วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทีวีดิจิตอลจะตายผิดให้ตัดหัว ถ้า? ไตรภพ วิพากษ์ 40 ปีแห่งการปรับตัว

เห็นครั้งแรก ภายนอก 'เขา' ที่ผมเห็น ไม่ใช่ 'ภูเขา' แบบที่จินตนาการ อาจจะภาพตรงหน้าดูธรรมดา 

'ธรรมดา' ไม่ใช่ 'ลบร้าย' ทว่าเป็นความหมาย เรียบง่าย 'ไม่สะดุดตา' ขัดกับชื่อ ชั้น ประสบการณ์ เดินผ่านผมเพื่อรอลิฟต์ที่คนปกติสัญจรไปมาขึ้นไปแต่งตัว แต่งหน้า ก้าวออกจากความธรรมดา ไปสู่แสงสปอตไลต์   

ในวันที่อายุการทำงานสื่อสารมวลชนปริ่มเลข 40 ปี เป็นเลขระยะทางผ่านร้อน หนาว ผ่านแดดฝนมากมาย ล้ม-ลุกบ้าง ก้าวไปแตะจุดสูงสุด ไปถึงจุดที่รสชาติหอมหวานบ้าง กระทั่งลงมาสัมผัสจุดตรงข้ามสูงสุด

ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าของฉายาเจ้าพ่อทอล์กโชว์ ป๋าดัน หลากหลายเรื่องราว ตั้งแต่ทัศนะชีวิต การงาน วิธีคิด และท่าทีที่ดุดัน ทว่าน่าคิด ทีวีที่กำลังจะตาย ว่าเขามองมันด้วยสายตาแบบไหน ทำอย่างไรมันถึงจะรอด 

อีกหนึ่งเรื่องที่เราไม่รู้ เขาดูหมอเป็น แต่ไม่ได้เป็นหมอดู

และนี่คือทั้งหมดหัวใจชายวัย 62 ปี  'ไตรภพ ลิมปพัทธ์' ที่ทิ้งท้ายกับผมก่อนที่จะเดินเข้าไปในสปอตไลต์ หลังสิ้นคำถามสุดท้าย

"ถามว่าจะกลับมาอีกมั้ย คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว เราไม่เอาอีกแล้ว พอแล้ว ในชาตินี้" 


'ทุกวันนี้ความน่าเชื่อถือไม่มี ทำงาน เอาสวย ดี เด่น

แต่ไม่ได้ใส่ความน่าเชื่อถือไป'

Q : เพิ่งผ่านวันเกิดมาไม่นาน ตอนนี้รู้สึกว่ามันคือปีทองของคุณอีกครั้งไหม?

ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญกับวันเกิดเลยจำอะไรไม่ค่อยได้ ถ้าจะรู้ว่าวันเกิดภรรยาจะบอก ให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ได้เป็นคนคิดว่าเป็นวันเกิด ส่วนใหญ่จะมีเค้ก มีข้าว กับข้าว มีขนมเต็มไปหมด เอาไปแจก 8 บ้าน 10 บ้านก็ไม่หมด มีเจ้าหนึ่งเอาผลไม้มาให้ 600 กิโลฯ เค้กใหญ่มหาศาล เราเอาไปแจกให้คนหมด

Q : ช่วงชีวิตนี้ถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดไหม

เป็นคำถามที่ดี (นิ่งคิด) แต่ผมไม่คิดเรื่องพวกนี้ แต่เป็นคำถามที่ดีมากนะ ไม่ใช่ช่วงที่สบายที่สุด ช่วงที่สบายน่าจะเป็นช่วงไม่มีงานทำ 

Q : ถือเป็นช่วงการทำงานที่ หนัก เบา หรือว่า เอาอยู่

ถือว่าเอาอยู่ แต่หนัก เพราะมีรายการสด 5 วัน (รีวิวบันเทิง) รายการสดเสียเวลานะ ปัจจุบันผมเป็นพิธีกร เป็นเจ้าของบริษัท เป็นคนคิดงานเอง จริงๆ ทำหมดละครับ แต่เราเป็นคนคิด พอเสร็จแล้วก็ส่งต่อไปให้ จริงๆ ทำหมดละครับ ตอนนี้ก็ทำนิตยสารด้วย ถามว่าทำไมทำนิตยสารในช่วงขาลง โอเคทำได้อยู่ได้ ซึ่งมันขาลงจริงๆ เพราะคนอ่านหนังสือน้อย แต่นิตยสารเรามันเฉพาะกลุ่ม เป็นแม่บ้าน คนทำงาน ช่างทำผม ตอนนี้อยู่ได้สบายๆ ไม่เข้าเนื้อ งานเข้าเนื้อคงไม่ทำ

ผมไม่เคยนิยามเลยนะว่าตัวเองเป็นแบบที่เขาเรียกไหม แต่บางคนเขาให้เกียรติเรียก เจ้าพ่อทอล์กโชว์ สมัยก่อนป๋าดัน บางคนบอกว่า ผมชอบพูดถึงสิ่งที่ดีๆ ให้กับคนอื่น แล้วแต่จะคิด ถามอะไรเป็นเรามากที่สุด พิธีกรนะตรง ผมเป็นคนทำงาน เพราะว่าทำงาน ทำได้ทุกเวลา

Q : ทำงานมาเกือบ 40 ปี ยังต้องทำเองทุกกระบวนการไหม

ยังดูทุกกระบวนการ เมื่อก่อนถ่ายเอง ตัดต่อ ลงเสียง ลงเพลง เขียนบท ทำหมดทุกอย่าง ที่เราเห็นๆ อยู่นี่เรารู้ทุกกระบวนการ ทำมารู้หมด  

Q: ในยุคที่ทีวีย่ำแย่ คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า รายการทีวีส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ได้เพราะความน่าเชื่อถือ ขยายคำนี้หน่อย

ใช่ ทุกวันนี้ความน่าเชื่อถือไม่มี ไม่ใช่เรื่องเข้าใจยาก คุณทำงาน เอาสวย ดี เด่น เอามีชื่อเสียง ต่างๆ เหล่านี้ คุณไม่ได้ใส่ความน่าเชื่อถือไป

Q : สื่อทีวีทุกวันนี้มีแต่ความหวือหวา ไม่ใช่ความน่าเชื่อถือ

ไม่ใช่, ความหวือหวาถ้าใส่ความน่าเชื่อถือไปได้จะดีเท่าไร ปัจจุบันสองสิ่งรวมกันในสายตาผมมันมีน้อยมาก อย่าง รายการอย่าง NHK ผลิตออกมาน้อยมาก NHK เป็นบริษัทที่ผลิตออกมาแล้วน่าเชื่อถือมาก เขาผลิตทุกอย่าง National, BBC รายการที่เป็นสารคดีน่าเชื่อถือมาก Geographic, Discovery น่าเชื่อถือ

