วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จากเริ่มสู่จุดจบ! มหากาพย์คดีค้ามนุษย์โรฮีนจา ติดคุกยกแก๊ง หน.ชุดทำคดีลาออกราชการ

เป็นอีก 1 คดีประวัติศาสตร์ สำหรับคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา หรือ โรฮีนจา ที่ศาลเพิ่งตัดสินไปเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา.. ซึ่งคดีศาลได้ใช้อ่านคำพิพากษามาราธอน นับสิบชั่วโมงในการอ่านคำพิพากษา เนื่องจากคดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 103 คน ซึ่งจำเลยคนสำคัญประกอบด้วย นายบรรจง หรือจง ปองพล อดีตนายกเทศมนตรีเมืองปาดังเบซาร์ จ.สงขลา จำเลยที่ 1 นายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ หรือโกโต้ง หรือเสี่ยโต้ง อดีตนายก อบจ.สตูล จำเลยที่ 29 พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก จำเลยที่ 54 โดยทั้งหมดถูกฟ้องในความผิด 16 ข้อหา ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ฯ พ.ศ.2551 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กร อาชญากรรมข้ามชาติฯ พ.ศ.2546 ร่วมกันหรือนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ระหว่างการพิจารณาคดี นายสุรียา หรือโกชัย อาฮะหมัด จำเลยที่ 26 เสียชีวิต ศาลจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบ

ส่วนคำพิพากษา พล.ท.มนัส จำเลยที่ 54 ถูกพิพากษาว่ามีความผิดมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นข้าราชการต้องรับโทษสองเท่า ให้จำคุก 8 ปี ฐานค้ามนุษย์อายุเกิน 18 ปี ค้ามนุษย์ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป เป็นเจ้าพนักงานกระทำผิดการค้ามนุษย์ให้รับโทษสองเท่า จำคุก 12 ปี ฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อการค้ามนุษย์อายุเกิน 18 ปี ให้จำคุก 6 ปี ให้ที่พักพิงต่างด้าวจำคุก 1 ปี รวมจำคุก พล.ท.มนัส 27 ปี ขณะที่นายปัจจุบัน หรือโกโต้ง จำเลยที่ 29 ศาลพิพากษาจำคุก 75 ปี ส่วนจำเลยสำคัญรายอื่น เช่น นายบรรจง จำเลยที่ 1 นายอ่าสัน จำเลยที่ 2 นายประสิทธิ์ จำเลยที่ 6 ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 78 ปี

สำหรับการอ่านคำพิพากษาวันนี้ ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย 62 คน โดยได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 94 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่มีโทษเกินกว่า 50 ปี ศาลสั่งให้ลงโทษจำคุกจำเลยนั้นมีกำหนด 50 ปี และยกฟ้องจำเลยทั้งสิ้น 40 คน แต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ 28 คน โดยให้จำเลยที่วินิจฉัยว่ามีความผิดฐานค้ามนุษย์ ร่วมกันชดใช้สินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายชาวโรฮีนจา 58 คน จำนวนทั้งสิ้น 4,400,250 บาท

ย้อนรอยจุดเริ่มต้นคดีโรฮีนจา จากสุสานคนตาย ณ​ เขาแก้ว

หากจะให้เล่าย้อนความ คงต้องเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีก่อน เมื่อมีคนไปพบแคมป์ที่พักและสุสานฝังศพชาวโรฮีนจา บริเวณเทือกเขาแก้ว ติดชายแดนไทย-มาเลเซีย หมู่ 7 บ้านตะโล๊ะ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา โดยมีการพบหลุมฝังศพจำนวนมาก กว่า 50 หลุม และมีการพบศพเกือบ 30 ศพ

คดีนี้เป็นที่สนใจของสื่อและประชาชน เพราะช่วงแรกยังไม่มีใครทราบว่าการตั้งแคมป์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อสิ่งใด ตำรวจและเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ จึงได้ลงพื้นที่ และ มีการชี้ชัดต่อมา ว่าน่าจะเกี่ยวกับการ “ค้ามนุษย์”

ต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนสอบสวนอย่างเข้มข้น เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำเสนอเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ให้เป็นวาระแห่งชาติ หลังจากทางการสหรัฐฯ จัดอันดับปัญหาการค้ามนุษย์ให้ไทยอยู่ในอันดับเทียร์ 3 หรือมีปัญหามากที่สุด

สำหรับปัญหาการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นนั้น ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เคยนำเสนอสกู๊ปซีรีส์ออกมาหลายตอน มีอยู่ตอนหนึ่ง นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ ได้อธิบายจุดเริ่มต้นไว้ว่า

ขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจาอย่างละเอียดว่า โรฮีนจาที่มีการจ่ายเงินเพื่อไปสู่ประเทศที่ 3 แบ่งได้ 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. กลุ่มที่ต้องการเดินทางไปประเทศที่ 3 จริงๆ ซึ่งกลุ่มนี้จะมีการจ่ายเงินมาตั้งแต่ปลายทาง เช่น จากญาติหรือคนที่รู้จัก โดยอาศัยขึ้นเรือมาเท่านั้น 2. กลุ่มที่มีการหนีออกมาและยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน แต่มีความจำเป็นจะต้องหนีออกมา พร้อมที่จะเผชิญกับอนาคตข้างหน้าที่ไม่อาจรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยกลุ่มนี้อาจจะไม่จ่ายเงินด้วยซ้ำ ทั้งนี้ 2 กลุ่มนี้จะมีอยู่ไม่มาก แต่อีกกลุ่มที่อาจมีเยอะกว่า คือ กลุ่มที่ 3. กลุ่มที่มาจากบังกลาเทศ กลุ่มโรฮีนจาบางกลุ่มที่ต้องการจะไปมาเลเซียตรงๆ กลุ่มนี้อาจจะมีการจ่ายอยู่บ้างจากต้นทาง ก่อนที่จะขึ้นเรือ ประมาณ 1,000-3,000 บาท แต่อย่างไรก็ตาม โรฮีนจาจำนวนมากมักไม่จ่ายเงินตั้งแต่ต้นทาง หรือจ่ายน้อยมาก

ต่อมา นายหน้าที่รับเงินมาตั้งแต่ทีแรก ก็จะทยอยส่งคนลงเรือเล็ก เพื่อเดินทางไปขึ้นเรือใหญ่ที่จอดลอยลำอยู่กลางทะเล ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลารอให้จำนวนคนบนเรือถึงเป้าหมายที่คิดไว้แล้วว่าคุ้มค่าในการเดินทาง จึงค่อยออกเรือ ซึ่งในปัจจุบันเรือลำใหญ่จะสามารถรับคนได้ประมาณ 500 คนขึ้นไป สูงสุดประมาณ 800-900 คนต่อลำ พอหาคนมาขึ้นเรือได้จำนวนที่คุ้มทุนแล้ว ก็ล่องเรือเข้ามาในอ่าวไทย โดยระยะเวลาที่เดินทางประมาณ 10-15 วัน

จากนั้น เมื่อเรือเดินทางมาถึงประเทศไทย การเรียกค่าไถ่ก็เกิดขึ้น มีคนบางกลุ่มเห็นโอกาสที่จะหาประโยชน์จากพวกโรฮีนจา จึงเรียกค่าไถ่ระหว่างที่อยู่ประเทศไทยก่อนที่จะไปถึงเป้าหมาย โดยจำนวนค่าไถ่ที่เรียกปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 80,000-100,000 บาท ขณะที่ก่อนหน้านี้ช่วงปี 2555 จะอยู่ที่ 30,000-40,000 บาท แต่พอเข้าปี 2556-2557 เม็ดเงินที่เรียกเก็บได้เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งสาเหตุที่เรียกเก็บเงินมากขึ้นนั้น เนื่องจากเป็นขบวนการนอกกฎหมายที่ต้องจ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ดังนั้นจึงเรียกค่าไถ่เพิ่มขึ้นเพื่อจ่ายต้นทุนที่มากขึ้น ซึ่งบางคนโชคร้ายเจอเรียกค่าไถ่สองรอบก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว (อ่านเพิ่มเติม อำมหิตเหลือล้น! ผ่าขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจา แฉเล่ห์วางยา ลักพาสุดทมิฬ) ทีนี้รู้แล้วใช่ไหมว่า ทำไมต้องสร้างแคมป์ไว้ ณ จุดนั้น ก็เพื่อง่ายต่อการส่งต่อนั่นเอง

ชำแหละความผิด ใครทำอะไร มีหน้าที่อะไร...

ย้อนกลับมาที่คดี ตำรวจตามจับไล่เรียง กระทั่งถึงตัว พล.ต.ต.ปวีณ หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา ได้เดินหน้าสืบลึก จนกระทั่งตามจับบุคคลสำคัญที่โยงใยกับขบวนการนี้ได้ โดยในคำพิพากษาได้ระบุว่าดังนี้

นายบรรจง จำเลยที่ 1 นายอ่าสัน หรือบังสัน อินทธนู อดีต ส.ท.เมืองปาดังเบซาร์ จำเลยที่ 2 และนายประสิทธิ์ หรือบังเบส เหล็มเหล๊ะ อดีตรองนายกเทศมนตรี ต.ปาดังเบซาร์ จำเลยที่ 6 ฟังได้ว่า จำเลย เป็นขบวนจัดหาแรงงานในพื้นที่ ต.ปาดังเบซาร์ การกระทำนั้นเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ ต่อบุคคลที่อายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี และเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

