกล้องวงจรปิดบริเวณโกดังเก็บข้าว สั่งห้ามเปิดโกดังเพื่อรมยาจนเป็นเหตุให้ข้าวเสื่อมสภาพ และกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพข้าวเอง และขายข้าวดีในราคาข้าวเสื่อมคุณภาพ ทำให้ประเทศได้รับความเสียหายนั้น เชื่อว่าคนที่มีความเป็นกลางคงได้ข้อสรุปตามที่ตนยืนยันมาตลอดว่า โครงการรับจำนำข้าวถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อยึดอำนาจและทำลายพรรคเพื่อไทย โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้รับเคราะห์พร้อมกับชาวนา

แฉหลักฐานเร่งรัดประหัตประหาร

นายวัฒนาระบุว่า พฤติกรรมแห่งคดีตั้งแต่ชั้น ป.ป.ช. ที่เร่งรัดจนแซงทุกคดีที่เกิดก่อน จากนั้นออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ย้ายอัยการสูงสุด รวมถึงหัวหน้า คสช. สั่งการเองในที่ประชุมให้เร่งรัดดำเนินคดี โดยมีบันทึกรายงานการประชุม กบข. ครั้งที่ 3/2558 เป็นหลักฐานว่าไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม คือหลักฐานที่พิสูจน์เจตนาทั้งหมด การต่อสู้คดีครั้งนี้จึงไม่ได้เดิมพันด้วยอิสรภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เท่านั้น เพราะมันคือการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายนิยมเผด็จการ

ปชช.นับล้านไม่ปล่อย “ปู” ตายเดี่ยว

นายวัฒนาระบุด้วยว่า เสร็จการพิจารณาคดีได้บอก น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า คดีนี้ผู้พิพากษาไม่ได้มีเพียง 9 คน เพราะยังมีประชาชนที่รักความเป็นธรรมอีกหลายสิบล้านคนทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาเช่นกัน ประชาชนจะไม่ปล่อยให้ท่านเป็นผู้รับกรรมจากการรัฐประหารเพียงลำพังอย่างแน่นอน มีคนตั้งคำถามว่า มาให้กำลังใจแล้วได้อะไร ประชาชนฝากตอบว่าได้มาเห็นความกล้าหาญของอดีตนายกฯ หญิงที่มาศาล ยอมให้ตรวจสอบด้วยความศรัทธาว่าความถูกต้องต้องมีที่ยืน ในขณะที่ชายชาติทหารที่ทำกับเธอสารพัด แถมยังปากกล้าเรียกร้องให้คนอื่นมาต่อสู้คดีในศาลกลับนิรโทษกรรมตัวเองหนีการตรวจสอบ ประชาชนเลยฝากถามกลับว่า ที่บ้านมีกระโปรงพอมั้ย ถ้าไม่พอจะทำทานบริจาคให้

ห้ามม็อบให้กำลังใจค้านสายตาโลก

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการรายงานข่าว คสช.ที่ระบุส่งเจ้าหน้าที่ชี้แจงขอความร่วมมือประชาชนให้ติดตามการพิพากษาคดีจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯวันที่ 25 ส.ค. ที่บ้าน ไม่ต้องเดินทางมา กทม.ว่า อยากฝากไปถึงผู้มีอำนาจว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อสู้คดีอย่างตรงไปตรงมา เป็นสุภาพสตรีที่มีความกล้าหาญ คนที่มาให้กำลังใจต่างอยู่ในระเบียบไม่มีการละเมิดอำนาจศาล ส่วนใหญ่เป็นสุภาพสตรี ชาวนาที่ได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าว ต่างมีความผูกพันกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมาให้กำลังใจ รัฐบาล คสช. และหน่วยงานความมั่นคงอย่าวิตกว่าวันพิพากษาจะวุ่นวาย และเดือน ต.ค.จะมีพระราชพิธีสำคัญ เชื่อว่าคนไทยทุกคนต้องการสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับประเทศ การควบคุม หรือจำกัดสิทธิเสรีภาพคนที่จะมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่น่าจะถูกต้องในสายตาประชาชนและสังคมโลก