Q : คุณทำงานมาเกือบ 40  ปี ยังดำรงความน่าเชื่อถืออยู่ยากไหม

ไม่ยากครับ ทำตามความเป็นจริงง่ายมาก เกมเศรษฐี ฝันเป็นจริง 'ครัวคุณต๋อย' ไม่ยาก ทำตามความจริง ก่อนเกิดรายการ 'ครัวคุณต๋อย' ก็มีคนพูดว่า เราไม่ได้เป็นพ่อครัวทำรายการครัวได้ไง เราบอกว่า 'เราไม่ใช่พ่อครัวแต่เรามีลิ้น เราชิมได้ เรารู้ว่าอะไรอร่อยหรือไม่อร่อย บอกคุณได้ว่าดีหรือไม่ดี' เราทำตามความจริง ไม่มีป้ายให้ใคร เอามาออกรายการไม่มีการเก็บเงินทั้งสิ้น เป็นความน่าเชื่อถือทั้งสิ้น

​Q : ทั้งๆ ที่ทำหวือหวาก็ทำได้ แต่ไม่ทำ

ก็ทำบ้างครับ อย่างทูเดย์โชว์ก็ทำ ถามว่าแบ่งสัดส่วนอย่างไร หลักการไม่ว่าจะทำอะไรก็น่าเชื่อถือ ส่วนความหวือหวาต้องดูรูปแบบรายการ 

ทีวีจะตาย ตายแน่ถ้าอยู่ไม่เป็น

แต่ดีแน่ถ้าอยู่เป็น

Q : คุณปรับตัวยังไง ในยุคโซเชียลครองเมือง

การต่อต้านโลกมีอยู่ทุกยุค-สมัย เคยได้ยินเรื่อง 'โกดัก' ไหม เขาเป็นคนคิดกล้องดิจิตอลเจ้าแรก แต่เก็บโปรเจกต์นี้ไว้ก่อน เพราะมันทำให้กระดาษพิมพ์ ซึ่งเป็นธุรกิจเขาเสียหาย ที่สุดโกดักก็ตาย ไม่ใช่ไม่รู้นะ รู้ เหมือนยุคนี้ก่อนหน้าคนบอกว่าจะมี 'INTERNET TV' มี 'ดิจิตอล' มี 'เว็บไซต์' มี 'แอปพลิเคชัน' คนก็บอกเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปได้ แต่คุณจะอยู่กับมันได้อย่างไร จะทำอย่างไรให้มันมาหากันให้เจอ

Q : มีคนเคยบอกว่าทีวีจะตาย?

มันจะตายได้อย่างไร HBO จะเปิดช่องทีวีทำไม เมื่อก่อนมันเป็นค่ายเล็กๆ ค่ายหนึ่ง ตอนนี้เปิดช่องทีวีแล้ว ยูทูบเปิดช่องทีวีทำ มันเป็นวัฏจักรเอง ก็คนที่เขาทำงานด้านในไม่ได้ เพราะมี BBC, ABC, CNN แข็งซะขนาดนี้เขาตีไม่ได้ จึงหันมาทำ INTERNET TV เป็น Video on Demand พอทำแล้วได้รูปได้ร่างเขาก็มาเป็นทีวีจริงๆ เป็นธรรมดา พวกทีวีธรรมดาคิดว่าอยู่ได้ดี เด่น แล้วไม่ปรับตัวเองก็ตายอยู่แล้วแน่นอน มันจะไปสู้พวกจิ๊กโก๋ข้างนอกได้อย่างไร พวกข้างนอกกว่าจะมาถึงวันนี้ มันก็เป็นจิ๊กโก๋นะ มันต้องเป็นนักเลงต้องทำโน่นนี่นั่นได้นะ พวกนี้นับวันยิ่งแข็งแกร่ง อย่างหนังเมื่อก่อนไม่เคยฉายช่องธรรมดาได้เลยนะ
เรต R วันนี้ใครจะคิดว่า Netflix จะเกิด

คุณเคยคิดหรือไม่ว่า ต่อไป Netflix เข้ามาแทน HBO เมื่อก่อนใครก็บอกว่า HBO โคตรๆ แต่เดี๋ยวนี้เป็นไง ก่อนหน้าเขาต้องเป็นจิ๊กโก๋มาก่อน เมื่อเจอทางแล้วมันก็ใช่ ถามว่า Netflix จะไปอย่างไร ก็ไปอย่างที่ HBO จะไป HBO ถ้าไม่มีทอม แฮงค์ส มาตอนแรกจะมีวันนี้เหรอ ทีวีเราก็เหมือนกัน มี INTERNET TV มันมาแน่นะ เราก็ต้องดูว่าตัวเราจะทำอย่างไร จะทำอย่างไรไม่ให้เราเป็นทีวีตกรุ่น 

มันหนีไม่พ้น ต่อไปจะเกิด APP ชนิดที่คุณต้องเข้าไปดูทุกวัน ถ้าไม่ดูคุณจะงงไปหมดใน Business ของคุณหรือชีวิตแต่ละก้าวมันจะเกิด INTERNET TV รายงานข่าวสารหรือเรื่องราวที่เจาะลึกในเฉพาะเรื่องนี้อย่างในช่องเดียวกัน ปกติเวลาที่เราคุยกันอยู่ นี่ก็ออกได้รายการเดียว แต่ใน INTERNET TV จะเอากี่ช่องล่ะ ตอนนี้เกิดวัฒนธรรมด่วนๆ ตอนนี้เกิดไฟไหม้ ตอนนี้เกิดพ่อค้าเอาเนื้อชั้นดีมาตอนนี้เลยนะ ทำได้หมด

โลกจะเป็นแบบนั้น ต่อไป ตื่นเช้ามาคุณจะโปรแกรมได้เลยว่าคุณต้องการเสพอะไร ต้องการรับรู้อะไร วันนี้เอาการเมือง บันเทิง กีฬา พรุ่งนี้เช้ามันก็จะเสิร์ฟตรงกับความต้องการคุณ

คุณคิดว่า ความหวือหวา จะทำได้กี่ปี

ทีวีที่หวือหวาตลอดเวลาไหนที่เรียกว่าคุณค่า

Q : มองไว้หมดแล้ว

มันเป็นแบบนั้น ผมจะพูดอีกที เมื่อ 20 ปีพูดแล้วมีคนหาว่า 'ผมบ้า' ประสาทเสีย อเมริกันตอนนี้มีแล้วแต่ยังไม่ได้แบบที่ผมพูด อย่างฟุตบอลคุณชอบตัวไหน ชอบเบอร์ 20 คุณก็ Demand เข้าไปจะมีกล้องเบอร์ 20 ตามมันคนเดียวเลย ซึ่งทุกคนก็เป็นแบบนั้น ตามดูได้หมดมันทำอะไรหรือเดิน หรือทำอะไรจอเล็กก็เล่นไป 

ต่อไปเป็นแบบนี้แน่นอน Audience พวก Viewer ก็นึกว่าตัวเองเป็นตัวเลือก แต่จริงๆ ไม่รู้หรอกว่าเขาทำมาให้มึงเลือก ทำมาให้คุณติดกับจนได้ ยังไงคุณต้องข้องเกี่ยว หรือคุณดูอเมริกันฟุตบอลคุณชอบตัวไหน เฮ้ย Defensive ตัวนี้เล่นดี ก็กดไปกล้องตัวนี้สำหรับนายไตรภพ งั้นผมก็ดูกล้องเบอร์ 20 เป็นเบอร์ใหญ่ ดูว่าเขาหอบไหม ฉะนั้นในทีมฟุตบอลมี 22 ตัว โค้ชอีก มีผู้ช่วยมีกรรมการอีก