ส่วนนายปัจจุบัน หรือโกโต้ง จำเลยที่ 29 โจทก์มีชาวโรฮีนจาเบิกความในฐานะผู้เสียหายว่า กลุ่มจำเลยมักเรียกจำเลย 29 ว่า “บิ๊กบอส” โดยจำเลยที่ 29 ทำหน้าที่รับแรงงานชาวโรฮีนจาจากทะเลมาขึ้นฝั่งที่ จ.สตูล ก่อนนำแรงงานทั้งหมดไปพักไว้ที่แคมป์คนงาน รอเวลาส่งตัวไปประเทศมาเลเซีย ถ้าแรงงานเสียชีวิต จำเลยที่ 29 จะเป็นคนนำผ้ามาให้ห่อศพ แล้วนำไปฝังดิน ขณะที่พยานเบิกความระบุว่า หากติดขัดปัญหาขนส่งต้องเจรจา “บิ๊กบอส” ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขนส่งแรงงานได้ ในชั้นสอบสวนพยานชี้ตัวยืนยันจำเลยที่ 29 จากคำเบิกความของพยานสอดคล้องกันว่า ทุกครั้งที่เกิดปัญหาจะมีจำเลยที่ 29 เกี่ยวข้องด้วยทุกครั้ง พยานหลักฐานโจทก์สอดคล้องกัน ยากต่อการปั้นแต่ง ที่จำเลยที่ 29 ต่อสู้เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 29 ขนชาวโรฮีนจาผ่านจังหวัดสตูลขึ้นเทือกเขาแก้วก่อนส่งไปยังประเทศปลายทาง การกระทำของจำเลยที่ 29 มีความผิดฐานเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันค้ามนุษย์เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ร่วมกันค้ามนุษย์เด็กอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ร่วมกันค้ามนุษย์อายุเกินกว่า 18 ปี ร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป กระทำผิดค้ามนุษย์ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่า สมคบกัน 2 คนขึ้นไปเพื่อค้ามนุษย์ ร่วมกันนำพาชาวต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร และให้ที่พักพิงชาวต่างด้าว

ขณะที่ ด.ต.อัศณีย์รัญ นวลรอด จำเลยที่ 7 เห็นว่า พยานเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 7 โทรศัพท์ติดต่อกับกลุ่มจำเลยหลายคน แต่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่ 7 ร่วมกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ แต่ปรากฏหลักฐานสมุดบัญชีเงินฝากมียอดเงินเดือนเข้าบัญชี เดือนละ 3,000 บาท ไม่สามารถระบุที่มาได้ หน้าที่ของจำเลยที่ 7 ต้องประจำอยู่ที่ด่านตรวจในพื้นที่กลุ่มจำเลยต้องสัญจรผ่าน จำเลยรับเงินค่าผ่านทางขนส่งชาวโรฮีนจา มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ส่วนนายอาบู หรือ ส.จ.บู ฮะอูรา จำเลยที่ 14 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่า ทำหน้าที่รับตัวชาวโรฮีนจาจากที่บ้านวังประจัน จ.สตูล ไปส่งประเทศมาเลเซีย พร้อมระบุการกระทำความผิดของจำเลยอย่างชัดเจน แม้ว่าในชั้นพิจารณาคดีจำเลยที่ 14 จะให้การปฏิเสธเบิกความกลับไปมา ขาดเหตุผลสนับสนุน เชื่อว่าคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนมีความน่าเชื่อถือมากกว่า อีกทั้งมีพิรุธเงินในบัญชี 4.2 ล้านบาท ที่จำเลยที่ 14 อ้างว่า ได้รับโอนมาจากภรรยาจากการค้าขายอาหารทะเล กับจำเลยที่ 67 แต่จำเลยที่ 67 ประกอบอาชีพเกษตรกร ไม่มีเหตุผลที่จะซื้ออาหารทะเล ฟังได้ว่าจำเลยที่ 14 มีความผิดฐานเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปกระทำผิดค้ามนุษย์ ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่า สมคบกัน 2 คนขึ้นไปเพื่อค้ามนุษย์

