บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘ต่อ-สกาย’ เจอของจริง! ข้ามความหล่อ พิสูจน์ตัวเอง สุขใจได้ฉายความสวยงามเด็กออทิสติก

สร้างพลังความสุขซึ้งประทับใจ “Side by Side พี่น้องลูกขนไก่” ซีรีส์กีฬาแบดมินตันโยงใยความสัมพันธ์คู่พี่น้องและความสำคัญของครอบครัว ซีรีส์เรื่องที่ 2 จาก “โปรเจกต์ เอส เดอะ ซีรีส์” จับคู่ 2 หนุ่มฮอต “ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร” พลิกบทบาทครั้งสำคัญเล่นเป็นเด็กออทิสติกในบท “ยิม” และได้เห็นฝีมือการแสดงของ “สกาย-วงศ์รวี นทีธร” กับการ รับบทเป็น “โด่ง” เด็กขี้อิจฉา พร้อมนักแสดงรุ่นใหญ่ทั้ง เปิ้ล-หัทยา และ สู่ขวัญ บูลกุล งานนี้เลยจับทั้ง ต่อและสกาย เผยความยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต!!!

พอรู้ว่าต้องเล่นเป็นพี่น้องกันรู้สึกยังไง? ต่อ “สิ่งที่เราเป็นในบ้านนาดาวของเราคือไม่ค่อยมีกำแพงกัน กับสกายก็อยากเจอ เพราะเราถูกเติมนามสกุลต่อท้ายว่าฮอร์โมนตลอด แต่เราไม่เคยเจอกัน จริงๆถ้าคนดูถึงคู่ พละ-ส้มส้ม จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นของ ไผ่-สไปรท์ มันชัดจนมารู้ว่าคนเขียนบทเดียวกันเลย” สกายล่ะ? “ผมมองว่าพี่ต่อเค้าเท่ (ยิ้ม) ก่อนเล่นเราไม่ค่อยได้สนิทกัน คงเพราะผมเองเป็นคนค่อนข้างมีกำแพงกับคนอื่น จะมีปัญหาช่วงเวิร์กช็อป แรกๆ ต้องใช้เวลาทลายกำแพงนานกว่าคนอื่น” ต่อ “ครั้งนี้เป็นการเวิร์กช็อปแบบใหม่ เมื่อก่อนต้องละลายพฤติกรรมให้เข้ากัน แต่เรื่องนี้เรามาแป๊บนึงก็ถูกจับแยกกัน ครูบิวสร้างสิ่งใหม่ๆ คือละลายพฤติกรรมกันที่ตัวละครเลย แยกกันไปทำให้แข็งแรงก่อนจนวันนึงพอพร้อมก็กลับมาชนกัน ตัวละครผมกับสกาย ความเสี่ยงพอๆกันคือไม่มีความเป็นตัวเองเลย”

ยากขนาดไหนกับบท “พี่ยิม” ของ “ต่อ” และบท “น้องโด่ง” ของ “สกาย”? ต่อ “ตัวละครนี้ผ่านการเดินทางมาไกลมาก ในมุมผมที่เป็นนักแสดง ผมแบ่งบทเป็น 2 ประเภทคือ บทมนุษย์ ใช้ประสบการณ์เราหรือคนอื่นทำความเข้าใจ กับอีกแบบคือบทที่มีความเหนือมนุษย์ คือเราไม่มีทางเป็นแบบนั้น ซึ่งคือครั้งนี้เลยเป็นการข้ามกำแพงอันใหญ่เป็นพิเศษ ครั้งแรกที่ผมดราม่ากับตัวละครนี้ ผมนอยด์ เครียด บทนี้เสี่ยงมาก เล่นแล้วต้องถึง เรื่องนี้ผมอ่านทุกคน งานวิจัย บล็อกเกอร์ ดูคลิป หนังซีรีส์ ผมเสพทุกอย่าง แต่สิ่งที่เจอคือเข้าใจแต่เล่นไม่ได้ จนไปเจอแบบฝึกหัดนึงตอนเข้ามาปีแรก ทำให้ผมเกิดวิธีคิดขึ้นมา เอาคลังข้อมูลมาทับลงไปจนเกิดออทิสติกคนใหม่แบบเราจริงๆ ความยากคือเด็กออทิสติก 100 ก็มี 100 แบบ งั้นเราจะเป็นเด็กออทิสติกคนที่ 101”

ยากแล้วทำไมถึงกล้าเล่น? ต่อ “เพราะมันคือผมไง ผมดื้อด้วยแหละ ผมถูกเตือนเยอะมาก พี่ย้ง-ทรงยศ บอกว่าบทนี้เราเลือกเองนะ ใครก็ช่วยไม่ได้ ถ้าไม่ถึง 4 ปีที่ทำมาจะพังเลย ซึ่งผมชอบความกดดันอยู่แล้ว ผมว่านักแสดง อาชีพจริงๆคือการเล่นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเองแล้วคนดูรู้สึกได้ คำถามคือเราจะทำยังไงในเมื่อ คนจำว่านี่คือผม คือสกาย แต่จะทำยังไงที่เราหันอีกด้านออกมา ผมได้ลองไปใช้ในที่สาธารณะ เช่น ห้าง โรงหนังตอนจะ ปิด ก็สวมตัวละครลงไปและวิ่งพล่านในห้าง คนไทยชอบอี๋เป็นอะไร เราก็สัมผัสได้ว่านี่คือสิ่งที่เด็กออทิสติกได้รับยิ่งผลักดันว่าเรื่องนี้ผมจะต้องทำให้ได้ เรื่องนี้ผมไม่ได้เล่าว่าเด็กออทิสติกเก่ง แต่ทำให้เห็นว่าเด็กออทิสติกสวยงาม ฉายความสวยงามออกมาให้ได้ คำถามคืออะไรคือสิ่งที่ทำให้คนทั่วไปไม่ ให้โอกาสเค้าและกันเค้าออกจากสังคม ทำให้สุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในสถานออทิสติกและมีโลกแค่นั้น จริงๆบางคนยังไม่เข้าใจเลยว่าออทิสติกคืออะไร จุดสูงสุดคือถ้าเรื่องนี้ออกไปแล้วเปลี่ยนความคิดคนได้ผมจะดีใจมากจริงๆ”

สกาย “อินตั้งแต่ได้อ่านบทวันแรก คืออ่านแล้วร้องไห้เลย เรียกว่าเป็นการแสดงที่ท้าทายและยากที่สุดในชีวิตเลยครับ ส่วนใหญ่ตัวผมเองก็ไปประกอบกับพี่ยิม เราเป็นคนดูแล ไปบ้านออทิสติกด้วยกัน หน้าที่ของผมคือทำยังไงให้ได้ ที่ต้องเอาเค้าให้อยู่ ตอนแรกผมก็คิดไม่ทันพี่ยิมนะว่าเค้าไปถึงไหนแล้ว แล้วเราจะดักยังไง (หัวเราะ) ในหัวตัวละครนี้จะเก็บทุกคำพูด ด้วยความที่คาแรกเตอร์เค้าจะขี้อิจฉา ยิ่งเวลาอยู่กับครอบครัว แค่แม่ตักข้าวให้พี่ก่อนก็คิดแล้ว ต้องแสดงออกมาแต่ไม่ได้ชัด ยากมากครับ ตัวตนจริงๆของผมเองก็แทบเป็นคนไม่ค่อยแสดงความรู้สึกกับอะไร รู้สึกแต่เก็บไว้ข้างใน ยิ่งพอมาเป็นคาแรกเตอร์ที่ต้องแสดงออกชัดๆ ไม่เหมือนตัวเราเลย ยิ่งทำให้เราต้องหาตลอดเวลา สังเกตท่วงท่าของคน แค่พาร์ตกีฬาก็ยาก พาร์ตชีวิตก็ไม่ได้ง่าย” ต่อเสริม “ถ้าพี่ยิมเป็นของ น้องโด่งก็เป็นกล่องใส่ของนี้ให้ได้ เค้าต้องดัดผมได้ทุกกรณี”

ทั้งต่อ-สกาย เป็นคนที่แฟนคลับสาวๆเยอะ เรื่องนี้เหมือนได้พิสูจน์ฝีมือว่าเรามีดีกว่าความหล่อ? ต่อ “บางครั้งเรารู้ว่าเราไม่ได้เก่ง เรามีแค่ความตั้งใจ ผลงานบางทีสิ่งที่ สำคัญที่สุดมันไม่ใช่การเอาคนหล่อมารวมกัน แต่สิ่งสำคัญคือเราทำงานได้คุณภาพถึงจริงรึเปล่า” เรื่องนี้ห่วงหล่อไม่ได้? ต่อ “ผมไม่เคยห่วงหล่อเลยนะ แต่เรื่องนี้ผมกลัวน่าเกลียดเหมือนกัน ตอนเข้าซีนครั้งแรกเป็นเวลาที่เราจะพบว่าความพอดีในห้องเวิร์กช็อปมันไม่พอดีในกอง ต้องจูนกันใหม่ บางอย่างเยอะไปน้อยไป กำแพงใหญ่ที่สุดที่ต้องข้ามไปให้ได้คือความเชื่อของคน” สกาย “เรื่องนี้ยอมรับว่ากดดันสูง อาจจะเป็นเรื่องสุดท้าย ก่อนหน้านี้มีกระแส ดราม่ากับตัวผมเยอะ เหมือนเป็นการพิสูจน์ว่าเราจะทำได้รึเปล่าจริงๆครับ”.