วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไขปมปัญหา คิง เพาเวอร์ ปฏิบัติตามกฎหมาย "ทำไมต้องจ่ายแพง"

นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ระบุว่า การคิดคำนวณรายได้ และคำฟ้อง ของนายชาญชัยที่กล่าวหาพวกเขากับ คิง เพาเวอร์ ว่าทำให้รัฐเสียหายกว่า 14,000 ล้านบาท...เป็นเรื่องที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก

ทีมเศรษฐกิจ ตอบไม่ได้ว่า ทำไมคนทำธุรกิจกับรัฐ หรือร่วมการงานประเภทมีสัมปทานกับรัฐ จึงต้อง “จ่ายแพงกว่า” ทั้งๆที่ผ่านการเข้าประมูลมาตามขั้นตอน ปฏิบัติตามเงื่อนไข และข้อสัญญา รวมทั้งจ่ายผลตอบแทนแก่รัฐตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ

คำว่า “จ่ายแพงกว่า” หมายความว่า จ่ายค่าถูกรังแก ค่าถูกสงสัย ค่าถูกตรวจสอบ ค่าถูกแก้ไขสัญญา ค่าถูกฉีกสัญญา ค่าถูกทำให้สัญญาที่ทำไว้ก่อนหน้ากลายเป็นโมฆะ ค่าถูกสั่งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างตามสัญญา ค่าถูกปิดสนามบิน ค่าถูกสั่งให้เปิดจุดส่งมอบสินค้าเป็นบริการสาธารณะ ค่าถูกดูหมิ่นเกียรติยศ และศักดิ์ศรีความเป็นคน รวมถึงค่าอื่นๆอีกจิปาถะตามแต่ผู้มีอำนาจ หรือเข้าใจผิดในการใช้อำนาจทั้งหลายจะสั่งการ

บริษัท คิง เพาเวอร์ จำกัด เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคำถามที่ตอบไม่ได้นี้ นับตั้งแต่วันที่ชนะการประมูลมาตามเงื่อนไข เพียงแต่ยังไม่ทันที่สนามบินสุวรรณภูมิจะเปิดให้บริการในปี 2549 รัฐบาลที่กำกับดูแลหน่วยงานที่เขาทำสัญญาด้วย ก็ถูกปฏิวัติรัฐประหารไปเสียก่อน

จนถึงวันนี้ แม้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จะออกมายืนยันหลายครั้งว่า สัญญาสัมปทานของ ทอท. กับ คิง เพาเวอร์ เป็นสัญญาที่กระทำโดยถูกต้องตามกระบวนการ ทั้งยังได้รับการพิสูจน์ชัดเจนจากองค์กรสำคัญหลายแห่งว่า เป็นสัญญาสัมปทานที่รัฐได้รับผลตอบแทนอย่างถูกต้อง เป็นกอบเป็นกำ และนำมาซึ่งการให้บริการที่สะดวกสบายแก่ผู้เดินทางผ่านเข้าออกสนามบินแห่งนี้ปีละมากกว่า 45 ล้านคน

ขณะเดียวกัน ทอท.ก็ประกาศเปิดประมูลสัมปทานผู้ให้บริการพื้นที่ร้านค้าปลอดภาษีและร้านค้าเชิงพาณิชย์ ก่อนที่สัญญาสัมปทานเดิมจะหมดลงในปี พ.ศ.2563...ไปแล้ว

แต่ คิง เพาเวอร์ ก็ยังคงตกเป็นเหยื่อ เป็นผู้ถูกรังแก เป็นผู้ร้าย ถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม ด้วยข้อกล่าวหาซ้ำซากจากบรรดาผู้เสียผลประโยชน์ และกลุ่มผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจไปในทางอันเป็นการละเมิด (Abuse) สัญญาร่วมการงานกับรัฐ แม้เขาจะผ่านกระบวนการแห่งความสงสัย และการถูกตรวจสอบที่แสนแพงมาจนนับไม่ถ้วนแล้วก็ตาม

ที่เลวร้ายกว่าก็คือ มีคนไทยไปเปิดประตูเรียกต่างชาติเข้ามาร่วมขบวนการล้มสัญญาสัมปทานที่ คิง เพาเวอร์ ได้มา ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลอดภาษี หรือ จุดส่งมอบสินค้า

แม้แต่สร้างกระบวนการข่าวลวงให้คนอังกฤษกังขากับ คิง เพาเวอร์ ผู้เป็นเจ้าของสโมสรทีมฟุตบอลชื่อดังอย่าง เลสเตอร์ซิตี้ หรือ จิ้งจอกสยาม ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของอังกฤษมาได้ โดยไม่คำนึงถึงแผนการสร้างอนาคตเด็กไทยไปสู่สโมสรฟุตบอลระดับโลกของ คิง เพาเวอร์ เลย!!

