วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ติดใจ แต่อยากให้เป็นอุทาหรณ์! พี่เด็ก 15 เล่านาทีน้องรอรักษาจนตาย

พี่สาวเด็ก 15 เล่าวินาทีน้องชายรอรักษาจนตาย บอกไม่ติดใจ แต่อยากให้เป็นอุทาหรณ์! ควรให้ความสำคัญกับผู้ป่วยฉุกเฉิน ขณะที่พ่อและแม่ ยังอยู่ในอาการเศร้าโศก ด้าน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ระบุ เตรียมเสนอ กก.พิจารณาเยียวยา ...

จากกรณี มีการแชร์เรื่องราวของ ด.ช.ธีธัช เกตุทอง อายุ 15 ปี รอรับการรักษา ที่ รพ.พระจอมเกล้า ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งต่อมา นายแพทย์สาธิต รัตนศรีทอง ผอ.รพ.พระจอมเกล้า ออกมายืนยันว่า ไม่ได้ปล่อยทิ้งขว้าง แพทย์วินิจฉัยดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า นายแพทย์ประจักษ์ วัฒนะกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี เผยว่า ในส่วนของการเยียวยานั้น จะเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในส่วนของเหตุสุดวิสัย ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อทำการเยียวยาครอบครัวของผู้เสียชีวิตต่อไป และขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้ป่วยด้วย แต่สุดความสามารถจริงๆ ด้วยข้อจำกัดหลายประการ เนื่องจากโรคดังกล่าว เป็นโรคที่ยากต่อการวินิจฉัย และด้วยสภาพของพื้นที่ ถึงแม้จะวินิจฉัยอาการได้ก็จริง แต่ก็ไม่มีผู้เชี่ยวชาญทำการผ่าตัดรักษาได้ต้องส่งต่อ และผู้ป่วยได้เสียชีวิตก่อน

ในส่วนของ นางสุพัตรา เกตุทอง อายุ 46 ปี และ นายสมศักดิ์ เกตุทอง อายุ 45 ปี พ่อและแม่ของ ด.ช.ธีธัช ขณะนำศพของลูกไปรดน้ำศพที่วัดชะอำ อ.ชะอำ ต่างก็อยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจ ไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ

ด้าน น.ส.ณัฐธิดา แซ่ฉั่ว อายุ 20 ปี ญาติผู้พี่ ด.ช.ธีธัช ที่เฝ้าดูอาการของน้องชายโดยตลอดเผยว่า ทราบจากแพทย์ว่า อาการของน้องชายเป็นอาการที่รักษายาก ไม่ติดใจ แต่เสียใจและตำหนิว่า ทำไมถึงปล่อยให้น้องชายนั่งรอบนเก้าอี้รถเข็น และน้องชายเป็นผู้ป่วยส่งต่อ ควรจะได้รับการตรวจรักษาที่เร็วกว่านี้ ส่วนศพของน้องชาย จะบำเพ็ญกุศลที่วัดชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 5 คืน และจะทำพิธีฌาปนกิจศพต่อไป

ทั้งนี้ น.ส.ณัฐธิดา เผยถึงวันเกิดเหตุว่า พอน้องลงจากรถ ก็นั่งรถเข็นไปที่ห้องอายุรกรรม เพื่อตรวจทั่วไป โดยไปนั่งรอที่นั่นเกือบชั่วโมง ซึ่งตอนนั้นก็มีพยาบาลเข้ามาบอกให้รอหมอเฉพาะทาง เราก็รอประมาณ 1 ชั่วโมง จนน็อกไป ซึ่งก่อนหน้าน้องมีอาการปวดท้อง และอดทนอยู่ตลอด ซึ่งระหว่างที่ร้องปวดท้อง ไม่มีพยาบาลเดินมาดู กระทั่งมีคนสะกิดให้ดูน้องว่าเป็นอะไร เมื่อหันไปดู ก็พบว่าน้องปากเขียว แล้วหมดแรงไป ตอนนั้นเราโวยวาย พยาบาลจึงเข้ามาช่วย ก่อนเจ้าหน้าที่พาน้องไปห้องฉุกเฉิน กระทั่งมีการช่วยจนได้สติกลับมา

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำน้องไปเอกซเรย์ปกติ 2 รอบ ซึ่งก็ไม่พบว่าเป็นอะไร จนแพทย์มาถามว่า จะเอกซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์หรือไม่ เนื่องจากมีความเสี่ยง เมื่อญาติยินยอม แพทย์ก็พาไปเอกซเรย์รอบแรก จนพบว่า เส้นเลือดใหญ่ที่กระเพาะ เกิดการฉีกขาด จึงได้มีการขอเอกซเรย์อีกรอบ เพื่อดูว่าบริเวณดังกล่าว เป็นอย่างไรบ้าง จนรู้ว่าเส้นเลือดที่ฉีกขาดเป็นเส้นเลือดใหญ่ ที่เชื่อมหัวใจกับปอด ระหว่างหมอบอกผล หมอก็มีอาการเกร็ง ซึ่งระหว่างที่น็อกไปครั้งแรก กับน็อกไปอีกครั้งนั้น เวลาห่างกันไม่ถึงชั่วโมง มันแป๊บเดียวจริงๆ ซึ่งเราเชื่อว่า น้องอยากหาย เพราะคำสุดท้ายที่เขาพูดคือ อยู่ห้องพิเศษนะ

“เราไม่ได้อยากเอาผิดโรงพยาบาล แต่อยากให้เป็นอุทาหรณ์ และอยากให้แพทย์ และโรงพยาบาลให้ความสำคัญกับผู้ป่วยฉุกเฉิน เราไม่อยากให้ใครเป็นแบบน้องเรา” น.ส.ณัฐธิดา กล่าว.