วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ป๊อด โมเดิร์นด็อก กับความสุขที่เผยตัวตนผ่านศิลปะและเสียงเพลง

เป็นหนึ่งในศิลปินที่พร้อมสร้างความสุขและอิ่มบุญไปพร้อมกัน สำหรับนักร้องหนุ่ม ป๊อด ธนชัย อุชชิน หรือที่รู้จักกันดีในนาม ป๊อด โมเดิร์นด็อก ที่กำลังจะเตรียมขึ้นคอนเสิร์ต “Green Concert #20 ปุ๊ ปาน ป๊อด The 3 Masters” ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตประจำปีของคลื่นกรีนเวฟ 106.5 FM ที่จัดมาเป็นครั้งที่ 20 แล้ว งานนี้นอกจากเจ้าตัวจะได้ปะทะฝีมือกับ 2 นักร้องสาวคุณภาพ ปุ๊ อัญชลี จงคดีกิจ และ ปาน ธนพร แวกประยูร บนเวทีเดียวกันเป็นครั้งแรก ยังมีแขกรับเชิญอย่าง แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข, ติ๊นา คริสติน่า อากีล่าร์, แอม เสาวลักษณ์ ลีละบุตร ที่มาร่วมสร้างสีสันบนเวทีอีกด้วย แต่จะสนุกแค่ไหนต้องตามไปดูในวันที่ 9-10 ก.ย.นี้ ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

และในวันนี้ “บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” ชวนพี่ป๊อดของทุกคนมาพูดคุยถึงการขึ้นคอนเสิร์ตครั้งนี้ รวมถึงเรื่องราวความสุขในปัจจุบันของเขา ทั้งงานศิลปะที่เผยตัวตนผ่านภาพแอ็บสแตร็ก ไปจนถึงผลงานเพลงชุดใหม่ แถมท้ายด้วยเรื่องราวส่วนตัวของหนุ่มคนนี้ด้วย

พูดถึงคอนเสิร์ตครั้งนี้ “Green Concert #20”?
“สำหรับคอนเสิร์ตปุ๊ ปาน ป๊อด เป็นกรีนคอนเสิร์ตหมายเลข 20 เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ประจำปีของกรีนเวฟ ซึ่งปีนี้ผมได้รับเกียรติให้เป็นส่วนหนึ่งของศิลปินที่มาร่วมคอนเสิร์ตครั้งนี้นะครับ ความพิเศษอันดับแรกเลยคือ ร่วมเล่นคอนเสิร์ตกับพี่ปุ๊ อัญชลี สำหรับผมพี่ปุ๊คือตำนาน เราเป็นแฟนเพลงพี่ปุ๊ตั้งแต่มัธยมต้นครับ การที่จะได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตจริงจังกับพี่ปุ๊ถือเป็นเรื่องพิเศษมาก ก็เลยตัดสินใจว่าคอนเสิร์ตนี้น่าเล่นมาก รวมถึงปานก็เป็นรุ่นน้องที่คณะในมหาวิทยาลัย เคยร่วมงานกันครั้งนึงในคอนเสิร์ตปานป๊อดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้มีทั้งปุ๊ ปาน และป๊อด ก็พิเศษมากขึ้น

ความจริงผมมีโอกาสได้เล่นกรีนคอนเสิร์ตมาบ้าง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ครั้งแรกเลยน่าจะ 7 ปีมาแล้วนะครับ คือคอนเสิร์ต 7 Divos ตอนนั้นมีพี่ก้อง ว่าน เบน อ๊อฟ เป็นประสบการณ์ที่เราเคยผ่านมาแล้ว สำหรับคอนเสิร์ตทางเอไทม์ หรือทางกรีนเวฟ ก็เริ่มคุ้นเคยครับ”

การเตรียมโชว์ร่วมกันเป็นยังไงบ้าง?
“คือถ้าในแง่ของการที่เราได้มาร้องร่วมกัน 3 คนก็ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต ผมเคยร้องเพลงกับพี่ปุ๊มาแล้ว คอนเสิร์ตบอยป๊อดของผมเคยเชิญพี่ปุ๊มาเป็นแขกรับเชิญ เคยร้องกับปานเป็นคอนเสิร์ตคู่ แต่การที่มาร้องกัน 3 คนเป็นอีกเคมีนึง ปรากฏว่าพอมาซ้อมในห้องแล้วมันไหลมาก แต่ละท่านก็เป็นมาสเตอร์จริงๆ มีความพร้อมในเรื่องจิตใจ บรรยากาศเท่าที่ได้สัมผัสตอนนี้มันง่าย ส่วนเรื่องไอเดียในคอนเสิร์ต พี่ปุ๊เริ่มหันมากระซิบผมว่าเพลงนี้ไหมที่จะร้องคู่กัน ทางทีมงานก็ตั้งใจอยากให้คอนเสิร์ตนี้มันพิเศษมากๆ ทั้งแขกรับเชิญส่วนตัวของเราเอง รวมถึงพี่ปุ๊และปานเอง”

ร่วมงานกับปุ๊ อัญชลี และปาน ธนพร เป็นไงบ้าง?
“พี่ปุ๊นี่เป็นยอดมนุษย์คนนึงเลยนะครับ เป็นคนจิตใจเบิกบาน คิดบวก อยู่ใกล้แล้วมีความสุขครับ เพราะฉะนั้นเวลาทำงานร่วมด้วยแล้วมันง่าย ลื่นไหล ไม่กดดันครับ ส่วนปานนี่มุกเยอะมากนะครับ เป็นคนตลกมากนะครับ จริงๆ แล้วเป็นคนน่ารัก แต่เขาบอกเองว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่อง เพราะฉะนั้นเขาสามารถที่จะเล่าเรื่องดราม่าหนักๆ ออกมาได้ ไม่ได้เป็นเจ้าแม่ดราม่า เป็นเจ้าแม่สวดมนต์ (หัวเราะ) ผมคิดว่ามันเป็นงานที่ผ่อนนะครับ หมายถึงว่าในแง่ความรู้สึกจิตใจ ไม่ใช่งานที่กดดัน ส่วนความเข้มข้นในคอนเสิร์ตเนี่ย เดี๋ยวค่อยไปเพิ่มในกระบวนการอีกทีนึงครับ”

ถามถึงแขกรับเชิญของเรา ทำไมถึงเลือกแสตมป์?
“สำหรับแสตมป์เนี่ย ถ้าเป็นเกสต์ของผมคือจะเป็นคนที่เป็นทางเดียวกัน แสตมป์เหมือนเป็นรุ่นน้องที่สายทางวิธีคล้ายๆ กัน เป็นนักเขียนเพลง เป็นนักร้องที่ร้องเพลงที่ตัวเองแต่ง เป็นคนที่มีแนวคิด เพลงที่เขาฟังหรือมุมมองจะซิงค์กัน ก็เลยคิดว่าเป็นอีกแบบนึง คิดว่าทางคอนเสิร์ตก็ตั้งใจว่าจะมีแบบที่คอนทราสต์ไปเลยอย่างพี่ปุ๊กับพี่ติ๊นา หรือเหมือนกันหนักๆ เพิ่มเลเวลก็เป็นปานกับพี่แอม แต่ของผมจะเป็นรุ่นน้องรุ่นพี่ครับ แต่ในแง่มุกความแพรวพราวของสแตมป์เขาเหลือเฟืออยู่แล้ว

กับแสตมป์ก็ร่วมงานกันบ่อยครับ ตอนอัลบั้มชุดก่อนหน้าเนี่ยเราเคยเขียนเพลงร่วมกันชื่อเพลง “เงินล้าน” เพลงนั้นได้รางวัลเพลงยอดเยี่ยมแห่งปีจาก 5 สถาบันครับ (แสดงว่าเพลงนี้น่าจะได้เห็นในคอนเสิร์ตแน่นอน?) เออ...ก็น่าสนใจเนอะ (ยิ้ม) ชุดนั้นผมเชิญแสตมป์มานั่งแต่งด้วยกัน 2 เพลง ก็เห็นวิธีคิด ได้จูนกันมาบ้างแล้ว คือผมถูกแสตมป์เรียกให้ไปเป็นเกสต์หลายครั้ง อย่างคอนเสิร์ตใหญ่ของเขาที่อิมแพ็ค หรือคอนเสิร์ตมันใหญ่มากที่เขาใหญ่ สแตมป์เล่นเป็นเฮดไลน์เลยนะตอนนั้น คนน่าจะประมาณ 4-5 หมื่นคน ก็ขึ้นไปร้องเพลง “ตาสว่าง” สนุกมาก

สแตมป์เนี่ยความคิดเขาเยอะนะ เราก็มีไอเดียของเราด้วย เดี๋ยวจะต้องเอามาเลือกว่าเอาอันไหนดีครับ ถามว่ามีได้คุยกันไหมว่าจะทำอะไรให้ต่างจากเดิม ตอนนี้ผมนึกเอาไว้แล้วล่ะ แต่เดี๋ยวต้องมาทดลองกันด้วยว่าลองแล้วเวิร์กไหมครับ รวมถึงทีมงานด้วยเพราะทางกรีนคอนเสิร์ตก็มีทีมงานที่หนาแน่นมาก พร้อมที่จะคอยผลักอะไรแปลกๆ ท้าทาย ผมเชื่อว่าอย่างนั้นนะ”

กลับมาร่วมงานกับเอไทม์อีกครั้งแฮปปี้มากแค่ไหน?
“มันเหมือนเราคุ้นเคยนะครับ ทีมงานเราเจอกันอยู่เรื่อยๆ ถึงช่วงที่เราไม่ได้ทำกับเอไทม์ เราก็เอาเพลงของโมเดิร์นด็อกมาขอให้รายการกรีนเวฟ อีเอฟเอ็มเปิดบ้าง เพราะฉะนั้นเราคุ้นเคยกันตลอดครับ เลยเหมือนเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงครับ และอันนี้เป็นงานบุญด้วยไงครับ ผมก็รู้สึกว่ากรีนคอนเสิร์ตแต่ละครั้งจะมีรายได้ไปช่วยที่นั่นที่นี่ และครั้งนี้ไปช่วยซื้อเครื่องกระตุกหัวใจสำหรับผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น การทำคอนเสิร์ตตรงนี้ได้มีส่วนช่วยชีวิตคน ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีครับ นอกเหนือจากได้ร่วมงานกับพี่ปุ๊ ปาน อีกอันนึงคือ คอนเสิร์ตนี้มันช่วยหารายได้ให้การกุศล คือทั้งคนดูก็มาร่วมสร้างกุศลด้วยกัน มันเป็นคอนเสิร์ตที่ได้ประโยชน์ครับ”

คาดหวังกับคอนเสิร์ตนี้ยังไงบ้าง?
“ผมคาดหวังความ... เอาจริงๆ ก็เอนเตอร์เทนเนอะ ได้ออกมาเล่นสนุก คิดว่าน่าจะได้ร้องเพลงอะไรที่แตกต่างไปจากเพลงที่เราทำงานอยู่ทุกวัน อันนี้เหมือนเรามาพักร้อน เหมือนไปเรียนโรงเรียนพิเศษ ไปลงคอร์สอะไรแปลกๆ เหมือนเราลองเปลี่ยนที่บ้าง ออกนอกโซนตัวเองบ้าง ถ้าสังเกตจะเห็นว่าผมจะทำอะไรแบบนี้เป็นระยะ ลองออกจากพื้นที่หรือความเคยชินของตัวเอง จากที่เราเคยเล่นคอนเสิร์ตของเรา ร้องเพลงที่เราแต่ง ลองมาร้องกับคนอื่น ลองให้คนอื่นเล่นให้เราร้องบ้างครับ เป็นความแปลกใหม่ให้กับตัวเอง”

ช่วงนี้เห็นทำอะไรที่ต่างออกไปจากเดิมเยอะเหมือนกัน อย่างเช่นงานศิลปะ?
“จริงๆ ตอนนี้ที่ผมเอ็นจอยที่สุดสำหรับชีวิตตอนนี้คือการทำงานอาร์ต เพนต์ติ้ง ไปจัดนิทรรศการศิลปะที่วูลฟ์แพ็คแกลเลอรี อันนี้เป็นแพชชั่น เป็นความหลงใหลตั้งแต่เด็ก (เห็นว่าเรียนด้านนี้มาด้วยใช่ไหม?) ใช่ครับ ถามว่ามันเป็นการตอบโจทย์จากการที่เรียนมาตั้งแต่เด็กไหม ก็ใช่ครับ เราเรียนคณะครุศาสตร์ สาขาศิลปะ จุฬาฯ เราก็อยากจะทำงานอาร์ต อยากจะเป็นศิลปิน จิตรกร แล้วตอนนี้มันมีเวลาว่างพอที่เราจะจริงจังได้ ก็เป็นภาพแอ็บสแตร็กเลย ถามว่าต้องตีความเยอะไหม ไม่ต้อง แอ็บสแตร็กผมนี่ไม่ต้องตีความ รู้สึกอย่างเดียว