Q : พูดนี่ กล้องจะมีเป็นสิบๆ ตัวเลยนะ

30 ตัวแล้วเป็นยังไง เพราะกล้องเดี๋ยวนี้มันตัวเล็กนิดเดียว มันเสียค่าใช้จ่ายเสียหายอะไรมหาศาลเมื่อเทียบกับ Viewer ที่ได้มา มันเป็นแน่นอนครับ อีกหน่อยคุณจะเลือกอะไรที่อยากได้ สมัยนี้ถ้าคุณอยากได้น้ำส้ม ก็พิมพ์ลงไปหา มันก็จะแสดงผลออกมายาวพรืด แล้วแต่สำนักไหนจะให้เรตติ้งกัน คุณต้องเป็นคนตัดสินแล้ว ฉะนั้นจริงๆ Influencer เป็นคนที่มีความหมายและความสำคัญมากในโลกยุคใหม่

คุณต้องทำตัวให้เป็น Influencer เป็นเรื่องที่พูดไปนานแล้ว ทุกวันนี้อายุขนาดนี้ทำไมถึงอยู่ได้ ทำไมมันไม่เอาต์ไปซะที เพราะความน่าเชื่อถือไง คุณจะเอาต์ได้ก็เพราะคุณขาดความน่าเชื่อถือ เมื่อคุณขาดความน่าเชื่อถือ ขาดความเคารพ ไม่สามารถเป็น 'สารบัญ' ให้เขาได้ รู้บอกรู้ไม่รู้บอกไม่รู้ เข้าใจบอกเข้าใจ ไม่เข้าใจก็บอก อย่างเราทำรายการ 'ครัวคุณต๋อย' ก็เหมือนกัน คนถามว่าทำไมร้านนี้ได้ 'ครัวคุณต๋อย' ละ ปากผมไง คนเดียวล้วนๆ สลึงบาทก็ไม่ได้ ถ้าเขาได้ดีก็มาขอบคุณแค่นั้นเอง

Q  : เอาไป 2 ล้านโปรโมต ไปช่วยโปรโมตร้านให้หน่อย

มีมาให้จริงๆ แต่เราทำไม่ได้ เพราะเหตุผล ถ้าคุณไม่อร่อยจริงๆ ออกไปคุณก็อายเขา เพราะที่มีอยู่เขาเทพทั้งนั้น แต่คุณกลับมาจากอเมริกามาทำร้านอาหารมาเมื่อวาน ถามว่าผมจะให้ร้านคุณเป็น 'ครัวคุณต๋อย' ได้อย่างไร อย่าทำเลย กลับไปทำตัวเองให้ดีก่อน เมื่อคุณดี อร่อยแล้วเราจะช่วย มันก็เป็นแบบนี้

Q : ลบคำสบประมาทที่บอกว่าไม่ได้เป็นพ่อครัวแล้วมาทำรายการแบบนี้ได้ไง

ก็ไม่เชิง เรียกว่าสบประมาท แต่เป็นคำถามที่นายประวิทย์ มาลีนนท์ถาม ตอนมาขอรายการต๋อย รายการทำอาหารเป็นพ่อครัวทุกคนแต่คุณไม่ได้เป็นนะ จะทำยังไง ทำกับใคร ทำกับ 4 คนไม่ได้เป็นพ่อครัวทำไง เราบอกเรามีลิ้น วันนี้เป็นไง 4 ปีแล้ว ความตั้งใจจริงที่มนุษย์ต้องมี ตั้งใจเห็นหนทางหรือเปล่า แล้วเข้าใจหนทางที่จะเดินหรือเปล่า มันเป็นสูตรง่ายๆ คุณต้องมีความเข้าใจ ถ้ามนุษย์ต้องการประสบความสำเร็จต้องทำสิ่งเหล่านี้

กลับมาที่คำถามเมื่อกี้โทรทัศน์จะตายจริงไหม ไปแน่ถ้าอยู่ไม่เป็น แต่ถ้ามันดีแน่ถ้าอยู่เป็น

Q : ทีวีดิจิตอลตายไหม คุณเคยบอกก่อนหน้านี้แล้วว่า ถ้ามีตายแน่

ใช่ ทำอะไรกันคิดอะไรกัน มีทั้งหมด 26 ช่อง คิดอะไรกัน แล้วที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ทำไมไม่คิดหาทางแก้กัน ปล่อยให้เขาตายกัน แถมเลิกไม่ได้ด้วย เกิดมาไม่เคยเห็น เจ๊งก็ให้บริษัทฉิบหายล้มละลายไปเลย เลิกสัญญาไม่ได้ เค้กมีก้อนเล็กนิดเดียวก็ฝันว่า ข่าวจะแตกต่าง เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน รายการเด็กจะแตกต่าง มีอะไรที่มันเด็ดดีไหม สุดยอดไหม แล้วคุณคิดดูละกันมันทำถูกเหรอ นี่จะดึงอนาล็อกไปทำอีก ตอนนี้ยังไม่พอใจเหรอ ปากบอกจะไม่มีค่าต๋ง ที่เก็บค่าสัมปทานเรียกว่าอะไร มันอะไรกันนี่

Q : มองไว้ว่า ในไม่ช้าก็ตาย

ถ้าพูดผิดให้ตัดหัว ถ้าไม่แก้กฎหมายอันนี้ ให้เขาเลิกได้ เขาสูญเสีย เขาทำธุรกิจ เขาจะเลิกไม่ได้อย่างไร ถ้าเลิกแล้วจะฟ้องร้องอะไร มันไม่เข้าทาง

อะไรทำให้เราอยู่ได้ ความน่าเชื่อถือไง

ถ้าคุณพูด ต่อให้ยาวเท่าไรเขาก็ดู

Q : วิธีการเอาตัวรอด แนะนำหน่อย

มันจะมีคนรอดได้อย่างไร มันรอดแค่ระยะเร่ิมต้นเท่านั้น เหมือนดูดี รายการนั่นดูดีก็เฮขึ้นมาที แต่พอไม่ดีก็จะหุบลงไป มันจะเป็นแบบนี้ตลอด ไม่มีทาง Success ตลอด ไม่มีทางยั่งยืน มันเยอะเกิน คนจะดูแต่ข่าวไทยรัฐไหม ดูข่าวช่อง 3 ดูช่องวัน ดูนาวไหม ไม่มีทาง ก็ไม่มีเรตติ้ง คนก็ต้องการเรตติ้งก็ทำอะไร ทำรายการบันเทิง หวือหวาอย่างเดียว มีอยู่ช่องหนึ่ง ทำหวือหวาอย่างเดียว คืออะไรก็ได้ ทำให้ได้เรตติ้งๆๆ เพราะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นะ ก็ต้องเอาแบบนั้นอย่างเดียวแล้ว

'คุณคิดว่า ความหวือหวา จะทำแบบนั้นได้สักกี่ปี 10 ปี 15 ปี ทีวี ที่หวือหวาตลอดเวลาไหนที่เรียกว่าคุณค่า' 

