วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สกัดม็อบเชียร์ปู คสช.สั่ง4ทัพภาคตรึงกำลัง ‘1เดือน’

คสช.หวั่นม็อบฮือเข้ากรุงวันชี้ชะตา “ปู” ตัดสินคดีจำนำข้าว กำชับ กกล.รส. คุมเข้ม ความเคลื่อนไหวทุกกลุ่มตลอด 1 เดือนก่อนถึง 25 ส.ค. สั่ง กกล.รส. 4 ทัพภาคตรึงพื้นที่ส่งทหารถกผู้นำท้องถิ่น-ผู้นำชุมชน กล่อมมวลชนติดตามข่าวอยู่ที่บ้าน “เหวง” เตือนยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ อย่าสกัดกองเชียร์ “ยิ่งลักษณ์” ด้าน “บิ๊กตู่” ร่ายกลอนกล่อมชาวบ้าน อ้อนชาวนา บอกเป็นเพื่อนแท้ไม่หลอกลวง กรธ.ย้ำทุจริตไพรมารีฯไม่มีโทษยุบพรรค โต้พิจารณาคดีลับหลังนักการเมืองไม่ปักธงเล่นงานใคร พท.โวยเขียนกติกาเล่นงานตั้งแต่นักมวยยังไม่ขึ้นชก คนร่างเน้นสะใจ ถึงขนาดเอาผิดติดคุกก็เกินไป “อภิสิทธิ์” แนะเอาผิด กก.บห. “อ๋อย” ซัด คสช.-รัฐบาลลุยล้างฝ่ายตรงข้ามไม่อยากปรองดองจริง “ชัยเกษม” เย้ยปรองดองได้กระดาษแผ่นเดียว ความเจ็บช้ำน้ำใจไม่ได้หมดไป

กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษา 2 คดีสำคัญเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์กับพวกรวม 28 ราย เป็นจำเลยในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเตือนไม่ให้มีการปลุกระดมขนมวลชนออกมาเคลื่อนไหวที่จะเป็นการกดดันศาล ล่าสุด คสช.ได้สั่งการให้ กกล.รส. 4 ทัพภาค ติดตามความเคลื่อนไหว พร้อมส่งทหารลงพื้นที่ขอให้ประชาชนติดตามข่าวอยู่ที่บ้าน

“บิ๊กตู่” ร่ายกลอนสื่อสารถึงชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่งกลอนเรื่อง “หลักคิดประชารัฐ”มุ่งหวังอยากเห็นคนไทยมีหลักคิดที่ถูกต้อง โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะภาคการเกษตรและสอดคล้องกับแนวทางประชารัฐ อันที่จริงนายกฯเคยพูดเรื่องราวเหล่านี้หลายครั้งหลายโอกาส แต่การพูดของนายกฯแบบร้อยแก้วหรือเล่าสู่กันฟังทั่วไป อาจยังไม่น่าสนใจในความรู้สึกของใครบางคน จึงคิดจะใช้บทกลอนช่วยถ่ายทอดเรื่องราวแบบใหม่ เผื่อว่าจะหันมาใส่ใจกันบ้างจึงอยากใช้โอกาสนี้เชิญชวนประชาชน นักเรียนนักศึกษา คนรุ่นใหม่ หยิบบทกลอนของนายกฯ ไปอัดคลิปอ่านทำนองเสนาะหรือขับเสภา แชร์กันในโลกโซเชียล น่าจะช่วยฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยและช่วยสร้างความเข้าใจดีๆจากบทกลอนของ “ลุงตู่” ได้เป็นแน่แท้

อ้อนชาวนาเป็นเพื่อนแท้ไม่หลอกลวง

ผู้สื่อข่าวรายงาน บทกลอนดังกล่าวมีเนื้อความว่า “ชวนคนไทยสร้างหลักคิดที่ถูกต้อง มากกว่ามองส่วนตนให้มหาศาล ประเทศไทยประชาชนจนยากนาน การเปลี่ยนผ่านปฏิรูปไม่รื่นรมย์ หากคิดทำหรือคิดปลูกมองตลาด จะไม่พลาดได้ราคาที่เหมาะสม ไม่ปลูกตามปลูกมากจากนิยม ทางสุดจมราคาตกให้ทุกข์ใจ มองตลาดมองต้นทุนมองวิธี สู่วิถีศาสตร์พระราชาเป็นเงื่อนไข ความลำบากความยากจนหมดสิ้นไป ไทยเป็นไทสู่ยั่งยืนด้วยตนเอง ต้องรวมตัวประชารัฐให้แข็งขัน เพื่อแบ่งปันการตลาดให้เหมาะสม ได้ส่วนแบ่งจากรายใหญ่มาชื่นชม ประชาคมประชารัฐช่วยกระจาย อย่าทำกินโดยปลูกพืชบุกรุกป่า วันข้างหน้าป่าไม่เหลือจะเสียหายจะขาดฝนทนทุกข์ยากลำบากกาย จนวันตายไม่คุ้มค่าอีกต่อไป ทำอย่างไรปลูกผลิตไม่หลงเหลือ รัฐจุนเจือค่าใช้จ่ายอสงไขย ต้องลดทุนเหลือส่วนต่างอย่างกำไร ใช้กลไกประชารัฐเข้าดูแล รัฐบาล คสช.นั้นมุ่งหวังอย่างเต็มที่ แม้วันนี้มีปัญหาหลายกระแส จะเร่งทำเร่งแก้ไขไม่เชือนแช เป็นเพื่อนแท้ประชาชนใช่หลอกลวง”