ก่อนจะไปกล่าวถึงกระบวนการตรวจสอบที่เยิ่นเย้อยาวนาน และแสนจะมีมูลค่าแพงลิบลับขนาดนั้น

เราขอพาท่านผู้อ่านไปดูกระบวนการตรวจสอบซ้ำซาก ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2560 ของ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการด้านกลไกการปราบปรามการทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกัน และปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ประกาศเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง คณะกรรมการบอร์ด ทอท. กับพวก รวมถึงกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และผู้บริหารของบริษัทรวม 18 คนด้วยกัน

นายชาญชัย กล่าวหาว่า จำเลยทั้งหมดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจนเป็นเหตุให้ ทอท.ได้รับความเสียหาย หรือทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกล่าวหากลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และผู้บริหารว่ากระทำการทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

การยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบครั้งนี้ ถือเป็น 1 ใน 5 คดีที่นายชาญชัยขอให้ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง และออกหมายเรียกเจ้าหน้าที่รัฐรวม 14 คน ตัวแทนกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ 3 บริษัท และกรรมการผู้มีอำนาจลงนามอีก 1 คน ไปให้ปากคำต่อศาล

โดยนายชาญชัย ระบุว่า เขาคำนวณดูความเสียหายที่กลุ่มบุคคลข้างต้นดำเนินการแล้ว คิดเป็นวงเงินออกมาได้รวมกว่า 14,290.66 ล้านบาท จึงได้ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิด และสั่งริบเงินทั้งหมดรวมดอกผล หรือประโยชน์อื่นใดอันเกิดจากเงินจำนวนนี้ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ทีมเศรษฐกิจ หยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวถึงอีกครั้ง ก็เพราะเห็นว่าพฤติกรรมการเสพข้อมูลข่าวสารของผู้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ขณะที่สื่อปัจจุบันเกิดขึ้นมากมาย ทั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้แต่ในโทรศัพท์มือถือ แต่หัวใจของการทำงานในฐานะสื่อตัวจริง รวมถึงจริยธรรม และจรรยาบรรณ ย่อมแตกต่างและใช้มาตรวัดเดียวกันไม่ได้

ข่าวลวง ข่าวหลอก ข่าวเท็จ ข่าวเก่าเอามาเล่าใหม่ ข่าวตัดต่อดัดแปลงด้วยกลเกมต่างๆ จึงเกิดขึ้นมากมายด้วยเพราะมีพื้นที่ให้สร้างข่าวประเภทนี้ได้อย่างไม่อั้น และไม่มีที่สิ้นสุด แล้วแต่ว่าจะสลับผู้เล่นหน้าใหม่ๆ เข้ามา

นายชาญชัย อ้างว่า ก่อนหน้านี้เขาได้นำเรื่องข้างต้นไปยื่นเสนอ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้เรียกผู้เกี่ยวข้องไปสอบสวนและดำเนินการเพื่อสั่งการแก้ไขแล้ว แต่ปรากฏว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการแก้ไข จึงนำเรื่องมาฟ้องร้องต่อศาล

คำกล่าวอ้างนี้ มีหลักฐานว่าเมื่อวันที่ 11 พ.ค.2560 นายวิษณุ ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อกรณีที่มีกระแสข่าวว่าตัวเขาได้เห็นชอบตามที่ กมธ.ด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนฯ (สปท.) เสนอให้ปลดบอร์ด และผู้บริหาร ทอท.รวมถึงให้ยกเลิกสัญญาพื้นที่ให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิว่า เขาไม่ทราบเรื่อง...ไม่เคยเสนอเรื่องนี้ และรัฐบาลไม่เคยยกเรื่องดังกล่าวมาพูดคุยกัน

นายวิษณุ ยอมรับว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นนานแล้ว โดย กมธ.ของ สปท.ได้เสนอรายงานไปที่รัฐบาล และนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้เขาเป็นผู้พิจารณา เพราะมีคดีที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าปลอดภาษีด้วย จึงได้เชิญ กมธ.สปท. กรมธนารักษ์ กรมศุลกากร กรมสรรพากร สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม มาหารือกันเพื่อให้ทราบถึงประเด็นของ กมธ.สปท.