วันๆ ประเทศนี้จะร้องเพลงอย่างเดียวเหรอ เด็กในประเทศนี้ร้องเพลงเก่งนะ เต้นรำเก่ง วันๆ ในทีวีเด็กเก่งเรื่องนี้เรื่องเดียวเลยนะ นี่เป็นที่ชื่นชม ชื่นชอบกันอย่างยิ่ง จะเป็นไปได้กี่ปี ไม่มีอนาคตหรอก มันไม่ใช่วิธีการ ผมไม่ได้ดูถูก ไม่ได้รังเกียจ เพราะรายการผมก็มีเด็กมาร้องเพลง แต่ผมกำลังถามว่าเด็ก 100 คนเกิดมาเพื่อร้องเพลง เกิดมาเป็นนักแสดง เป็นศิลปินกันกี่คน ทำไมเราชื่นชอบ-ชมแต่เรื่องแบบนี้ ทำไมทีวีเรามีแต่เรื่องแบบนี้ และที่บอกทีวีนั่นนี่เกิด มันจะหวือหวาไปได้กี่วัน

Q : มีข้อดีไหม

ผมไม่ได้ลบหลู่ ผมไม่ได้พูดถึงข้อเสียนะ แต่ถามว่า มันกำลังเป็นแบบนี้มันดีจริงๆ เหรอ กับคนในชาติ มันมีข้อดีไหม ความบันเทิงไม่มีไม่ดีนะแต่คนเราจะอยู่กับความบันเทิงไปตลอดกาลหรือ มันไม่ได้ คุณก็ถามผมว่าทำให้เกิดอย่างไร คนก็ทำบันเทิงเริงรมย์เพื่อให้ได้เรตติ้ง วันนี้คุณได้เรตติ้ง ช่องอื่นก็ทำบันเทิงให้ได้เรตติ้งก็เป็นแบบนี้ ย้อนกลับมาที่คำถามมีทางไหนไหมที่ช่องอื่นจะอยู่ยงไหม มันไม่มีเพราะช่องอื่นก็คิดบันเทิงกันหมด มันเป็นวิธีคิดที่ผิด เมื่ออยากได้ตังค์ก็ต้องทำสิ่งที่ได้ตังค์ไง ดีๆ เอาไว้ก่อน ดีๆ เก็บไว้เอาได้ตังค์ก่อน 

Q : รัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วย

ต้องเข้าใจในเรื่องที่ควรเกี่ยวข้องไม่ใช่แค่มานั่งจัดสรร มันต้องเป็นความช่วยเหลือ ความเข้าใจร่วมกัน ทำงานร่วมกันและสร้างสรรค์สังคมไปสู่เป้าหมายที่ถูกต้อง และสำคัญที่สุด ผมถามว่าถ้าคุณมาสมัครงานและผมถามว่าคุณทำนู่นนี้ได้ไหม คุณบอกได้ ชาตินี้คุณไม่มีสิทธิออกจากบริษัทผม คุณต้องอยู่บริษัทผม มันเป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน พอเสร็จแล้วบอกกลัว กลัวคนจะมาประมูลมั่ว คนจะประมูลมั่วได้ไง เมื่อคุณวางหลักทรัพย์ตั้งร้อยล้าน

ถ้าสมมติทำไม่ได้เขาก็ยึด แล้วก็ประมูลใหม่ แค่นี้ก็เศร้าพออยู่แล้ว ทุกคนต่างก็สูญเสียกันอยู่แล้ว นโยบายการวางแผนปรับทุกวันเป็นเรื่องปกติของทุกช่อง ใครที่บอกคนนั้นดีคนนี้ดีเชื่อผมเถอะมันเป็นภาพดีที่ไม่จริงเดี๋ยวจะเห็นเอง คุณจะมาทำแต่บันเทิงอย่างเดียวได้ไง คุณทำทีวี 12 ชม. คุณจะดีได้ยังไง 12 ชม. มันจะกระจาย เลอะเทอะไปหมด

ล่าสุดที่ คสช.จะไปล่อยูทูบ ไปล่อเฟซบุ๊ก ขำๆ วันๆ เขามีคนใช้เป็นหลายๆ คน คุณมีพนักงานลงทะเบียนหรือเปล่า แล้วคุณก็บอกลงทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ แล้วถามว่ามันมีค่าเท่ากันมั้ยเนี่ย

Q : หลายอย่างที่เราฟังมา หรือที่คุยกัน ดูเหมือนกลับทิศกลับทางหมดเลย

คุณจะไปคุม จริงมีกฎหมายเดิมที่ว่าหมิ่นประมาท ทำไม่ถูกต้อง โกหกหลอกลวง โดนเล่นอยู่แล้ว นี่เห็นบอกว่าจะมี พ.ร.บ.หรืออะไร ที่คนทำโซเชียลต้องลงทะเบียนก่อน จริงๆ มันมีกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวไรกับ กสทช. เลย และถ้าเกิดทำผิด เช่น ไอ้นี่มันโกหกหลอกลวง ไปจับเขาซิ จะต้องให้มานั่งไล่ลงทะเบียนมันไม่ใช่เรื่อง

คุณมีปัญญาเหรอ มีล้านคนลงทะเบียนเหรอ คุณเช็กได้ว่าจริงไม่จริงเหรอ ถ้าเขาใส่ชื่อข้อมูลปลอมบ้าบอคอแตกไปที่บอกต่อไปนี้ขายของจะเก็บ 5 % รู้ได้ไงว่าเขาขายได้ ไม่ได้ เรื่องมันเยอะ อย่าไปทำเรื่องที่มันทำลายเศรษฐกิจเลย

ผมพูดงี้ดีกว่า เศรษฐกิจมันกำลังหมุนอยู่ได้เนี่ย ไอ้เด็กที่จบมาเดี๋ยวนี้ทุกวันนะ จบมาทุกวันมีเกินครึ่งขายของอยู่ในโซเชียลเต็มไปหมดเลยนะ แล้วมันยังอยู่ได้นะ ไอ้พวกที่อยู่ได้คุณคิดว่าโกหกปลิ้นปล้อนหลอกลวงเขาหรอ เปล่า มันอยู่ได้ ก็ต้องทำจริงไม่งั้นคนจะสั่งหรอ คุณดูอะไรมันต้องดูดีๆ รอบคอบ ไม่ใช่ โอ้โห ไอ้นั่นก็มางั้น ไอ้นี่ก็ทำงี้ อู๊ย พูดไปแล้วก็หาย เห็นไหม อายไหมเนี่ย

Q : บอกแล้ว เขาไม่ฟัง

ผมไม่ทราบ เขาเก่งๆ ทั้งนั้น มันไม่ใช่หลักสากลของการทำธุรกิจเหรอ เสียหายก็เลิก หรือถอนตัวได้ เอ๊ะทีวีมันไม่ใช่ธุรกิจหรอตกลง ทีวีเป็น Commitment พิเศษหรือเปล่า มันพิเศษ พูดไปจะหาว่าผมพูดเรื่องคุณติ๋ม ทีวีพูล คนเดียว มันไม่ใช่ ผมว่าถึงต่อไปทุกๆ คนในนี้ไม่รู้ตั้งกี่คนเนี่ย เขาก็มองอย่างนั้นจริงๆ