ลูกพรรคยัน “ยิ่งลักษณ์” ไม่หนี

นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงกระแสข่าวทหารลงไปในพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อทำความเข้าใจมวลชนไม่อยากให้เดินทางมาในวันตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า ผบ.ทบ.ตอนแรกก็บอกให้มาได้ แต่ทำไมสั่งลูกน้องอีกแบบ หรือว่าปากว่าตาขยิบประชาชนจะไปไหน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เขารักใครชอบใครเป็นเรื่องปกติ ยิ่งคนช่วยชาวนามาถูกลงโทษ ถูกกลั่นแกล้ง เรื่องนี้ขอให้ปล่อยไปตามปกติ ทางที่ดีไปอำนวยความสะดวกให้คนที่เดินทางมาดีกว่า และที่บอกว่าคนที่ไปเพราะถูกจ้าง ไม่มี เขาควักเงิน เช่ารถไปกันเอง เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์กันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจตัดสินใจหนีคดี นพ.เชิดชัยตอบว่า ท่านไม่หนี มีแต่พวกพาล ที่จะต้องหนีไปในอนาคต อารมณ์ความรู้สึกชาวบ้านตอนนี้เคียดแค้น ไม่ใช่แค่ฝ่ายรักประชาธิปไตยเท่านั้น แต่พวกหลากสีที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจแย่ด้วย เขาก็แค้นแต่ยังอดทน ทางที่ดีควรรีบคืนอำนาจให้ประชาชนจะดีกว่า

“วรงค์” สวน “วัฒนา” บิดเบือน

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำเพื่อไทย มาเร็วกว่าที่คิด ใช้แผนเดิม นำสิ่งที่พยานฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เบิกความ ไปบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิด ทั้งๆที่จริงทุกฝ่ายควรรอคำตัดสินของศาลในวันที่ 25 ส.ค. นายวัฒนาคงท่องสูตรประชาธิปไตยเพื่อหลอกลวงประชาชนจนชิน ประชาชนเขารักประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่ไม่เอาประชาธิปไตยจอมปลอม ภายใต้ระบอบทุนสามานย์ ที่เอาคนจนมาบังหน้า แต่มาแสวงหาผลประโยชน์ แม้แต่นายวัฒนาเองยังเอาบ้านเอื้ออาทรมาบังหน้า แต่สุดท้ายก็ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลเรื่องทุจริต วันนี้คนไทยหลายสิบล้านคนเขาทันนักการเมืองขี้โกงกันแล้ว คงไม่ยอมให้พวกระบอบทุนสามานย์แต่อ้างประชาธิปไตยมาหลอกลวงอีก คนไทยมากกว่า 60 ล้านคน ต้องการให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เคารพคำตัดสินของศาลฎีกา ไม่ต้องการให้มีการปลุกระดมเพื่อกดดันศาล ไม่ยอมให้ใครมาบิดเบือนคำวินิจฉัยของศาลอีกต่อไป

ห่วงคดีจำนำข้าวจุดไฟขัดแย้ง

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า บรรยากาศที่มีประชาชนจำนวนมากไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่หน้าศาลฎีกาถือว่าน่าเป็นห่วงในเรื่องการรักษาความปลอดภัยของรัฐบาล โดยเฉพาะในวันที่ 25 ส.ค. ที่เป็นวันนัดฟังคำพิพากษาโครงการรับจำนำข้าว คาดว่าจะมีกองเชียร์ไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์มากเป็นพิเศษ ไม่ว่าผลของคดีจะเป็นไปในทิศทางใดย่อมจะมีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างในสังคมในเรื่องการทุจริต ความจริง คสช. ที่มีอำนาจและเวลาล้นเหลือก็มีข้อมูลรับรู้อยู่ว่าใครบ้างที่กระทำผิดหรือใครทุจริต แต่กลับปล่อยให้เลยเถิดบานปลายมาถึงปัจจุบัน ถ้ากล้าหาญและใช้อำนาจทำให้เรื่องจบไปตั้งแต่ต้น คงไม่เป็นแบบนี้ จากเดิมที่มีหลายฝ่ายเคยสนับสนุน คสช. เข้ามาสะสางปัญหาบ้านเมือง กลายเป็นกระแสตีกลับที่เห็นใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์และคนในเครือข่ายที่ถูกกระทำจากกระบวนการที่มองว่าไม่เป็นธรรม