ปลื้ม บ.ไทยคว้าที่ 1 โมเดลธุรกิจโลก

พล.ท.สรรเสริญ เปิดเผยด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ชื่นชมความสำเร็จของบริษัท สยามออร์แกนิค จำกัด ธุรกิจสตาร์ตอัพไทยสามารถคว้ารางวัลที่ 1 จากการประกวดโมเดลธุรกิจสตาร์ตอัพชีวาส เวนเจอร์ จากทั่วโลกรวม 30 ธุรกิจ จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา นายกฯเน้นย้ำว่าปัจจุบันชาวนาไทยกว่า 17 ล้านคน มีต้นทุนการทำนาที่สูงมากแต่กลับมีรายได้ต่ำ ปัญหาหลักอยู่ที่เมล็ดพันธุ์ไม่ดี ตลาดไม่แน่นอน และผลผลิตน้อย โดยบริษัทสยามออร์แกนิค ได้ทำงานร่วมกับชาวนาไทยปลูกข้าวอินทรีย์สายพันธุ์ใหม่ปราศจากการตัดต่อพันธุกรรม (GMO) ชื่อว่า “แจสเบอร์รี่” มีสีม่วงเข้มคุณภาพดี และราคารับซื้อจากเกษตรกรราคาสูงกว่าข้าวหอมมะลิ 2 เท่า เจาะตลาดบนผู้มีรายได้สูงและส่งออกเป็นหลัก ดังนั้นภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ควรจับมือกันสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ลักษณะเดียวกัน โดยกระทรวงเกษตรฯ พาณิชย์และอุตสาหกรรม จะต้องพูดคุยกันเพื่อหาเจ้าภาพดำเนินการให้สำเร็จ

คสช.สั่ง กกล.รส.ตรึงพื้นที่สกัดม็อบ

รายงานข่าวจาก คสช.ระบุถึงการเตรียมรับมือมวลชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในวันตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าว วันที่ 25 ส.ค. ว่า จากการประเมินสถานการณ์ของ คสช.ในช่วง 2- 3 วันที่ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์หน้าศาลเมื่อวันที่ 21 ก.ค. การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลสถานการณ์ให้เกิดความสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกให้มวลชนที่มาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้กระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของศาล เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำหน้าที่ได้อย่างดียิ่ง มวลชนเองก็เคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ขอบเขตและบทบาทของกฎหมาย ไม่มีสิ่งใดบอกเหตุว่าจะเกิดความไม่เรียบร้อยวุ่นวาย ส่วนวันที่ 25 ส.ค.วันตัดสินของศาล เชื่อว่าจะมีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ที่มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ ดูแลความเรียบร้อย ตั้งแต่การเดินทางมาของมวลชน พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจการรับรู้ ให้ทุกคนอยู่ในความเรียบร้อย คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา หรืออุปสรรคใดๆทั้งสิ้น ช่วงเวลาต่อจากนี้ไปจนถึงวันที่ 25 ส.ค. กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) จะจัดเจ้าหน้าที่ทหารลงไปประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ชี้แจงกับประชาชนในทุกพื้นที่ เพื่อขอความร่วมมือให้ติดตามสถานการณ์อยู่ที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องเดินทางมายัง กทม. เพื่อไม่ให้รบกวนการทำหน้าที่ของศาล และลดความคับคั่งของการจราจร