Q : ในฐานะคนทำสื่อจับให้เขาอยู่กับเราตลอด ต้องทำยังไง

คุณถามดีมากเลย เนี่ยมันเข้ามาสู่คำถามแรกที่คุณถามผมเมื่อกี้ไง ความน่าเชื่อถือไง ถ้าคุณพูด ต่อให้ยาวเท่าไรเขาก็ดู ทำให้มันถึงตรงนั้นซิ ทำให้มันถึงว่าถ้าคุณเป็นคนพูด หรือเป็นคนแนะนำเขาก็จะดู เพราะเขาคิดว่ามันมีคุณค่าพอที่จะดู

Q : ทำงานเกือบสี่สิบปี คุณมีอะไรที่อยากกลับไปแก้ไขไหม

ไม่ครับ อดีตแก้ไขไม่ได้อยู่แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นเรื่องตลก ทำปัจจุบันให้ดีก็พอละ อดีตมันก็เป็นทั้งบทเรียนของเรา เป็นทั้งครูของเรา หรือว่าเป็นความจำของเรา ไม่ว่ามันจะดีจะร้าย มันจะได้จำได้ว่า เฮ้ยนี่ไฟร้อนนะอย่าไปแตะมัน ไอ้โน่นไอ้นี่อย่างงั้นอย่างงี้ แล้วที่พูดไปทั้งหมดวันเนี่ย ไม่ได้ตั้งใจจะว่าอะไรใครเลยนะ ตั้งใจจะเป็นข้อคิดเห็นเท่านั้นเอง

เดี๋ยวคนจะว่าเรานี่พูดอะไร รู้สึกไม่ชอบ กสทช. ไม่ใช่ไม่ชอบ แนะนำว่าวิธีการทำยังไง ไม่เคยพูดเลยนะว่าให้ยุบๆ ไปนะโครงการนี้ พูดแต่ว่า เฮ้ยอะไรที่มันไม่ถูกต้อง เอามาประชุมกัน เรียกทั้งหมดมาประชุมกันแล้วเสร็จแล้วลองเสนอลองเปลี่ยนดู เพื่อให้สิ่งที่ดีเกิดขึ้นกับประเทศของเรา ในตอนนี้ ไอ้สิ่งที่ดีในตอนนี้ในอดีตอาจจะไม่ดีก็ได้ และไอ้สิ่งที่มันไม่ดีตอนนี้มากๆ ในอนาคตอาจจะขำเลยก็ได้ ฉะนั้นมันตอบไม่ได้ อยู่กับปัจจุบันให้มากๆ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อดีตให้มันเป็นบทเรียน

ITV ปิด เราว่างงาน 8-9 เดือน

ผมหมดไปหลายสิบล้าน ไม่มีไล่คนออก

Q : อดีตคิดว่า มีอะไรที่ไม่น่าทำหรือว่าเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมา ในวงการสื่อ

ไม่เคยเลย ไม่มีเลย

Q : เต็มที่ !!

ไม่มีเลย ไม่เคยมี มันไม่ใช่ความผิดของผมทำ เขาเลิกไอทีวี ถ้าคุณจะถามตรงๆ ว่า ไม่น่าไปทำไอทีวีเลยหรือเปล่า มันไม่ใช่ความผิดของผมที่เขาเลิกไอทีวี ไม่ใช่ความผิดผม ผมไม่เกี่ยว มันเป็นสิ่งที่ผมบอกแล้วด้วยว่า ให้ทำอย่างงี้ๆๆ ถ้าไม่ทำเดี๋ยวมันจะเป็นอย่างงี้ เป็นจริงๆ ตามนั้นทุกอย่าง แล้วก็ไปจริงๆ

Q : แล้วผ่านช่วงวิกฤตินั้นมาได้ยังไง เห็นบอกว่าให้เงินเดือนพนักงานทั้งที่ไม่มีงาน 8-9 เดือนเลย

มีตังค์ ก็ให้เขาไป

Q : พูดอย่างนี้เดี๋ยวคนหมั่นไส้คุณอีก?

ถ้าจะหมั่นไส้คนก็หมั่นไส้กันมานานแล้ว เพราะว่าทำอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว ก็มีตังค์ ทำงานมาต้องได้ตังค์ถูกไหม ได้ตังค์มาแล้วก็ลูกน้องมันทำงานมาให้ใช่ไหม แล้วมันทำงานมาให้คราวนี้พอเขาเลิกปิดเที่ยงคืนเขาปิด แล้วรุ่งขึ้นไปบอกลูกน้องว่า เฮ้ย ไม่มีงานละนะ เขาปิดแล้ว แล้วงานบริษัทก็ไม่มีนะ งั้นเลิกจ้างหรอ มันพูดไม่ได้หรอก ก็บอก ใจเย็นๆ ไม่เป็นไรๆ ทำไปอยู่เฉยๆ ไปก่อน

Q : ให้เขาทำอะไรครับช่วงนั้น

เล่นหมากรุกบ้าง ถักนิตติ้ง-โครเชต์บ้างแล้วแต่คน

Q : พูดจริงพูดเล่น

จริงดิ ประมาณ 8-9 เดือน ไม่มีงานทำ 

Q : เป็นที่อื่นคงไล่ออก เลย์ออฟ เชิญออก

ไม่มีเลย์ออฟ ไม่มีตัดเงินเดือน ไม่มีลดเงินเดือนด้วย ไม่ใช่หมายความว่าไม่ได้ทำงานลดเหลือครึ่ง ไม่ลด ลดแล้วลูกที่บ้านมันกินอะไรอะ ลูกที่บ้านมันกินลดครึ่งเป็นไหม ภาระเขาเท่าเดิม ความประสงค์ที่จะไม่ทำงาน เขามีหรือเปล่า มันไม่ใช่ความผิดของเขา อยู่ๆ วันหนึ่งไม่มีงานให้เขาทำ ก็ไม่ใช่ความผิดเขา เรามานั่งคิด เรามีตังค์หรือเปล่า ก็มี เราทำงานมาตั้งนาน แค่นี้ไม่ตายหรอก ดูซิไปสักกี่น้ำ ก็นึกอย่างงั้นไง

โห...หมดไปหลายน้ำเหมือนกัน (หัวเราะ) แต่ว่ารู้ตัวอยู่แล้วว่ายังไงก็ต้อง 8-9 เดือน เหตุผลคือหนึ่ง คุณไปอยู่ไอทีวีใหญ่ซะขนาดนั้น อยู่ดีๆพอคุณออกจากนี่ คุณจะไปขอที่อื่น จะไปทำที่อื่น โอ๊ย มันเรื่องขำ ทำไม่ได้ ต้องอดทนรอ ก็บอกทุกคนบอกว่าทำตัวตามปกติ ตามสบายเลย ทุกคนก็ไม่เชื่อ เด็กก็ไม่เชื่อ เดือนหนึ่งก็แล้ว เดือนสองเริ่มพูดกันแล้ว เดี๋ยวเขาก็ต้องจัดการเรา เอาออก

เดี๋ยวต้องโน้น-นี้ พูดกันเต็มบริษัท พูดหมด เลย์ออฟ-จับสลากออก-ลดเงินเดือน ไม่มี ไม่เคยทำ ที่สุดเดือนที่ 8 เดือนที่ 9 ก็มีงานทำ บอกพวกเขา ไอ้พวกที่มันหยุดชินๆ แล้วมันก็ไม่เฮ โอ้ น่าจะอยู่อย่างนี้ไปนานๆ มันอาจจะไม่เฮก็ได้

Q : 8-9 เดือนเผาเงินไป เจ็บไปเยอะไหม

โอ้โห! หลายสิบล้าน มันไม่ได้เผาเงินนะ มันเป็นเงินที่ควรต้องเสีย เวลาที่ได้มาก็ได้มาเพราะพวกเขานะ เขาก็ช่วยเรามาแล้วมันเป็นเงินที่ สมควรจะต้องเสียมาก เพราะเป็นเงินที่เสียไปด้วยความเมตตากรุณา มันเป็นเงินที่เสียไปด้วยความสมัครใจ มันเป็นเงินที่พอคืนนั้นเขาปิดสถานี เรียบร้อย ทุกคนกลับมาบ้านทุกคนหลับหมดแล้ว เพราะมันปิดเที่ยงคืน

รุ่งเช้าเมียถามว่าฉันจะทำยังไง ครอบครัวจะเป็นไง เธอจะเป็นยังไง ผมบอกเมื่อคืนก่อนมานี่เข้าไปคิดเรียบร้อยแล้วว่าเหตุการณ์จะเป็นยังไงต่อไป รู้นะแต่ไม่บอก ขี้เกียจเล่า ให้ทำตัวตามปกติ หรือเหนือปกติหน่อยจะดี เช่น เมื่อก่อนเคยไปทำผมอาทิตย์ละครั้ง ให้ไปทำสองครั้ง ไม่งั้นเดี๋ยวเขาจะว่า แม่งแย่แล้ว (หัวเราะ) พูดเล่นกับเขานะ เราบอกพี่พูดจริง จะทำอะไรก็ทำไป เราไม่ได้อยู่ในจังหวะชีวิตที่เดือดร้อนอีกต่อไปแล้ว

อาจารย์เราคือพระพุทธเจ้า สอนเราอย่างเดียวว่า ให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ผมก็นอนถามตัวเองว่าเราจะทำยังไงต่อไปกับพวกเขา คำตอบที่ได้ เลี้ยงมันดิไม่เห็นจะตาย แล้วมีตังค์ไหม มีนะ แต่มันก็ไม่ได้นึกถึงจะเสียหลายสิบล้านขนาดนั้น (หัวเราะ) ถามว่าเดือดร้อนไหม ก็ไม่หรอก แล้วคนไม่มีตังค์มันไม่เดือดร้อนกว่าอีกหรอ คิดแบบนั้น เออจริงเว้ยมันเดือดร้อนกว่า ฉะนั้นความเดือดร้อนของมันกับความเดือดร้อนของเรา ใครเดือดร้อนกว่ากัน มันก็บอกว่า เขาเดือดร้อนกว่า

ถ้างั้นทำสิ่งที่ถูกต้องซิ อย่าให้เขาเดือดร้อน มันจะเป็นสุขไม่ใช่หรอ เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรอ คำตอบมันก็ตอบมาว่า ก็ใช่ มันเป็นสิ่งที่ดี แล้วมันเป็นสิ่งที่ควรทำไหม มันก็บอกว่า ควรทำ อ้าวควรทำแล้วทำไง นอน หลับเลย ไม่เคยคิดอีกเลย ไม่เคยเลย

Q : ในระยะ 9 เดือนคุณทำอะไรบ้าง

ผมซวยที่สุดเลย ตอนนั้นผิด ถามว่าผิดพลาดอะไรในชีวิตที่ถาม คือช่วง 8-9 เดือนนั้น 1. ผมอยากจะไว้ผมยาวที่สุดเลย แต่ไม่ไว้ 2. ผมยังย้อมผมอยู่ ความจริงผมหัวหงอก ก็น่าจะไว้ให้หงอกแล้วไว้ผมยาว แต่ที่บ้านบอกว่า ทำไม่ได้คนเขาจะว่าเธอโทรม คนเขาจะว่าเธอไม่มีงานทำ จะเป็นขี้ปากของสังคม เต็มไปหมด อ้าว อดๆ 1. ไม่อยากย้อมผม คืออยากให้หัวหงอก 2. อยากไ้ว้ผมยาวมาก เพราะเป็นคนชอบคนไว้ผมยาว ไม่เคยชอบผมสั้น ตอนหนุ่มๆ ก็ไว้ถึงเอว

สองสิ่งที่น่าจะได้ทำ ไม่ได้ทำ 3. จะไปเที่ยวต่างประเทศ ไปอะไรก็ไปไม่ได้ เพราะว่าเกรงใจลูกน้อง เอาแบบนี้นะไอ้บริษัทปิด 9 เดือน ผมไปบริษัททุกวัน หมายถึงจันทร์-ศุกร์ ไปหาลูกน้องทุกวัน เพราะเป็นห่วงมันแทนที่จะได้ไปเที่ยว แต่ทีนี้ไม่ไปวันไหน ก็กลัวมันจะใจเสีย กลัวมันจะ เอ๊ะ นายไปไหน ความที่เป็นห่วงมันก็เลยไปทุกวัน ก็กลายเป็นคนเล่นหมากรุกเก่ง เล่นหมากรุกแม่งทุกวัน ไม่รู้เหมือนบริษัทอื่นหรือเปล่า คือกลางวันบริษัทมีข้าวกลางวันเลี้ยง เลี้ยงทุกวัน ก็ยังเลี้ยงข้าวกลางวันอยู่ ก็ไปกินข้าวกลางวันอยู่นั้น ไอ้นี่แหละที่พลาด

ผมคิดอย่างนี้ตั้งแต่ 20 เปิดไดอารี่อ่านยังตกใจ

คิดอย่างนั้นได้ไงวะในวัยนั้น

Q : คุณเป็นคนดุไหม

ถ้าใครเคยโดนผมดุต้องพิจารณาตัวเองแล้ว ผมไม่ได้พูดเล่นนะ แต่ผมเป็นคนมีระเบียบวินัย หรือมีข้อกำหนด มีข้อคิดค่อนข้างมั่นคงมาก ลูกน้องผมจะทราบดี แต่ถ้าเที่ยวไปดุคนโน้น-นี้ หรือเป็นคนขี้โมโห หงุดหงิดใส่ลูกน้องไหม ไม่เคยมีเลย ถามใครก็ได้ว่าผมขี้หงุดหงิดไหม ขี้โมโหไหม ผมด่าใครไหม ไม่มี

แต่ผมอยู่ของผมเฉยๆ อย่ามายุ่งกับผม เลขาฯ ผมยังเคยพูดเลย เลขาฯผมนี่แหละ บอกพี่อยู่ได้ไงทั้งวัน คือหมายความเวลาผมอัดเทป ผมจะนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวสมมติ แล้วเดี๋ยวเขาก็จะมาบอก ข้างนอกพร้อมแล้วค่ะ ให้ไปอัด ผมก็จะลุกเข้าไปอัด พอเสร็จ คัต ผมก็จะมานั่งตรงเนี้ย 

ดุไหม ไม่ดุนะ แต่ถามว่ากลัวไหม คนกลัวไหมก็ยังไม่เคยเห็นใครไม่กลัว เพราะผมว่าผมก็น่ากลัวจริงๆ เพราะว่าถ้าพูดไม่ถูกต้อง ผมจะบอกจะสอน ถ้ามีครั้งที่ 2 เธออย่าพูดอย่างนี้มันผิด ครั้งที่ 3 ไม่ใช่เธอพูดไม่ดีแล้ว แอตติจูดเธอไม่ดี มานั่งนี่ดิ ที่นี้ต้องคุย ทำไมเป็นคนแบบนี้ แอตติจูดอย่างนี้ เงินสำคัญนักหรอในชีวิต อะไรสำคัญบ้าง ให้เล่าละตอนนี้ ซวย

Q : ช่วงนี้อะไรสำคัญที่สุดในชีวิต 'ไตรภพ'

มันไม่มี ไม่เจอ หาความสำคัญไม่เจอ ตอนนี้นะ เมื่อก่อนอาจจะมี ลูก - เมียสำคัญ สำคัญเป็นประสามนุษย์ แต่พูดว่าอะไรสำคัญไหม ไม่มี ไม่มีอะไรสำคัญ ไม่เห็นมีอะไรสำคัญสักอย่าง

Q : ไม่ยึดติดใช่ไหม

ผมไม่เก่ง ไม่เก่งขนาดนั้นหรอก แต่เพียงแต่หมายความว่า มันไม่สำคัญจริงๆ ก็เป็นไปตามสภาพของมัน อย่างหลาน บางทีไปนั่งดูตัวเล็กนิดเดียว ถามว่ารักไหม รักจะตาย ห่วงจะตาย แต่ถามว่าจะต้องเป็นไง ก็เป็นไปตามบุญกรรมของเขาไง เราก็สอนเขาให้ดีที่สุดในปัจจุบัน ลูก-เมีย-ใครๆ ก็เหมือนกันก็ทำดีให้สุด แค่นั้น ตอนนี้มันมาถึงจุดนั้น มันไม่ได้มาถึงจุดที่แบบ จุดที่มีคำถามอะ มันมีจุดที่มีคำถามไหมในชีวิตแล้ว มันไม่มีแล้ว

Q : คำถาม เมื่อก่อนอาจจะมีคำถามว่า?

ทำไมเป็นอย่างงั้น ทำไมเป็นอย่างนี้ ทำไมโลกเป็นอย่างนั้น ทำไมคนนั้นเป็นอย่างนี้ ยังเป็นอยู่ เดี๋ยวนี้ไม่เป็นละ เดี๋ยวนี้เข้าใจละ ก็มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ถึงได้เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ถึงได้เป็นอย่างนี้

จริงๆ ผมคิดอย่างนี้ตั้งแต่ 20 แล้ว ผมคิดอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ผมเป็นคนคิดอย่างนี้มาตั้งแต่ไหน ผมเคยไปเปิดสมุดไดอารี่ผมอ่านนะ ผมอ่านแล้วยังตกใจเลย ตอนนั้นผมเขียนอายุอยู่แค่ประมาณ 18-19 จีบภรรยาเนี่ยแหละ เขียนไดอารี่ อ่านแล้วยังตกใจเลย โอ้โห คิดอย่างนั้นได้ไงวะ เขียนแบบเด็กๆ หมายถึงคิด เขียน วิธีเขียนหรือข้อคิดอะ ผมเป็นอย่างนี้มาตั้งนานละ ผมมีความรู้สึกว่า โลกมันเป็นอย่างนี้

Q : อะไรที่บ่มเพาะทำให้เราเป็นแบบทุกวันนี้ได้

ถ้าพูดแบบว่า ไม่ได้ว่าอย่าไปนั่งนึก คุณถามดี ก็จะตอบดี ไม่ได้เอาศาสนาหรือเอาอะไรมาอ้างนะ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีท่านพุทธทาส ถ้าไม่ได้หนังสือท่านพุทธทาส ไม่มีวันนี้ ผมก็ไม่รู้ไตรภพจะเป็นไตรภพแบบไหน แล้วก็เชื่อว่าไตรภพมันมีอีกตั้งหลายแบบ ในตัวเองก็ยังรู้เลยมันมีในตัวไม่รู้กี่ร้อยแบบ

แต่ว่าไตรภพที่มันออกมาโดดเด่นที่สุด ที่มันมานำได้ มันก็เป็นไตรภพที่ได้รับการเพาะเลี้ยงมาจากวาทะ จากหนังสือ ของท่านพุทธทาส หลังจากนั้นมาก็กลายเป็นที่มาจากพระบรมศาสดา คือพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อะ ก็คงไม่มีเราวันนี้ ไม่มีทางมีจริงๆ

ผมมีตังค์นะ ผมก็จะยังใช้ได้นะ ดูก็ดูดี ยังสามารถทำอะไรได้ตั้งล้านอย่างในชีวิต มันมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าแล้วตอนนี้ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ น่าสนใจมาก น่าสนใจมากกว่าเยอะมาก เมื่อกี้ก่อนคุณมายังคุยกันอยู่เลยกับเลขาฯ ผม ผมคุยกันเล่นๆ ว่า มีบริษัทบริษัทหนึ่งเขาจะจ้างเธอไปทำงาน

ให้ทำงานหรือให้หาผลประโยชน์ให้เขาตลอดเลย ต้องหาไอ้โน่นไอ้นี่ ถูกไหม มันต้องเป็นระบบ เพราะอย่างงี้ถึงจะทำงานในบริษัทนี้ได้ แต่มีบริษัทบริษัทหนึ่งเขาจะจ้างเธอไปทำงาน แต่ข้อแม้ก็คือว่าเมื่อเธอเข้าไปในบริษัทเนี่ย ไม่ว่ามีอะไรทิ้งให้หมด ทิ้งทุกอย่างให้หมด ทิ้งจนสุดท้าย ทิ้งแม้กระทั่งตัวเอง เขาไม่ขออะไรจากเธอเลย เขาขอให้เธอทิ้งตัวเอง บริษัทเนี่ย เรียกว่า พุทธบริษัท ทำไมไม่มีคนเข้าไปทำงานวะ เนี่ยผมยังเพิ่งคุยกันอยู่หยกๆ ว่าพุทธบริษัทเนี่ย คุณเข้าใจคำนี้ไหม พุทธบริษัทที่เราเรียกกันตอนเนี้ย เป็นจริงหรอ เขาแค่ให้คุณไปทำงานด้วยเหตุผลว่า ให้ทิ้งทุกอย่างไม่เหลือ ไม่เหลือแม้กระทั่งตัวตนของตัวเอง นั่นแหละ บริษัทนี้ชื่อ พุทธบริษัท เข้าไปทำงานกันซิ ถ้าคุณเข้าไปทำงานบริษัทนี้ได้ แล้วคุณก็จะมีความสบายใจ มีจิตใจที่ดีขึ้นกว่าเดิม