รองนายกฯกล่าวว่า เขาได้เชิญทุกฝ่ายที่ถูกกล่าวหามาอธิบายความกันถึง 4 ชั่วโมง ยืนยันว่า ไม่มีข้อเสนอให้ปลดใครทั้งสิ้น แต่มีคนเล่าให้ฟังว่า ข่าวออกมาได้อย่างไรทั้งเรื่องการยกเลิกสัญญากับกลุ่มบริษัทที่เป็นข่าว หรือการปลดใคร นายวิษณุยืนยันด้วยว่า รัฐบาลรู้แล้วว่าใครเป็นคนปล่อยข่าว ซึ่งไม่เป็นความจริง...แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

คำให้สัมภาษณ์ของนายวิษณุ ดูจะเป็นเครื่องยืนยันว่า ข้อกล่าวหาของนายชาญชัยตามคำฟ้องข้างต้นเชื่อมโยงกันกับกระแสข่าวที่ปล่อยออกมาก่อนหน้าว่า จะมีการปลดบอร์ดผู้บริหาร ทอท. และยกเลิกสัญญาพื้นที่ให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้อง ถูกกดดันจากผู้ที่เรียกตัวเองว่า นายกสมาคมร้านค้าปลอดอากรไทย ที่ประสงค์จะให้ฉีกสัญญาสัมปทาน

โดยเฉพาะสัญญา ณ จุดส่งมอบสินค้าที่ทำกับ คิง เพาเวอร์ มาโดยตลอด ในขณะที่นายก สมาคมปลอดอากรไทยดังกล่าว ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของร้านค้าปลอดภาษีจากเกาหลีใต้อยู่ 22.50%

ตามถ้อยแถลงของ ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ระบุว่า คำฟ้องของนายชาญชัยและการคิดคำนวณรายได้ที่นายชาญชัยกล่าวหาพวกเขา รวมถึงกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ว่า ทำให้รัฐเสียหายเป็นมูลค่ารวมกว่า 14,000 ล้านบาทนั้น

เป็นการอธิบายความที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก

เพราะค่าเช่าพื้นที่บริการจุดส่งมอบสินค้า หรือ Pick up Counter นั้น อยู่ในสัญญาย่อยที่คิง เพาเวอร์ เสนอเข้าไปเป็นผลตอบแทนพิเศษให้แก่ ทอท. ซึ่งในสัญญาหลักและในเงื่อนไข TOR ไม่ได้เขียนไว้

ในสัญญาหลัก คิง เพาเวอร์ ต้องจ่ายค่าเช่า หรือค่าบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ ให้แก่ ทอท.ในอัตรา 15% ของมูลค่าสินค้าที่ขายได้

ส่วนในสัญญาย่อยที่ คิง เพาเวอร์ เสนอเป็นผลตอบแทนพิเศษเติมแต่งรายได้ให้กับ ทอท. ณ พื้นที่ส่งมอบสินค้านั้น ไม่ได้มีการประกอบการขายสินค้าใดๆ มีแต่เพียงเป็นจุดฝากสินค้าให้ผู้ซื้อไปรับสินค้าเท่านั้น จึงเสนอจ่ายให้ ทอท.ในอัตรา 3% ของ 15% หรือคิดเป็น 0.45% เท่านั้น

กระทั่งในปี 2555 คณะกรรมการบอร์ด ทอท.ยุค น.ต.ศิธา ทิวารี เป็นประธาน ในรัฐบาลนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ ทอท.ทำหนังสือถึง คิง เพาเวอร์ ให้ปรับขึ้นค่าตอบแทนจากเดิม 0.45% ใหม่เป็นจำนวนเต็ม 3% นั่น ทำให้ ทอท.ได้ค่าตอบแทนพื้นที่บริการส่งมอบสินค้าเพิ่มขึ้น 2.55% จากที่เคยได้ 0.45% และสัญญาฉบับนี้ก็ดำเนินการอย่างถูกต้องครบถ้วนตามที่ ทอท.กำหนด

ข้อกล่าวหานี้ ดูจะเป็นข้อกล่าวหาข้อที่ 24 ที่ร้อยเรียงกันมาเนิ่นนานด้วยการสลับหน้า เปลี่ยนผ่านจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งมาเรื่อยๆ เริ่มต้นด้วยข้อหาแรกๆที่พูดถึงการได้สัญญามาโดยมิชอบ เช่น 1.สมคบกันหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535

2.สมคบกันคำนวณวงเงินลงทุนไม่ถึง 1,000 ล้านบาท 3.คำนวณค่าเสื่อมราคา มูลค่าสินค้าคงคลังผิดทั้งอายุสัญญา และขนาดพื้นที่ที่ใช้ 4.ถูกบอกเลิกสัญญาเป็นโมฆะแล้ว แต่หลังถูกฟ้อง ทอท.ขอเจรจาใหม่ 5.ในคำฟ้อง ทอท. ขอเรียกค่าลงทุน และค่าก่อสร้าง 1,700 ล้านบาท เป็นการผูกมัดตัวเองแล้ว 6.อ้างเหตุสนามบินถูกปิดจึงมีการต่ออายุสัญญาให้อีก 2 ครั้งๆละ 2 ปี รวมทั้งลดค่าตอบแทนให้ ทอท.อีกโดยอ้างเป็นค่าเยียวยาจากการปิดสนามบินและเหตุไม่สงบทางการเมือง รวมประเด็นเล็กๆ ที่ไม่เกี่ยวกับสัญญาสัมปทานอีก 4 ข้อ

ยังมีการตั้งข้อหากรณีจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากร 7 ข้อ มีข้อหาหลีกเลี่ยงไม่ติดตั้งระบบบันทึกเครื่องเก็บเงิน 3 ข้อ และประเด็นอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญในสัญญา และกฎหมายอีก 3 ข้อ สิริรวม 24 ข้อด้วยกัน

ว่าแต่ทุกข้อกล่าวหานี้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานเลขาธิการ ปปช. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านการรับทราบ และพิจารณาคดีในศาลแพ่ง โดยมี นายบัณฑิต ศิริพันธ์ เป็นทนายความ ให้ คิง เพาเวอร์ ทั้งยังผ่านคณะกรรมการบริหาร ทอท.หลายชุด การพิจารณาของรองนายกฯ (นายวิษณุ เครืองาม) กรมศุลกากร ตลอดจนถึงกรมสรรพากร ของกระทรวงการคลัง จนไม่มีฝ่ายใดติดใจสงสัยในประเด็นที่ถูกหยิบยกมากล่าวหา คิง เพาเวอร์

เราอยากจะบอกว่า คิง เพาเวอร์ ไม่ใช่บริษัทเดียวที่ต้อง “จ่ายแพงกว่า” ยังมีอีกหลายบริษัทที่ประสบปัญหาแบบเดียวกันคือ ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกบิดเบือนความจริง ถูกรังแก ข่มขู่ บังคับ ตรวจสอบ และถูกดูหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรีความเป็นคน

เราได้ยินรัฐบาลนี้ประกาศบ่อยครั้งว่า ปักธงไว้แล้วว่า จะปราบปรามมาเฟีย และผู้มีอิทธิพลในทุกวงการให้หมด แต่ไฉนปล่อยให้กลุ่มบุคคลบางพวกรุกรานคนดีๆ ที่ทำธุรกิจสุจริต ทั้งยังปล่อยให้มีการละเมิดการดำเนินงานทางธุรกิจ จนอาจเกิดให้เสียหายต่อประโยชน์ของประเทศ รัฐบาล และประชาชนเช่นนี้

เฉพาะตัว นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจับผลัดจับผลูเข้ามาเป็นอนุกรรมาธิการชุดปราบโกง ของ สปท.เอง ก็เคยมีคดีที่ถูก ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาดให้สิ้นสุดการเป็นสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) เพราะขาดคุณสมบัติเรื่องวุฒิทางการศึกษาที่เขาไม่สามารถนำมาแสดงได้ การนำเอกสารที่ไม่มีไปสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัย จึงไม่น่าจะกระทำได้...วุฒิการศึกษาของเขาจึงเป็นโมฆะ

แม้วันนี้นายชาญชัยจะเดินกลับเข้าสู่เส้นทางการเมืองได้อีก หลังสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่อดีตของเขาดูจะไม่เหมาะสมในการเข้าไปเป็นอนุกรรมการด้านการปราบปรามการทุจริตฯ เลยสักนิด

มนุษย์มีโอกาสปรับตัวเป็นคนดีได้ก็จริง ไม่ว่าจะติดคุกด้วยสาเหตุใด หรือ ถูกถอดถอนจากการเป็น ส.ส.เพราะแจ้งเอกสารอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน...ก็ไม่ใช่ปัญหา!

แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวของเขาเอง หากผู้คนทั่วไปสามารถพิสูจน์ในสิ่งที่เขาทำ และพูดได้ว่า มันเป็นเรื่องจริง หรือ เท็จ!!

ทีมเศรษฐกิจ