25 ส.ค.ขอให้มวลชนฟังข่าวอยู่ที่บ้าน

รายงานข่าวจาก คสช.ยังระบุอีกว่า ขณะนี้ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าจะมีการขนมวลชนเข้ามาในพื้นที่ กทม.หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่าส่วนหนึ่งเดินทางมา เนื่องจากความรักความผูกพันที่มีต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์และมาให้กำลังใจ แต่อยากจะขอความร่วมมือ หากไม่มีความจำเป็นอยากให้อยู่บ้านติดตามข่าวสาร การเดินทางเข้ามาในพื้นที่ กทม.เป็นจำนวนมากจะส่งผลกระทบเรื่องการจราจร ความแออัด ทั้งนี้ ยังตอบไม่ได้ว่ามวลชนจะให้ความร่วมมือหรือไม่ การขนคนเข้ามาใน กทม.นั้น คสช.ยังติดตามสถานการณ์ ต้องรอให้เวลากระชั้นชิดเข้ามาอีกหน่อยถึงจะทราบความเคลื่อนไหวได้ เบื้องต้นทางแม่ทัพภาคทั้ง 4 กองทัพภาค ได้กำชับ กกล.รส.ทุกพื้นที่ได้เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของทุกกลุ่ม เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองสงบเรียบร้อย และหากมีกิจกรรมใดที่จะส่งผลให้มีการขนมวลชนเข้า กทม. กกล.รส.ต้องเข้าไปพบปะพูดคุยสร้างความเข้าใจ ขอร้องให้ยึดกระบวนการยุติธรรม ไม่ให้ใช้มวลชนมากดดัน หรือใช้คนหมู่มากปฏิบัติการให้อยู่เหนือกฎหมาย การส่งกำลังทหารลงพื้นที่ไปขอความร่วมมือกับมวลชน ไม่ใช่การสกัดกั้น แต่ขอความร่วมมือ โดยจะไปพบผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น เพื่อให้ชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจว่าไม่ว่าจะอยู่ในช่วงการตัดสินคดีหรือสืบพยานขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบ ไม่เคลื่อนไหว หรือขนมวลชนจนทำให้วุ่นวาย

กำชับ 1 เดือนกัดติดเข้มทุกกลุ่ม

รายงานข่าวจาก คสช.กล่าวอีกว่า ขอให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายเคารพในคำตัดสินของศาล ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร ทุกคนต้องเคารพและยึดถือตามนั้น เนื่องจากทุกคนอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกัน ไม่ควรกลัวหรือกังวลในสิ่งที่ถูกต้อง ใครผิดก็ว่าไปตามผิดหากไม่ผิดก็ไม่ถูกลงโทษ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาล ต้องเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมของประเทศ เมื่อมีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกัน เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายไปในฐานที่ถูกต้อง หากเชื่อมั่นว่ามีความบริสุทธิ์ก็ไม่ต้องเกรงกลัว โดย พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.ได้เน้นย้ำให้ กกล.รส.ติดตามความเคลื่อนไหวของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ในช่วงระยะเวลา 1 เดือนจนกว่าจะถึงวันตัดสินของศาล

“เหวง” โวยอย่าห้ามกองเชียร์ “ปู”

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิพากษาคดีจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ วันที่ 25 ส.ค.ว่า กระบวนการพิจารณาเห็นว่าศาลได้ให้ทั้ง 2 ฝ่ายต่อสู้กันเต็มที่ หลังจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังมีโอกาสแถลงปิดคดีด้วยวาจาวันที่ 1 ส.ค. และยื่นคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรวันที่ 15 ส.ค. วันแถลงปิดคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องเตรียมข้อมูลพิสูจน์ตัวเองเกี่ยวกับนโยบายที่ทำให้ ประชาชนอย่างเต็มที่ จะมีความหมายทางการเมืองในอนาคตแน่นอน การเปิดโอกาสให้ต่อสู่คดีเช่นนี้ จึงมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของศาล ส่วนมวลชนที่มาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ 21 ก.ค.มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. พูดข่มขู่ว่าจะดำเนินการกับผู้ก่อความวุ่นวายก่อนวันที่ 21 ก.ค.ทำให้คนมากันมาก มีคนมาห้ามเหมือนยิ่งยุ อยากให้ข้อคิด พล.อ.ประยุทธ์ว่า วันที่ 1 และ 25 ส.ค. ไม่ควรห้ามปรามประชาชนอีก ไม่เช่นนั้นคนจะมากันเยอะกว่าวันที่ 21 ก.ค.และการบริหารจัดการหน้าศาลจะลำบาก หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาคนที่เสียหายจะเป็นรัฐบาลเอง