ส่วนความผิดของ พล.ท.มนัส คงแป้น จำเลยที่ 54 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนแยกที่ 1 ระนอง ศาลเห็นว่าในช่วงที่มีการพบแรงงานเมียนมาและบังกลาเทศ เป็นชาวโรฮีนจา ทางการมีนโยบายผลักดันกลุ่มแรงงานเหล่านี้ออกจากนอกประเทศ ระหว่างที่ พล.ท.มนัส จำเลยที่ 54 ดำรงตำแหน่ง ผอ.กอ.รมน. ตำรวจสามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวได้ 200 กว่าคน ต้องผลักดันส่งลงเรือลอยลำน่านน้ำสากล เพราะประเทศเมียนมาและบังกลาเทศ ไม่ยอมรับว่าบุคคลดังกล่าวเป็นพลเมือง แต่โจทก์มีแรงงานโรฮีนจา ผู้เสียหายที่ถูกจับกุมช่วงดังกล่าวให้การว่า เคยถูกจับกุมแต่ได้รับการช่วยเหลือกลับมาเข้าแคมป์เทือกเขาแก้ว โดยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ จากรายงานประวัติรับราชการของจำเลยที่ 54 พบว่า เป็น ผอ.กอ.รมน. ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกชุมพร (ผบ.จทบ.ชุมพร) และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 จ.สงขลา ช่วงระหว่าง ต.ค.53 ถึง ธ.ค.57 แสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยมีความเชื่อมโยงกับการผลักดันแรงงานโรฮีนจาออกนอกประเทศ

ขณะที่การตรวจค้นบ้านพัก นางอรปภา จันทร์–พ่วง จำเลยที่ 65 และ น.ส.ศิริพร หรือแมว อุดมฤกษ์ จำเลยที่ 82 พบสลิปการโอนเงินเข้าบัญชี พล.ท.มนัส จำเลยที่ 54 ถึง 65 ครั้ง รวม 14,850,000 บาท เป็นการโอนช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.55 ถึง 61 ครั้ง เป็นเงิน 13,800,000 บาทเศษ และในช่วงเดือน ส.ค.56 อีก 2 ครั้ง เป็นเงิน 1 ล้านบาทเศษ เชื่อว่าเงินที่ได้รับโอนบัญชีของจำเลยที่ 54 เป็นผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์ อาศัยอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลผู้กระทำความผิดในการค้ามนุษย์ไม่ให้ถูกจับกุม เป็นความผิดฐานร่วมกันสมคบกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ฯ และมีส่วนร่วมเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำเลยที่ 54 เป็นเจ้าพนักงานต้องระวางโทษ 2 เท่าของความผิด

อยู่ไม่ได้ หัวหน้าชุดสืบสวน ลาออกจากตำรวจ ไปอยู่ต่างประเทศ หลังทำคดีเสร็จ เหตุถูกย้ายลงใต้ เกรงไม่ปลอดภัย 

ในเวลาต่อมา พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รรท.รอง ผบช.ศชต. (ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้) ประกาศลาออกจากข้าราชการตำรวจ จากปมถูกโยกย้ายจาก รอง ผบช.ภ.8 ไปเป็น รรท.รอง ผบช.ศชต. ภายหลังทำหน้าที่หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา แม้พยายามขอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาทบทวน แต่ไม่เป็นผล เกี่ยวกับเรื่องนี้มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย.58 พล.ต.ต.ปวีณ กล่าวว่า ได้ยื่นจดหมายลาออกจากตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา รอเพียงผู้บังคับบัญชาเซ็นเอกสาร เนื่องจากครอบครัวรู้สึกเป็นห่วงและไม่สบายใจที่ต้องลงไปรับราชการ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ท่ามกลางบุคคลผู้ไม่ประสงค์ดี อีกทั้งผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

ตลอดชีวิตข้าราชการตำรวจ ไม่เคยทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ การที่ถูกย้ายลงไปเป็นรองผู้บัญชาการ ขณะเหลืออายุราชการ 3 ปี จึงคิดว่าไม่น่าจะทำประโยชน์อะไรได้ ก่อนหน้านี้ ตนเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายค้ามนุษย์โรฮีนจา ศัตรูจึงมีอยู่รอบตัว ครอบครัวรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัย เกรงว่าอาจจะมีการล้างแค้น การลาออกจากราชการจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“คิดไว้ตั้งแต่ต้นถ้าไม่มีการทบทวนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย คงต้องลาออก ตนไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้งเหมือน พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา หรือจ่าเพียร วีรบุรุษแห่งบันนังสตา พ.ต.อ.สมเพียร ถือเป็นตำรวจที่เก่งมากและชำนาญในพื้นที่ สุดท้ายต้องมาตายก่อนเกษียณราชการ โดยท่านเคยขอย้ายออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยิ่งเป็นตนยิ่งเสี่ยงมาก ตนมีครอบครัวต้องรับผิดชอบ ขาดตนไปสักคน ครอบครัวจะอยู่อย่างไร” พล.ต.ต.ปวีณ กล่าวทิ้งท้าย

ต่อมา ได้มีรายงานว่า พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ได้พาครอบครัวย้ายไปอยู่ยังประเทศออสเตรเลีย ซึ่งคดี "โรฮีนจา" ถือเป็นคดีสุดท้ายที่ได้ทำ...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน