บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สตม.ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบได้ร่วม 50 คน ความเสียหายกว่าร้อยล้าน

สตม.ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวต่างชาติจับกุมผู้ร่วมขบวนการกว่าห้าสิบคน มูลค่าความเสียหายนับร้อยล้านบาท หลังได้รับการประสานจากตำรวจจีน ว่าแก๊งดังกล่าวมาตั้งรกรากในไทย ในย่าน กทม.ปริมณฑล และ พัทยา มีคนตกเป็นเหยื่อนับพันราย...

เมื่อเวลา 14.00น.วันที่ 23 ก.ค.2560 พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.สมชาย เดชแพ ผกก.1 บก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ประวิทย์ ศิริธร ผกก.2 บก.สส.สตม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.สส.สตม. แถลงผลการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวต่างชาติจับกุมผู้ร่วมขบวนการกว่าห้าสิบคน พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือกว่า 100 เครื่อง บัตรเอทีเอ็มจำนวน 19 ใบ เครื่องอ่านข้อมูล SD CARD จำนวน 10 เครื่อง รถยนต์ 1 คัน ซิมการ์ดใหม่จำนวน 23 ชิ้น โมเด็ม เราเตอร์ จำนวน 3 เครื่องและเครื่องขยายสัญญาณโทรศัพท์ไร้สายจำนวน 1 เครื่อง

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า สำหรับขบวนการนี้ถือว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกว่า 6 ประเทศ ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานความร่วมมือกับฝ่ายกิจการตำรวจ สอท. สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เพื่อสืบสวนจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทยและตามพื้นที่ชายแดนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จากการแกะร้อยข้อมูลเบาะแสต่างๆ พบข้อมูลว่าแก๊งดังกล่าวได้เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย โดยเช่าบ้านเป็นฐานคอลเซ็นเตอร์ในหลายพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลและพัทยา เกือบทุกจุดจะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดอย่างหนาแน่น จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นจากศาลอาญา หลังจากนั้นได้เข้าทำการตรวจค้นเป้าหมายทุกจุดพร้อมกัน สามารถควบคุมตัวสมาชิกในแก๊งได้ จำนวน 44 คน แบ่งเป็นชาวจีน 19 คน ชาวจีนไต้หวัน 25 คน

จากการเข้าตรวจค้นภายในบ้านหลายหลัง มีสมาชิกแก๊งกระจายนั่งอยู่ตามห้องภายในบ้าน มีการจัดวางโต๊ะเคาเตอร์ลักษณะเดียวกับศูนย์คอลเซ็นเตอร์ของบริษัทต่างๆ เพื่อป้องกันเสียงรบกวน แต่ละโต๊ะจะมีสคริปต์บทพูดเพื่อหลอกลวงเหยื่อ โดยมีพฤติการณ์ใช้โทรศัพท์ข้ามประเทศ ผ่านระบบ VoIP (Voice over Internet Protocol) หลอกลวงเหยื่อข้ามประเทศเหยื่อเป็นชาวต่างชาติ โดยเน้นที่ผู้สูงอายุ ข้าราชการบำนาญที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ไม่มีโอกาสปรึกษาใครและมีเงินฝากธนาคารจำนวนมาก โดยแก๊งดังกล่าวจะอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหลอกเหยื่อว่าพัวพันกับอาชญากรรมร้ายแรง กำลังจะถูกอายัดบัญชีเพื่อตรวจสอบ พร้อมทั้งให้เหยื่อติดต่อกลับไปที่บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ปปง., ป.ป.ส., และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นสมาชิกร่วมแก๊ง

หลังจากนั้นหากเหยื่อเกิดความหลงเชื่อ ไปทำรายการที่เครื่องเอทีเอ็ม มีประชาชนตกเป็นเหยื่อนับพันในหลายประเทศ มูลค่าความเสียหายกว่าร้อยล้านบาท หลังจากนั้นโอนเงินที่หลอกลวงมาได้ส่งต่อไปอีกประเทศหนึ่ง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ การจับกุมในคดีลักษณะนี้ทำได้ยาก เนื่องจากการกระทำผิดเกี่ยวข้องโยงใยหลายประเทศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายของประเทศต่างๆ จึงจะประสบความสำเร็จ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ บช.สตม. ทำการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 12 อนุ 7 (ภัยสังคม) และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

"ขอฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพในลักษณะดังกล่าว รวมไปถึงการหลอกลวงในรูปแบบอื่น เช่นแก๊งโรแมนซ์สแกม ซึ่งได้ถูก สตม.กวาดล้างจับกุมไปก่อนหน้านี้ หากพี่น้องประชาชนพบการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ขอให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างแน่ชัด อย่ารีบด่วนโอนเงินไปเป็นอันขาด แนะนำให้ปรึกษาผู้ที่เชื่อถือได้ ติดต่อสถานีตำรวจใกล้บ้านท่าน หรือติดต่อขอคำปรึกษาจาก สายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โทร.1178 หรือ เว็บไซต์ www.immigration.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง" ผบช.สตม. กล่าว.