“วิรัตน์” ชี้ช่อง 2 ขยักยังอุทธรณ์ได้

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ในฐานะหัวหน้าฝ่าย กฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คดีนี้ สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า ผู้ถูกกล่าวหาจะหนีหรือไม่หนี และมีสื่อมวลชนสอบถามมาก ตนไม่สามารถตอบแทนได้ว่าจะหนีหรือไม่หนี แต่ถ้าจะหนีในคดีนี้ ต้องทำความเข้าใจขั้นตอนของคดีตามรัฐธรรมนูญปี 2560 บัญญัติไว้ก่อนว่า คดีนี้มี 2 ขยัก คือขยักที่ 1 พอศาลฯตัดสินแล้ว ขยักที่ 2 จำเลยมีสิทธิจะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลได้ ตามที่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนด หากศาลให้ประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์ ประกันตัวที่สูง สมมติว่าถ้าคิดจะหนีน่าจะไปในช่วงนี้จะดีกว่า เพราะถ้าจะไปช่วงขยักแรกจะเป็นที่เพ่งเล็งของสังคม จึงคาดว่าน่าจะมาฟังคำพิพากษาของศาลก่อน

ไม่แปลกนัดชี้ขาดพร้อมคดี “บุญทรง”

“ส่วนกรณีที่ศาลฯนัดให้ฟังคำพิพากษาในวันเดียวกับคดีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กรณีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) นั้น ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะองค์คณะผู้พิพากษาเป็นคนละชุดกับคดีแรก องค์คณะฯอาจจะเขียนคำพิพากษาเสร็จแล้ว และนัดอ่านให้ฟังคำพิพากษาในคราวเดียวกัน โดยที่มวลชนที่มาให้กำลังใจหรือมาสนับสนุนก็มาคราวเดียวกันเลย ไม่ต้องมาหลายรอบก็เป็นได้ ขึ้นกับศาลท่านพิจารณา” นายวิรัตน์กล่าว

“มาร์ค” เชื่อไม่จุดไฟการเมืองร้อน

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการสร้างความปรองดอง และไม่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงขึ้น เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบและทุกคนต้องพยายามไม่ให้มีความร้อนแรงหรือความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก ขอให้ทุกฝ่ายได้เคารพกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ไม่ควรนำกรณีดังกล่าวมาเป็นเงื่อนไขในการต่อรองเกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง ต้องให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย คดีจำนำข้าวนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามพร้อมเสนอข้อมูลต่างๆให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่การพิจารณาต่างๆนั้นจะขึ้นอยู่กับผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องว่ากันไปตามกระบวน การยุติธรรม

กรธ.ย้ำทำผิดไพรมารีไม่มียุบพรรค

อีกเรื่อง นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงประเด็นโทษยุบพรรค หากกระทำผิดในขั้นตอนการทำไพรมารีโหวต ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่มีการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายว่า กรธ.ไม่มีการคุยถึงเรื่องนี้ และไม่มีข้อเสนอเรื่องดังกล่าวให้ กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ที่ กรธ.ได้เสนอไปคือเรื่องกระบวนการทำไพรมารีโหวตให้ถูกต้อง และไม่ให้เกิดปัญหา ภายหลัง ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เคยให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้แล้วว่า เรื่องการทำไพรมารีโหวตจะไม่มีโทษยุบพรรคการเมือง คิดว่าหากไปเพิ่มโทษยุบพรรคในกรณีดังกล่าวจะขัดกับรัฐธรรมนูญ 60 ได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดโทษของการยุบพรรคไว้ชัดเจนว่ามีเรื่องใดบ้าง เช่น การล้มล้างการปกครองหรือการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคง

พิจารณาคดีลับหลังไม่ตั้งธงฟันใคร

นายอมรกล่าวอีกว่า ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประเด็นการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย และการนับอายุความของคดี เรื่องเหล่านี้เป็นไปตามหลักสากล และจะส่งผลดีกับกระบวนการพิจารณาคดี เพราะมีปัญหาเรื่องผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนี ทางฝั่งโจทก์ที่ยื่นฟ้องก็ต้องการความเป็นธรรม รวมทั้งฝ่ายพยานอายุจะมากขึ้น หลักฐานหรือความจำอาจคลาดเคลื่อนได้ แต่เราได้กำหนดให้จำเลยอุทธรณ์ได้ ถือว่าเป็นการย้อนหลังที่เป็นประโยชน์ เพราะให้สิทธิเขา เรื่องที่กำหนดไว้เหล่านี้ไม่ได้เจาะจงหรือมีเจตนาที่จะเล่นงานใครตามกระแสข่าว กำหนดไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีเท่านั้น