คือแอ็บสแตร็กของผมจะเป็นเรื่องของอารมณ์ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอารมณ์เขียวๆ มันก็จะเขียว วันนี้มันออกฟ้าก็ฟ้า หรือเป็นมัลติคัลเลอร์ เป็นเส้น ที่ว่าง มันเป็นเรื่องของอารมณ์ที่เรารู้สึกวันนั้น เพราะคอนเซปต์ผมคือการเขียนไดอารี่ออกมาเป็นภาพ ไดอารี่ส่วนใหญ่จะเป็นการที่เราเล่าเรื่องว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง แต่ของผมเป็นไดอารี่ที่ไม่ใช่ภาษา ไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่ภาษาเขียน แต่เป็นภาษาภาพ

ถามว่ายากไหม จะพูดว่าไม่ยากก็ไม่เชิง คือในแต่ละภาพมันสนุกตรงที่ว่าเราจะทำให้รู้สึกว่ามันใช่แล้วจบอะ มันยากง่ายต่างกัน บางภาพมันฟึ่บ...!! มีอยู่ภาพนึงผมก็ฟึ่บ!! เป็นสีสลัดกระจาย 2 ครั้งจบ ขายได้แล้วด้วย (ยิ้ม) น่าจะประมาณ 2 หมื่นนะ (หัวเราะ) แต่มันสวยมากนะ มันไม่ใช่ว่าสลัด 2 ทีแล้วได้ 2 หมื่นนะ แต่บังเอิญว่า 2 ทีเนี่ยมันใช่อะ มันคือวินาทีนั้นที่มีแค่ครั้งเดียวในจักรวาลนี้”

ฟีดแบ็กที่กลับมาหลังจัดนิทรรศการศิลปะเป็นไงบ้าง?
“เราดีใจที่มีคนชอบงานเรา ถามว่าคนที่มาดูเขาว่าไงบ้าง เออ...แปลกดีนะ คนที่มาดูเขาไม่ได้ถามหาความหมายของงานเลยนะ (หัวเราะ) คือไม่มาถามว่าพี่วาดช้างม้าวัวควายรึเปล่า งานผมมันเปิดกว้างไง บางคนที่มาดูก็บอกว่าเห็นมังกร เห็นต้นไม้ เห็นผู้หญิงผูกโบอยู่ตรงนั้น เราก็รู้สึกว่าโอเค เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเห็นแตกต่างกันได้ แต่สำหรับเรา เราไม่มีอะไรที่ไปกำหนดมันเลย คนที่ดูแล้วเห็นอะไร นั่นแหละคือตัวเขาจริงๆ เรารู้เลยว่าคนนี้สนใจศาสนา เขาเห็นกะโหลกในนั้น แล้วเรารู้จักตัวตนเขาด้วยไง เราไม่แปลกใจที่เขาบอกว่าเขาเห็นโครงกระดูกอยู่ในนี้ คือเห็นในสิ่งที่เขาเป็น ทั้งที่เราอาจจะไม่ได้วาดกะโหลกเลย ภาพนั้นน่ะมันคือเขา เหมือนเป็นการสะท้อนคนที่ดูภาพนั้น ซึ่งถูกต้องหมด ไม่มีใครผิด”

แสดงว่าเราติดใจและต้องจัดงานอีกแน่นอน?
“ใช่ ถ้าว่างนะ (หัวเราะ) ที่ผ่านมาก็เพิ่งจัดไปครั้งเดียว ครั้งต่อไปเราจัดแถวใกล้ๆ หอศิลป์กรุงเทพฯ แต่จะอยู่ริมคลองด้านหลัง จะเป็นแกลเลอรีเปิดใหม่ นอกจากนี้ก็มีศิลปินท่านอื่นอีก เจ้าของเป็นช่างภาพมืออาชีพ แล้วเขาทำสตูดิโอนี้ขึ้นมา เขาก็ชวนเราไป ถามว่าต้องทำภาพเพิ่มอีกไหม ผมทำทุกวันอยู่แล้ว ไม่มีคำสั่งก็ทำ (หัวเราะ) คือไม่ใช่เขาบอกว่ามาแสดงให้หน่อยแล้วเรากลับไปทำ คือเราทำของเราอยู่แล้ว ถึงไม่มีคนมาชวนไปแสดงเราก็ทำ เพราะเราชอบทำ”

เพื่อนๆ ที่เห็นผลงานศิลปะของเราว่าไงบ้าง?
“เพื่อนๆ สนับสนุนนะ เข้ามาให้ความเห็นว่ารูปนี้สวยดี ยิ่งเป็นเพื่อนที่เป็นศิลปินศิลปะด้วยกันเขาจะรู้สึกว่า เออ ดีแล้วล่ะ ทำอะไรแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าส่งเสริม สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคือ ผมได้เก็บวันนั้นเอาไว้ คือวันแต่ละวันที่เราผ่านไป อย่างน้อยเรามีหลักฐานบันทึกของวันเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบ”

การที่เราเปิดรับอะไรใหม่ๆ มันมีผลต่อกับงานเพลงชุดใหม่ด้วย?
“ผมทำอย่างนี้ตลอดมานะครับถ้าสังเกต ผมออกอัลบั้มชุดแรกเสร็จแล้วก็ไปเรียนต่อ ผมไปใช้ชีวิตที่ต่างแดนเพื่อเปิด ผมออกชุด 2 เสร็จผมก็ไปอยู่วัดป่า ผมไปเป็นพระป่าก็เพื่อจะเปิดเข้าไปข้างใน ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เปิดเพื่อจะทำอัลบั้มชุดต่อไป ถามว่าคืบหน้าไปถึงไหน ไม่กำหนดแล้วครับ (หัวเราะ) ยังไปเรื่อยๆ จะออกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

แฟนๆ จะได้เห็นเพลงชุดใหม่ในแบบที่ต่างไปจากเดิมไหม?
“เอาจริงๆ นะ แฟนเพลงลองฟังให้ครบ 6 ชุดก่อน อย่าเพิ่งถามหาชุดใหม่ (ยิ้ม) ผมอยากแนะนำให้ฟังทุกชุดจริงๆ เพราะว่าตั้งใจทำทุกชุดแหละ”

เพลงของโมเดิร์นด็อกมีทั้งเพลงที่เข้าถึงได้ และบางเพลงที่อาจจะเข้าถึงยากเหมือนกัน?
“คือผมคิดว่าจริงๆ โมเดิร์นด็อกไม่ใช่วงแมส ผมพูดแบบนี้เลย มันแมสอยู่ไม่กี่เพลงหรอก แต่เพลงแมสเนี่ยทำให้วงเหมือนเป็นวงแมส แต่พอเวลาเราทำเพลงจริงๆ เราก็ตามใจตัวเองเหลือเกิน อย่างชุด 5 นี่ก็แบบ... (ยิ้ม) แต่พออายุผู้ฟังมาบรรจบกับผู้ทำในขณะเดียวกัน อาจจะเข้าใจมากขึ้น เหมือนผมทำชุด 5 เนี่ย ผมทำตอนอายุใกล้ 40 มันคือความคิดของคนจะ 40 ไง

ทีนี้เด็กๆ ที่ฟังตอน ม.5 หรือเรียนมหาวิทยาลัยอาจจะไม่ได้รู้สึกคล้อยตามไง และมีแฟนเพลงหลายคนที่บอกว่าพอเขาโตมาแล้วเข้าใจชุดนั้น เพราะชีวิตเขาไปเจออะไรที่อาจจะคล้ายๆ เราแล้วเขาเริ่มที่จะเงี่ยหูฟังมุมมองนี้ หรือใจเปิดแล้วที่จะฟังเรื่องแบบนี้ครับ ถ้าผมทำต่อไปจนอายุ 60 ก็ลองฟังดูว่าอายุ 60 จะพูดแบบไหน

แต่ถ้าอายุ 70 ผมคงไม่ทำบุษบา คนถามว่าทำไมไม่ทำแบบที่คุ้นเคย หรือที่คนฟังได้ แล้ววันนึงที่อายุเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ล่ะ เราจะยังอยู่ที่ตรงนั้นเหรอ เราก็ต้องทำตามที่เราเข้าใจดีกว่า อย่างสมมติเรามองเรื่องนี้ เราไม่ได้มองเหมือนตอนอายุ 23 แล้ว พอเราอายุ 40 เราก็จะมองอีกแบบ อายุ 50 ก็มองอีกแบบนึง ดนตรีมันก็ไม่เหมือนกัน"

มีคิดอยากทำในสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมไหม?
“มีครับ แต่ก็ยังมีความเป็นโมเดิร์นด็อกคือเสียงของเรา อาจจะเป็นลักษณะที่เป็นแอ็บสแตร็กก็ได้ คือเป็นอารมณ์ความรู้สึก อาจจะไม่ใช่ว่าต้องเป็นคอร์ดแบบนี้ หรือดนตรีหนักๆ แบบนี้ แต่เป็นเรื่องแก่นมากกว่าครับ”

พูดถึงมุมส่วนตัวของเราบ้าง หลายคนไม่ค่อยได้เห็นมุมนี้สักเท่าไร?
“ดีแล้ว (หัวเราะ) กับที่คนมองว่าผมโลกส่วนตัวสูง อาจจะเข้าถึงยากรึเปล่า อืม (นิ่งคิดอยู่พักใหญ่) คือเราเป็นคนที่บอกตัวเองผ่านเพลง ผ่านงานศิลปะไปแล้วไง เราก็รู้สึกว่าเราก็เปลือยในระดับนึงแล้วนะ ก็บอกผ่านตรงนั้นไปดีกว่า ไม่งั้นเราคงไม่เหลือพื้นที่อะไรเลย เหมือนชีวิตเป็นสาธารณะ มันก็ควรมีมุมที่เราสบายใจบ้าง เพราะบางทีเพลงมันก็สื่อหมดแล้ว ขึ้นเวทีก็เต้นจนสุดตัวแล้วครับ แต่จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนที่เข้าใจยากเลยนะครับ แค่เราไม่ค่อยมีเวลาที่จะได้คุยกันมากกว่า จริงๆ เราเป็นคนใจดีนะ (ยิ้ม) ไม่ใช่คนติสต์ๆ แบบเหวี่ยงวีนนะ”

แต่หลายคนมองว่าเราดูมีความเป็นอาร์ติสต์มาก เป็นเพราะเราเงียบๆ ด้วยรึเปล่า?
“ใช่ๆๆ อย่างที่บอกว่าพอเสร็จงานก็เป็นพื้นที่สวิตช์กลับมาเป็นเราละ เราก็เป็นเหมือนคนปกติสามัญชนคนนึง ใส่ขาสั้นไปฟู้ดคอร์ท ซื้อคูปองถือเย็นตาโฟมากิน ก็เป็นชีวิตของเราน่ะ แต่การที่ถูกจับตามอง โดนแอบถ่ายรูป มันก็ธรรมดานะ มันต้องรับได้ดีกว่า คือจะชอบรึเปล่าคงไม่มีใครชอบเนอะ บางทีกินข้าวอยู่มีคนถ่ายวิดีโอ หรือมาเซลฟี่แล้วให้เราเป็นฉากหลัง แต่เราก็ต้องรับให้ได้เพราะในเมื่อเราทำงานตรงนี้ เราได้เงินมากกว่าคนอื่น ด้วยความมีชื่อเสียงทำให้มีรายได้เยอะ ก็ต้องเสียความเป็นตัวเองไปด้วยพร้อมกันครับ”

เรื่องความรักคนก็ยังคงจับตามองว่าเมื่อไหร่จะมีแฟนหรือแต่งงาน?
“อายุขนาดนี้ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว (ยิ้ม) คือความรักของผมเป็นความรักกว้างๆ น่ะ แต่เอาจริงๆ ผมรักตัวเองมาก อาจจะเพราะตรงนี้รึเปล่าที่คนคิดว่าอาร์ติสต์ ความที่เรารักอิสรภาพ เลยเป็นคนชิลๆ รักตัวเอง สบายๆ ครับ ทุกวันนี้สนุกกับการใช้ชีวิตแบบนี้ ยินดีกับผมด้วยเถอะ ไม่ต้องห่วงผมครับ ผมมีความสุข (หัวเราะ)”

สุดท้ายฝากผลงานของตัวเอง?
“ก็ฝากติดตามชีวิตต่อไปอย่างที่สนใจก็แล้วกันนะ (หัวเราะ) มีอะไรที่ดีๆ ก็จะพยายามสร้างสรรค์แบ่งปันกันต่อไปนะครับ ขอบคุณที่เป็นห่วงในสิ่งต่างๆ (ยิ้ม) ก็ฝากติดตามกรีนคอนเสิร์ตหมายเลข 20 ปุ๊ ปาน ป๊อด ขายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ คอนเสิร์ต มีวันที่ 9-10 ก.ย.นี้ แล้วเจอกันครับ”.