“องอาจ” ชี้ข้อดี ก.ม.อาญานักการเมือง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว ไม่เห็นว่ามีอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และนายกฯก็คงไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ร่าง พ.ร.บ.นี้มีจุดเด่นที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1.เพิ่มศักยภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2.ทำให้นักการเมืองส่วนหนึ่งที่ใช้อำนาจอิทธิพลทางการเมือง กระทำการทุจริต ไม่สามารถใช้ประโยชน์ทางกฎหมายในการหลบหนีคดี จนขาดอายุความได้อีกต่อไป 3.สร้างความยุติธรรมให้กับสังคมด้วยการยึดทรัพย์สิน เงินทอง ที่จำเลยทุจริตเอาไปกลับคืนมาเป็นของแผ่นดิน รวมถึงการเรียกค่าเสียหาย เมื่อมีการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยต่อเนื่องได้จนมีคำพิพากษาถึงที่สุด ถือเป็นการสร้างความยุติธรรมให้กับสังคมส่วนรวม

“เรืองไกร” ยื่นผู้ตรวจส่งศาล รธน.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา กล่าวว่า หลังจากศึกษาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ผ่านความเห็นชอบ สนช. พบว่า ในมาตรา 3 ได้ยกเลิกกฎหมายเดิม 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ดังกล่าว ปี พ.ศ.2550 ซึ่งเมื่อไปดูเนื้อหา พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมปี พ.ศ.2550 พบว่ามีเนื้อหาแย้งกับรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ศาลหรือคู่ความยังไม่มีการร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นอกจากนี้เมื่อไปดูกระบวนการตรากฎหมายดังกล่าว พบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเมื่อปี 2550 มี สนช.อยู่ในที่ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่งด้วย ตนจึงจะทำ 2 ประเด็นที่กล่าวมาไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวันที่ 24 ก.ค.นี้

“สุเทพ” เชียร์ไพรมารีสกัดนายทุน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานกรรมการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการเมืองต่อจากนี้ว่า เชื่อมั่นว่าทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็ปที่ คสช.วางไว้ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง จะเป็นการปฏิรูปให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การที่นักการเมืองบางกลุ่มออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เนื่องจากยังคงยึดติดว่าประชาชนไม่มีความรู้และอำนาจ จึงต้องอยู่ที่นักการเมืองบริหารเท่านั้น ตนมองว่าการเลือกตั้งแบบใหม่หรือไพรมารีโหวต ทำให้ตัวแทนของประชาชนมีการแสดงความคิดเห็น เลือกบุคคลที่เหมาะสมในพรรคของตัวเองมาเป็นหัวหน้าพรรคได้ จึงเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของประชาชน ที่ไม่ใช่ลักษณะการชี้นำของนายทุน

แนวร่วมค้านเซ็ตซีโร่ กสม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อสังคม นำโดยนายประหยัด เสนวิรัช นายกสมาคมฯ ร่วมกับนายสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย และสมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเซ็ตซีโร่ กสม. และเสนอข้อสังเกตข้อกฎหมาย ทั้งการบัญญัติคำว่าสิทธิมนุษยชน ที่กรธ.เขียนความหมายแคบกว่าความหมายที่แท้จริง การกำหนดคุณสมบัติ การสรรหา ในส่วนผู้แทนวิชาชีพที่ต้องปรับแก้กฎเกณฑ์ไม่ให้ซับซ้อน ยุ่งยาก เสียเวลา นอกจากนี้ ในหนังสือยังระบุด้วยว่า ที่ กรธ. อ้างมาเพื่อจะเซ็ตซีโร่ กสม.ชุดปัจจุบัน ที่แม้จะมาตามรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีความหลากหลาย มีทั้งเอ็นจีโอ นักปกป้องสิทธิฯ อดีตนายกสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมาย ผู้พิพากษา แพทย์ ฯลฯ ส่วนองค์ประกอบคณะกรรมการสรรหาตามกฎหมายใหม่ก็ไม่มีหลักประกันว่าผลการสรรหา กสม.จะหลากหลายและมีประสิทธิภาพ

2 ปีปฏิรูปไม่คืบ-สปท.มีแต่รายงาน

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดงานราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “2 ปี สปท.สังคมได้อะไรจากการปฏิรูป” มีวิทยากรที่น่าสนใจประกอบด้วย นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และอดีต สปท. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โดยนายนิกรกล่าวว่า สปท.ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ และงานส่วนใหญ่ที่ออกมามีแต่รายงาน ไม่มีอำนาจออกกฎหมาย คำสั่งแต่งตั้ง สปท.ก็มาจากนายกฯ เวลาเข้าวังไม่มีเครื่องแบบเพราะไม่ใช่ข้าราชการการเมือง ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ก็ไม่มี ถือเป็นที่ปรึกษานายกฯเท่านั้น จึงทำงานคาดหวังอะไรไม่ได้ เนื้อหาการทำงานเชิงปฏิรูปก็น้อย เพราะวิธีคิดตามระบบราชการไม่คิดไปไกลๆ หักดิบไม่ได้ แตกต่างจากนักการเมืองที่มาจากประชาชนจะมองไปอีกแบบ สปท.คือหมากทางการเมืองของรัฐบาล เป็นหนังหน้าไฟ และโยนหินถามทาง อาทิ การเสนอคำถามพ่วงของรัฐธรรมนูญที่ให้ สนช.เลือกนายกฯในช่วง 5 ปี

ประชาธิปไตยพายเรือในอ่าง

“อย่าไปห่วงกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ให้กังวลช่วง 5 ปีแรก หลังเลือกตั้งนักการเมืองจะเจอกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปอีกสิบกว่าคณะ ยังทำงานไม่ทันไรก็ต้องรายงานต่อวุฒิสภาสรรหา 250 คน ภายใน 3 เดือน ถ้าทำไม่ได้ก็ถูกยื่นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบ เมื่อนักการเมืองทำไม่ได้อย่างที่หาเสียง ประชาชนก็เสื่อมศรัทธาลง จึงเป็นห่วงประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยได้สมบูรณ์หรือไม่จากกรอบที่ถูกออกแบบไว้” อดีต สปท.กล่าว

รัฐประหารย้อนยุคไป 40-50 ปี

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลแก้ปัญหาในเรื่องหัวใจสำคัญที่ทำให้ประชาชนเรียนรู้ประชาธิปไตยน้อยมาก หลังการรัฐประหารทำให้เกิดรัฐข้าราชการ ที่ไม่สามารถเดินไปในโลกปัจจุบันได้ เหมือนย้อนยุคไป 40-50 ปี ขณะที่คนทำหน้าที่ใน ครม. สนช. รัฐวิสาหกิจ มีแต่เพื่อน พี่ น้อง เป็นกลุ่มเดียว ที่ผ่านการพัฒนาประเทศกำกับโดยรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้ 3 ปีที่ผ่านมาเอกชนไม่กล้าลงทุน รัฐบาลลงทุนเพียงแค่ขาเดียว แต่ประเทศต้องเดินทั้งสองขา จึงเปรียบประเทศคล้ายกบในน้ำร้อน ดังนั้น ในเมื่อระบบผิดพลาดจึงควรทำให้บ้านเมืองกลับมาเป็นปกติ

เปรียบเอาเครื่องเบนซ์ใส่รถไถนา

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายกฯมามือเปล่าจึงต้องสร้างระบบเพื่อสร้างความชอบธรรม อาทิ การตั้ง สปท. เชื่อว่าประเทศไทยจะเดินไปในระบบกึ่งประชาธิปไตยไปอีก 20 ปี เพราะถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับการทำงานของ สปท.เหมือนนำเครื่องยนต์รถเบนซ์ไปใส่เครื่องยนต์รถไถนา ไม่เหมาะสมและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด สิ่งที่ควรทำคือการเติมระบบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ มิใช่เดินไปแนวทางถอยหลังอย่างที่เห็น ขณะที่ปัญหาความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำไม่ได้รับการแก้ไข อีก 1 ปีข้างหน้าก่อนการเลือกตั้ง ถ้านายกฯไม่ใช้อำนาจพิเศษ ปัญหาเดิมจะกลับมา เพราะความแตกแยกแค่ถูกกดทับไว้

ระบบราชการอืดอาดถ่วงรั้ง ปชต.

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปัญหาของการปฏิรูปประเทศคือให้ระบบข้าราชการเข้ามาทำ เพราะความคิดไม่เคยเปลี่ยนเลย กระชับอำนาจสู่ส่วนกลาง ประชาชนไม่ไว้วางใจนักการเมือง นักการเมืองไม่ไว้วางใจทหาร และทหารก็ไม่วางใจประชาชน ถือเป็นเงื่อนปมของความแตกแยกที่ดำรงอยู่ หากเราเปลี่ยนวงจรนี้ไม่ได้ เชื่อว่าหลังเลือกตั้งปัญหาก็จะกลับมาอีก ขณะที่กลไกกฎหมายุทธศาสตร์ชาติ จะยิ่งทำให้แขนขาระบบราชการใหญ่ขึ้น เป็นปัญหาต่อระบบประชาธิปไตยแน่นอน

โพลหนุน “ประยุทธ์” เร่งปรับ ครม.

วันเดียวกัน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า เผยผลสำรวจนิด้าโพล เรื่อง การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยสำรวจความเห็นประชาชนวันที่ 19-20 ก.ค. จำนวน 1,250 คนทั่วประเทศ เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีในช่วงเวลาที่เหมาะสม ร้อยละ 80.32 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังทำงานและแก้ไขปัญหาได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ รองลงมา ร้อยละ 12.56 ไม่เห็นด้วย เพราะต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา ของประเทศ ร้อยละ 0.72 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี เมื่อถามถึงเหตุผลที่ต้องการให้ปรับ ครม.ในครั้งถัดไป ร้อยละ 45.12 ระบุว่า ผลงานที่ผ่านมายังไม่เป็นที่ถูกใจของประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 30.80 ระบุว่ารัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยบางท่านมีความรู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่ง ร้อยละ 28.56 ระบุว่า รัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยบางท่าน ยังมีประสบการณ์ไม่เพียงพอในการบริหารประเทศ

อยากเปลี่ยน รมต.เกษตรฯ–พณ–ศธ.

เมื่อถามถึงกระทรวงที่ต้องการให้มีการสลับสับเปลี่ยนรัฐมนตรีมากที่สุด ส่วนใหญ่ร้อยละ 18.40 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 9.04 กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 6.88 กระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 5.28 กระทรวงการคลัง ร้อยละ 5.12 กระทรวงกลาโหม ร้อยละ 4.32 กระทรวงแรงงาน ร้อยละ 4.24 สำนัก– นายกรัฐมนตรี ร้อยละ 4.00 กระทรวงยุติธรรม ส่วนกระทรวงที่ไม่ต้องการให้มีการปรับเปลี่ยน คือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามลำดับ

แต่งตั้ง ขรก.ยุคนี้ดีกว่าเดิมหน่อย

ด้านสวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระหว่างรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับรัฐบาลที่ผ่านมา จากประชาชนทั่วประเทศ 1,159 คน ระหว่างวันที่ 19-22 ก.ค. สรุปผลได้ดังนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 29.07 การแต่งตั้งโยกย้ายในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ดีกว่า เพราะเป็นรัฐบาลทหาร ไม่มีการเมืองแทรกแซง อันดับ 2 ร้อยละ 27.60 ดีพอๆกัน เพราะทุกคนต่างก็ทำงานเพื่อบ้านเมือง อันดับ 3 ร้อยละ 26.46 แย่พอๆกัน เพราะมีการแต่งตั้งคนของตนเอง เอื้อประโยชน์พวกพ้อง อันดับ 4 ร้อยละ 16.87 การแต่งตั้งโยกย้ายในรัฐบาลที่บริหารโดยนักการเมืองดีกว่า เพราะมีความเป็นประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้ง สามารถตรวจสอบการทำงานได้ สิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึงรัฐบาลเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ร้อยละ 67.47 ควรเลือกคนที่เหมาะสมกับตำแหน่ง มีความรู้ความสามารถ ร้อยละ 66.87 ทุกคนที่เข้ามาควรตั้งใจทำงาน ซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 63.76 ทุกคนทุกฝ่ายควรช่วยกันทำงานแก้ปัญหา ทำเพื่อส่วนรวม ร้อยละ 58.30 ควรทำงานอย่างต่อเนื่อง มีผลงานที่เป็นรูปธรรม ร้อยละ 55.50 เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบการทำงาน

เมตตา–เอื้ออาทรช่วยแก้ขัดแย้ง

นายนพดล กรรณิกา ประธานชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัยซุปเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง โพลปลดล็อกความขัดแย้งของคนในชาติที่ยั่งยืน ในสายตาของคอการเมือง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพจำนวน 1,239 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15-22 ก.ค. พบว่า ประชาชน คอการเมือง ผู้ติดตามข่าวสารการเมืองเป็นประจำ ส่วนใหญ่ร้อยละ 91.4 เห็นด้วยว่า ความรัก ความเมตตา และความเอื้ออาทร คือการปลดล็อกความขัดแย้งของคนในชาติที่ยั่งยืน โดยร้อยละ 86.2 ระบุว่า พรรคการเมืองไม่ควรนำคนที่จะก่อให้เกิด ความขัดแย้งในชาติมาให้ประชาชนเลือกอีก ร้อยละ 89.7 ระบุ กลุ่มผู้ชุมนุมต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

ป.ป.ช.ตั้งอนุฯสอบสินบนโรลส์รอยซ์

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีจ่ายสินบนข้ามชาติของบริษัทโรลส์รอยซ์ แก่เจ้าหน้าที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) 11 ล้านดอลลาร์ แลกกับการจัดซื้อเครื่องยนต์ของโรลส์รอยซ์ว่า เจ้าหน้าที่ได้สรุปรายงานเข้าที่ประชุม ป.ป.ช.เรียบร้อยแล้ว และ ป.ป.ช.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงใน 3 โครงการ จากที่ตรวจสอบทั้งหมด 6 โครงการ มีกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งองค์คณะเป็นอนุกรรมการ โดยมอบให้กรรมการ ป.ป.ช. 3 คน คือ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร และ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก อาทิ กลุ่มคณะกรรมการจัดซื้อ และ กลุ่มผู้บริหารของ ปตท. ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการไต่สวนมอบให้คณะกรรมการประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศให้ประสานขอข้อมูลจากกระทรวง ยุติธรรมสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวแล้ว

โวย “พรเพชร” แต่งตั้ง ขรก.มีมลทิน

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ ทราบว่านายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) เพื่อตั้งที่ปรึกษาและรองเลขาธิการสภาผู้แทน ราษฎร ทราบว่า นายพรเพชรให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลที่นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอ ทั้งที่บุคคลที่นายสรศักดิ์เสนอให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนั้น ถูก ป.ป.ช.และ สตง. สอบสวนคดีทุจริตหลายเรื่อง และบางคนเคยถูกลงโทษทางวินัยด้วย ข้าราชการที่ดีกว่านี้มีหรือไม่ การรีบแต่งตั้งพรรคพวกตนเองที่เกี่ยวพันกับการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนั้น เท่ากับปิดทางข้าราชการรัฐสภาที่ดีมีคุณธรรม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 76 วรรคสอง หรือไม่ จึงอยากให้คณะกรรมการ ก.ร.พิจารณาเลือกบุคคลให้รอบคอบ

ปูดทุจริตงาบส่วนต่างค่าแรงชัยภูมิ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบการทุจริตใช้งบประมาณภัยแล้งที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ว่า ที่หมู่ 9 ตำบลกุดเลาะ อ.เกษตรสมบูรณ์ ได้มีโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ก่อสร้างลานตากข้าว งบประมาณ 1.4 ล้านบาท มีการทุจริตงบประมาณค่าแรงของชาวบ้าน ในลักษณะให้ชาวบ้านมาลงชื่อทำงาน นำสมุดบัญชีธนาคาร บัตรประชาชนตัวจริง กับหนังสือมอบฉันทะให้เบิกเงินได้ไปฝากไว้กับผู้ใหญ่บ้าน มีข้อสงสัยเรื่องเงินส่วนต่าง คือทำงานไม่ครบตามจำนวนวันที่มีการเบิกเงินมาแล้วกินส่วนต่าง ทำเป็นขบวนการไม่ใช่โกงเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน เกษตรอำเภอ นายอำเภอเกษตรสมบูรณ์ อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ตนจะร้องเรียน ป.ป.ช.และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ตรวจสอบทุกโครงการในอำเภอเกษตรสมบูรณ์ด้วย

สวาปามเงินทอนผลิตดอกไม้จันทน์

นายวิลาศกล่าวว่า นอกจากนี้ กำลังติดตามการใช้งบประมาณตามโครงการ 9,101 ตามรอยเท้าพ่อเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ที่มีค่าบริหารโครงการ 142.8 ล้านบาท แจกจ่ายให้ตำบลละ 2.5 ล้านบาท โดยที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ได้หมู่บ้านละ 2.5 แสนบาท เริ่มดำเนินโครงการเดือน พ.ค.-ธ.ค.2560 ใช้วิธีเดียวกันคือ ให้ชาวบ้านไปลงชื่อทำงานแล้วกินส่วนต่าง ตนยังได้รับเรื่องร้องเรียนด้วยว่า มีกรณีเงินทอนในการผลิตดอกไม้จันทน์เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ เช่นกัน โดยมีการโอนเงินให้ อบต. 8 หมื่นบาท แต่ให้ส่งคืนจังหวัดด้วยเงินสด 5 พันบาท และคืนอำเภอ 3 พันบาท จึงขอฝากให้รัฐบาลตรวจสอบโดยด่วน เพราะหากทำจริงก็ถือว่าชั่วสิ้นดี