พท.โวยเล่นงานตั้งแต่ยังไม่ขึ้นชก

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย คณะทำงานติดตามร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในหลักการเรื่องไพรมารีโหวตคือกระบวนการภายในพรรค เพื่อให้ได้ผู้สมัคร โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วม ทุกพรรคก็ต้องปฏิบัติตามนั้น โดยมีกรรมการสรรหาไม่น่าจะไปถึงขนาดให้ กกต.มายุ่งเกี่ยวกิจการภายในพรรค กกต.ควรจะมีบทบาทนับตั้งแต่พรรคการเมืองสรุปได้แล้วว่าจะส่งใครลงสมัคร ส.ส. เมื่อผ่านกระบวนการนั้นแล้ว กกต.ค่อยเข้ามาดู ไม่เช่นนั้นจะมีเรื่องร้องเรียนกันมากมาย คนในพรรคจะร้องเรียนกันเอง ไม่มีประเทศไหนที่ให้ กกต.เข้ามาก่อนขึ้นเวที นักมวยจะขึ้นชก แต่โดนเล่นงานตั้งแต่อยู่ข้างล่าง ดังนั้น ไม่เห็นด้วยในหลักการอย่างแรง หวังว่าคณะ กมธ.ร่วมจะทบทวนแก้ไข ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาวุ่นวายตามมาอีกมาก ในความเป็นจริงแล้วทุกพรรคทำมากกว่าไพรมารีโหวตด้วยซ้ำ เช่นทำโพลในพื้นที่ เพราะต้องการผู้สมัครที่มีโอกาสได้เป็น ส.ส.มากที่สุด

ฉะคนร่างไม่เคยลงสมัครเน้นสะใจ

นายสามารถกล่าวว่า น่าเป็นห่วงว่าเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ อาจทำให้สามารถเลือกตั้งได้อย่างราบรื่นสุจริตเที่ยงธรรม คนที่คิดเรื่องนี้ไม่เคยลงสมัคร ส.ส.แม้แต่คนเดียว แล้วก็มาเขียนแบบเอามันสะใจ ในที่สุดก็มีปัญหาต้องมาแก้ไขใหม่ เมื่อถามว่า เป็นการตั้งใจสกัดพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายสามารถตอบว่า เป็นไปได้ทั้งนั้น น่าเป็นห่วงในเรื่องการเลือกปฏิบัติ เมื่อดูที่มาที่ไปของคนที่ร่างก็กังวลในเรื่องความไม่เป็นกลาง วันนี้ทุกอย่างก็มาลงที่นี่หมด โดนยุบพรรคมาสองครั้ง คนในพรรคก็ทยอยติดคุกไปหลายคน

“นพดล” ติงไพรมารีถึงจำคุกก็เกินไป

นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กระบวนการคัดเลือกผู้สมัครเป็นกระบวนการภายในของพรรคการเมือง ควรไว้วางใจกรรมการบริหารพรรคการ บทลงโทษที่พูดถึง เช่น ตัดสิทธิทางการเมือง ไม่เข้าใจว่าจะตัดสิทธิใคร ว่าที่ผู้สมัครของพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค โทษปรับจะปรับใคร เมื่อเป็นเรื่องภายในของพรรคการเมือง จำเป็นต้องมีโทษจำคุกหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่การกำหนดบทลงโทษจำคุกมันเกินไปหรือไม่ ยังมีวิธีเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายหลายวิธี เช่น ให้จัดไพรมารีโหวตใหม่หรือห้ามบุคคลที่ก่อปัญหาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมของพรรคการเมืองระยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้าจะกำหนดโทษเช่นนี้จริง อยากให้ กมธ.ร่วมพิจารณาให้รอบคอบเหมาะสม ที่สำคัญอยากให้เริ่มที่การสนับสนุนส่งเสริมพรรคการเมืองมากกว่าการควบคุมลงโทษ

แค่เรื่องภายในควรจบในพรรค

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ระบบไพรมารีโหวตที่กำลังพูดถึงนี้ ไม่ได้ทำเต็มรูปแบบเหมือนในสหรัฐอเมริกา เป็นเพียงการหยั่งเสียงผู้สมัครเท่านั้น ทุกพรรคที่อยากเป็นสถาบันทางการเมืองควรมีการหยั่งเสียงผู้สมัคร และไม่ใช่จำกัดแค่สมาชิกพรรค แต่ควรหยั่งเสียงประชาชนในพื้นที่เลือกตั้ง เมื่อได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรกไม่คิดจะเป็นเรื่องใหญ่โต แต่เมื่อคนเขียนกฎหมายให้อำนาจ กกต.ให้ใบเหลืองใบแดง ในกระบวนการนี้จึงมีความวุ่นวายเกิดขึ้น ตอนนี้ปรับลดลงมา แต่ยังคงมีโทษอยู่ถึงขั้นจำคุก จึงไม่เห็นด้วย เมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในพรรค หากทุจริตก็เป็นการทุจริตพวกเดียวกันเอง สุดท้ายประชาชนจะเห็นแล้วคงเลือกพรรคอื่น จึงอยากให้เรื่องนี้จบแค่ภายในพรรคไม่ต้องมีโทษจำคุกมาลงโทษอะไร

ยันต้องเป็นประโยชน์พัฒนา ปชต.

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องไพรมารีโหวตกำลังจะมีการตั้งกรรมาธิการร่วมมาพิจารณา ขอรอดูตรงนั้นให้ชัดๆว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ยืนยันในหลักการว่า การจะทำอะไรต้องให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย จึงต้องดูก่อนว่าจะออกมาเป็นแบบนั้นหรือไม่

“อภิสิทธิ์” แนะเอาผิด กก.บห.ดีกว่า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณี สนช.เสนอปรับแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง เพิ่มโทษยุบพรรค หากทุจริตการทำไพรมารีโหวตว่า เห็นความพยายามที่จะเขียนให้กฎหมายมีผลบังคับ เหมือนก่อน หน้านี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า หากปล่อยให้พรรคดำเนินการ เรื่องไพรมารีโหวต และหากมีปัญหาความไม่ถูกต้อง จะมีบทลงโทษอย่างไร เนื่องจากหากทำให้กระบวนการมีผลโมฆะเป็นเรื่องยาก เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ แนวทางขณะนี้จึงให้ลงโทษกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) หรือหัวหน้าพรรคทำได้ ส่วนตัวไม่มีปัญหา แต่หากมองว่าเป็นเรื่องพรรคอาจนำไปสู่การยุบพรรค จึงอาจเป็นข้อโต้แย้ง เนื่องจากการกระทำของบุคคลและจะนำไปสู่การยุบพรรคของประชาชนเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ยกเว้นกรณีที่พิสูจน์ได้ ที่ผ่านมาเสนอมาตลอดว่าควรลงโทษคณะ กก.บห.พรรคแทนการยุบพรรค แต่เรื่องใหญ่กว่าการลงโทษการทุจริตระบบไพรมารีโหวตคือ ทำอย่างไรให้เกิดการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคและประชาชนในวงกว้างมากกว่า ส่วนกรณีอาจมีการกลั่นแกล้งเพื่อให้มีการลงโทษนั้น ยอมรับว่าก็กังวล เพราะทางการเมืองมีเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว จึงต้องเขียนบทลงโทษผู้กลั่นแกล้งด้วย

“องอาจ” เชื่อแม่น้ำ 5 สายไม่หมกเม็ด

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กระบวนการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ กรธ. และ สนช.มีความเห็นต่างกันจนตั้ง กมธ.ร่วมว่า การที่ กรธ.ยกร่างมาแล้วแก้ไขใน สนช. เป็นเรื่องปกติของการพิจารณากฎหมาย ไม่มองว่ามีเรื่องลับลมคมในเพื่อหวังผลทางการเมือง รับงานใครมายื้อเวลาให้ยาวขึ้น การปรับปรุงแก้ไขเกิดขึ้นได้ปกติอยู่แล้ว แต่สังคมอาจสงสัยว่า สนช. กรธ. เป็นแม่น้ำห้าสายด้วยกัน ทำไมมีความเห็นไม่ตรงกันบางเรื่อง ท้ายที่สุดต้องรอติดตาม แต่วันนี้ไม่น่ามีนัยแอบแฝงทางการเมือง ถ้าจะมองเรื่องถ่วงเวลา ถึงแม้จะยื้อจริงก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเวลาเลื่อนเลือกตั้งได้มาก

ป.ย.ป.ลุย ก.ม.ยุทธศาสตร์–ปฏิรูป

วันเดียวกัน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เปิดเผยว่า วันที่ 24 ก.ค.จะมีการประชุมคณะกรรมการ ป.ย.ป.ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เป็นประธานการประชุมว่าด้วยทิศทางและบทบาทของ ป.ย.ป. ภายหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและกลไกรองรับภารกิจตาม พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ และรับทราบรายงานผลการดำเนินการของคณะกรรมการทั้ง 4 คณะใน ป.ย.ป.ว่าด้วยการขับเคลื่อนทั้งการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศ และการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์

รับผลคดีข้าวกระทบปรองดองบ้าง

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ที่ปรึกษาคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวว่า ข้อเสนอสัญญาประชาคมที่จะเสนอที่ประชุมใหญ่ ป.ย.ป.วันที่ 24 ก.ค. จะมีทั้งหมด 15 ข้อ จาก 10 ข้อคำถามที่ได้มีการสอบถามความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ส่วนที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยนั้น อาจมองว่าร่างสัญญาประชาคมที่ออกมาไม่ใช่เรื่องปรองดองก็ได้ เพราะมีเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาทุจริตด้วย ส่วนการตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าวนั้น คณะกรรมการไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุย แต่ยอมรับว่าอาจมีผลกระทบต่อการสร้างความปรองดองด้วยส่วนหนึ่ง ถึงอย่างไรต้องรอฟังคำตัดสินของศาลในวันที่ 25 ส.ค. สุดท้ายต้องรอฟังเหตุผลจากศาลและต้องยอมรับคำตัดสิน

พท.เย้ยได้แค่กระดาษแผ่นเดียว

นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยปฏิเสธลงนามรับร่างสัญญาประชาคม 10 ข้อของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองว่า ใน 10 ข้ออะไรคือความปรองดอง พูดตั้งแต่วัน แรกๆแล้วว่าในที่สุดถ้าเขาไม่ทำตามแบบที่ศึกษากันมาหรือแบบที่ต่างประเทศทำประสบความสำเร็จ ในที่สุดจะได้กระดาษเพียงใบเดียว ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เหมือนแนะแนวการดำเนินชีวิตของประชาชนหรือสอนหนังสือเด็กให้ทำหรือไม่ทำอะไร ถ้าจะถามว่าสำเร็จไหมต้องบอกว่าสำเร็จตามที่เขาวางเป้าหมายไว้คือเปิดรับฟังความคิดเห็น แล้วเอาความเห็นมาประมวล ให้ทุกคนมาปฏิบัติความเห็นนั้น ที่อาจทำให้การทะเลาะเบาะแว้งกันในอนาคตอาจดีขึ้นได้ในบางเรื่อง การเลือกตั้งเรียบร้อย แต่ไม่ได้ทำให้ความเจ็บช้ำน้ำใจหรือความเสียหายที่ผ่านมาจากการทะเลาะเบาะแว้งหมดไป และความปรองดองเกิดขึ้นได้จริง โดยดูได้จากการปฏิบัติของรัฐบาลและ คสช.ที่ไม่มีอะไรบ่งบอกเพื่อความปรองดอง มีแต่ทำให้เกิดการทะเลาะกันตลอด การปฏิบัติยังไม่ทำเลย

มุ่งไล่ล่าฝั่งตรงข้ามยากสมานฉันท์

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯและแกนนำเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับ 10 ข้อร่างสัญญาประชาคม เพราะพิจารณากระบวนการสร้างความปรองดองของ คสช.และเนื้อหาของสัญญาประชาคม มีปัญหาอยู่ทั้ง 2 ส่วน เมื่อกระบวนการผิดทำให้ไปสู่ข้อเสนอและข้อสรุปที่ผิดไปด้วย เหมาะเป็นคำแนะนำต่อการปฏิบัติในชีวิตประจำวันมากกว่า ไม่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงอะไรกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งและความปรองดองเลย คสช.และรัฐบาลพยายามต้องการจะแสดงให้เห็นว่าตั้งใจจะสร้างความปรองดอง แต่จริงๆแล้วไม่ได้ต้องการอย่างนั้นเลย แถลงการณ์ที่ออกมาไม่ได้พิจารณาสถานการณ์ทางการเมืองมากนัก แต่ยอมรับว่าการที่สรุปว่ากระบวนการปรองดองจะล้มเหลว ได้พิจารณาว่ายังคงมีการละเมิดหลักนิติธรรม จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน ยังเห็นถึงการทำลายล้างการเมืองฝ่ายตรงข้าม บิดเบือนทำลายหลักการเลือกตั้ง ระบบรัฐสภา รวมถึงทำลายพรรคการเมืองและระบบพรรคการเมือง สิ่งเหล่านี้จะทำให้สังคมที่มีความขัดแย้งแตกต่างทางความคิด ไม่สามารถหาทางออกโดยการปรองดองได้

ปชป.ขออย่าปิดประตูลั่นดาล

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยแถลงการณ์ไม่เอาด้วยกับสัญญาประชาคมปรองดองว่า เป็นเรื่องปกติและเป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทย แต่ในเมื่อรัฐบาลและ คสช.มุ่งมั่นแล้วต้องเดินหน้าต่อ ทำให้คนในสังคมรู้ถึงความตั้งใจ แม้พรรคเพื่อไทยเขาไม่เอาด้วยครั้งนี้ แต่ยังมีคนจำนวนมาก อาทิ พรรคการเมืองอื่นๆ ภาคประชาสังคม อยากเห็นความสามัคคีในชาติ คสช.คงต้องพยายามแปรเปลี่ยนสัญญาประชาคม 10 ข้อ ให้เกิดผลทางปฏิบัติมากที่สุด วันนี้พรรคเพื่อไทยและผู้มีอำนาจ อย่าเพิ่งปิดประตูตายปรองดองในอนาคต ข้างหน้าหากมีเรื่องที่ทุกคนเห็นพ้อง เช่น มีเรื่องที่ทำแล้วจะเกิดประโยชน์ประเทศชาติเดินหน้า คสช.กับพรรคเพื่อไทยควรหันกลับมาพูดคุยร่วมมือกันอีกครั้ง เพราะคนไทยอยากเห็นการปรองดอง แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คิดว่าไม่ยากเกินไปถ้ามุ่งมั่นร่วมกัน

จี้ คสช.แจงข่าวกลั่นแกล้ง “ทักษิณ”

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มเปิดเวทีปรองดองมา ตนเข้าร่วมทั้งหมด 4 ครั้งต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งในที่ประชุมทุกครั้งเห็นว่าราบรื่น ไม่มีข้อโต้แย้งจากฝ่ายใด มีแต่ข้อเสนอที่ติติงเพื่อให้บ้านเมืองขับเคลื่อนไปได้ ที่จริงความคิดต่างไม่ใช่สิ่งน่ากลัว ที่น่ากลัวคือการบิดเบือนข้อเท็จจริง การปลุกปั่นให้ประชาชนเข้าใจผิดคือปลุกปั่นว่ามีการรังแกนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและครอบครัว คสช.ต้องชี้แจงว่าเป็นเรื่องการรังแกหรือเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมจากคดีความในอดีต เมื่อฝ่ายใดไม่ยอมรับการปรองดอง เป็นหน้าที่รัฐต้องชี้แจงอย่างมีเนื้อหาชัดเจน ฝึกแม่ไก่ให้ไปสอนลูกไก่ กระจายไปในหมู่บ้าน ตำบลต้องเน้นเนื้อหาอย่าเน้นแค่รูปแบบไม่อย่างนั้นเสียเงินเสียเวลาเปล่า

ซัดยุทธศาสตร์ 20 ปีมัดคอรัฐบาล

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่โรงแรมมณเฑียรริเวอร์ไซด์ ถนนพระราม 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ บรรยายพิเศษหัวข้อ “กฎหมายปกครองและกฎหมายรัฐธรรมนูญ” ให้นักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารจัดการภาครัฐ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญมีความสำคัญมากในแง่การกำหนดกติกาโครงสร้างของประเทศ เป็นการวางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่วางไว้ตามหลักประชาธิปไตย ประเทศ ไทยเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญมาก นอกจากนี้ปัญหาประชาธิปไตยของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย แต่อยู่ที่การนำไปใช้มากกว่า ขอถามว่าขณะนี้ใครมั่นใจการทำประชาพิจารณ์ของรัฐบาลในเรื่องต่างๆบ้าง เห็นมีแต่คนเรียกร้องว่าประชาชนไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีก็เช่นกัน ประชาชนบางคนยังไม่ทราบ แต่รัฐบาลระบุว่าทำประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันเรามีปัญหาเรื่องกฎหมายมากขึ้น โลกยุคสมัยเปลี่ยนไปเร็วมาก กฎหมายตามไม่ทัน คนเขียนกฎหมายอาจคิดว่าดีแล้ว แต่ในทางปฏิบัติจริงอาจเกิดปัญหาขึ้นได้ ตนไม่เห็นด้วยกับการเขียนรัฐธรรมนูญอย่างนี้ เพราะขัดกับเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างมาก ทั้งการจำกัดบทบาทของรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารต่อจากนี้ เช่น การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

“พิชัย” เย้ย รบ.ติดกับดักประชานิยม

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานและทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาว่าการแก้ปัญหาเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ไม่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ผ่านมาอาจเน้นประชานิยม ทำให้ปัญหายังคงวงเวียนอยู่นั้น พล.อ.ประยุทธ์อาจไม่เข้าใจระบบการบริหารงานของรัฐบาลทั่วโลก การช่วยคนมีรายได้น้อยไม่ว่าจะเรียกว่าประชานิยมหรืออะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเป็นอย่างแรกและเป็นหน้าที่หลัก เพราะการช่วยเหลือคนจนและคนด้อยโอกาสให้มีรายได้ที่มากขึ้นนั้น จะทำให้คนเหล่านี้มีกำลังจับจ่ายมากขึ้นความเป็นอยู่ดีขึ้นตัวเลขจีดีพีจะสูงขึ้นด้วย ไม่ใช่ใส่ร้ายว่าประชานิยมทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลติดกับดักไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจประเทศได้ ปัญหาจะเกิดขึ้นตามมา ความเหลื่อมล้ำจะมากขึ้น หากรัฐบาลยังติดกรอบเรื่องประชานิยม และการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เลือกตั้งเมื่อไหร่ พรรคเพื่อไทยก็จะชนะแน่นอน ที่ผ่านมาผลสำรวจจากโพลต่างๆระบุว่า การใช้จ่ายงบประมาณของประชาชนน้อยลง และขอให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว รวมทั้งผลโพลที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้เกิดจากประชาชนคิดถึงนโยบายประชานิยมใช่หรือไม่