Q : พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าอีกสามปีห้าปีจะบวช 

ไม่ทราบ ผมไม่รู้ ตอบไม่ได้ๆ

ท่องเที่ยวญี่ปุ่น : ผมไม่ใช่วิถีเซน

ผมตามวิถีเมีย ผมไม่ได้ไปเพราะตัวผม

Q : ทำไมชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น

เสน่ห์ดึงดูดที่มีจริงๆ ก็คือว่า เอาจริงๆ เลยนะ ผมไม่ว่าง ผมว่างเท่าที่ผมว่าง ยิ่งทำรายการสดด้วย ฉะนั้นที่ที่ผมจะไปได้ และกลับได้ และใช้ชีวิตอยู่ได้ 3-4 วันคือญี่ปุ่นที่เดียว ยุโรปไกลเกิน เพราะยุโรปไปวันกลับวัน มันหนักไม่ไหว ถามว่าไปทำอะไร นอน นอนอย่างเดียว ออนเซน ไปออนเซน ไปนอน ไปกินปลา

Q : ถ้าไปแค่นั้นสุขุมวิทก็มีนะ ออนเซนก็มี

มี แต่ว่ามัน มันคนละน้ำกัน เดี๋ยวจะไปว่าเขาแต่เป็นคนละแบบกัน แล้วก็ประเพณี ชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ อาหารการกินของเขา ดีมากๆ คนบอกว่าญี่ปุ่นก็มีเรื่องไม่ดี มีเยอะแยะเลย แต่ผมไม่ใช่คนอย่างพวกคุณ ผมไม่มองหาเรื่องไม่ดีของคน ผมมองหาเรื่องดีๆ ของคน แล้วผมก็จะไปอยู่ที่ดีๆ ของคน ชีวิตผมยังใช้อย่างนี้อยู่เลย แล้วผมไปญี่ปุ่นผมจะต้องไปหาจิ๊กโก๋หาอะไร ทุกวันนี้ใช้ชีวิตใครก็บอก ไอ้คนนี้ไม่ดี ผมยังพูดแต่เรื่องดีของไอ้คนนี้เลย


Q : ถามตรง ที่อโคจรที่นั่นที่คนชอบไป ไม่เคยไปเลยใช่ไหม 

ผมไปญี่ปุ่นเนี่ย 3 วันผมจะอยู่ในออนเซน ไม่ได้ไปที่ที่คุณบอกหรอก อีกวันหนึ่งก่อนกลับจะไปโอซาก้าหรือโตเกียว วันหนึ่งเขาก็ไปซื้อของกัน ก็แค่นั้น ซื้อของกินอะ ซื้อแอปเปิ้ล ซื้อบ้าบอคอแตก แล้วไอ้ที่ไปเดินกันอย่างนั้นน่ะ ผมก็ยังไม่เคยเดินเลย ไม่รู้เรื่องหรอก

ผมไม่ใช่วิถีเซนเลย ผมตามวิถีเมีย คือเมียผมเนี่ยอยากไป ผมก็พาเมียผมไป ผมไม่ได้ไปเพราะตัวผม ผมไปเพราะเขาอยากไปผมก็พาเขาไป ถ้าถามผมว่าผมอยากไปไหนบ้างซิ ต้องถามผมอันนั้น

ถามว่าอยากไปไหนบ้าง ไม่อยากเลย อยากอยู่บ้านอย่างเดียว ญี่ปุ่นเป็นที่เดียวที่ผมไปด้วยได้เพราะว่ามันเข้ากับหลักเกณฑ์ที่ผมพูดเมื่อกี้ วัฒนธรรม ประเพณี อาหารการกิน นิสัยใจคอของคนและระยะเวลา มันทำให้ผม ถ้าเขาชวน ผมไปได้เลย 

Q : คุณชอบการสวดมนต์

ไม่ชอบนะ ถ้าชอบแล้วมันก็เป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ไม่ได้ชอบหรอก มันเป็นหน้าที่ มันไม่ได้เรียกว่าชอบหรอกมันเป็นหน้าที่ของความเป็นคนว่า แต่ถึงเวลาจะนั่งบางทียัง เอ๊าะเอ๊ะๆ ยังมีแบบวันนี้เราเจ็บนะ วันนี้เราไม่สบายนะ เราเจ็บหลังนะ เราอย่านั่งเลยสมาธินะ โอ๊ยวันนี้เราง่วง เราดราม่า มึน เราอะไรยังเป็นอยู่ แต่ถ้าวันไหนเป็นแล้วจะซวย ก็จะหนัก เพราะถ้าเป็นปุ๊บก็จะเอาให้หนักเลย ถ้าเป็นนิสัยนี้เกิดขึ้นมาก็จะเอาให้หนักเลย เช่นเคยครึ่งชม. ก็จะชม. เคยชม.ก็จะสองชม. เคยสองชม.ก็จะไม่นอนมันเลยอย่างงี้ ถ้ามีนิสัยนี้เกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นสติมันจะค่อยๆไล่คุมตัวเอง เพราะมันมีวิธีทำโทษไว้ว่า

ถ้าปกติต้องไหว้พระสวดมนต์อย่างนี้ แล้วพอถึงเวลาปุ๊บ เอ้ยอย่างนั้นอย่างนี้ ทีนี้โดนหนัก ก็เพิ่มขึ้นๆ เพิ่มจนจิตใจมันกลัว กลัวการลงโทษ มันกลัวการลงโทษ มันก็จะทำเพราะกลัวการลงโทษก่อน อุ๊ย ไม่เอาๆ มันกลัว 

Q : ความท้าทายในวิชาชีพนี้มีอะไรที่คุณทำแล้วไม่ได้ทำ หรือทำแล้วอยากให้ไปไกลกว่านี้

ไม่มีครับไม่รู้สึกอะไรอย่างนั้น ทำไปเรื่อยเท่าที่ทำได้ อย่างตอนมาทำ 'ครัวคุณต๋อย' เอ็กซ์โปเนี่ย ก็มีคนพูดว่า เอ๊ะทำดีไม่ดี ทำงี้ดีมั้ย ก็เลยนึกในใจว่า ทำได้นะ แต่ว่าไม่ใช่ปีแรก ปีสอง เฮ้ยปีสองอย่าเพิ่ง ทำหนังสือก่อน อะปีสามทำเอ็กซ์โป อย่างนี้อะได้ ก็บอกเขาไปอย่างนี้ก็บอกเขาว่าทุกอย่างมันเหมือนปลูกต้นไม้ ต้องรอเวลา ต้นไม้ต้นนี้มัน ถ้าโดนแดดแรงเดี๋ยวมันตาย มันเฉา ต้องเอาอะไรบังมันไว้ก่อน ปีหนึ่งปีสองปีสามทำได้ พอมาปีสี่ ตอนนั้นจากจัดที่เล็กๆ อยู่เอ็มควอเทียร์ ก็ไปเป็นที่ใหญ่ละ อยู่ที่อิมแพค เมืองทองฯ ต่อไปอาจจะเปลี่ยนไปให้มันใหญ่กว่านั้นอีกก็แล้วแต่

Q : ทำไมพี่ต๋อยให้ความสำคัญกับการให้โอกาสคน

ผมอาจจะไม่ใช่ตัวต้นคิดอันนี้หรอก พระพุทธเจ้าเป็นตัวต้นคิดของผม ผมไม่ได้เป็นตัวต้นคิดหรอก แต่ถือว่าฟังพระพุทธเจ้าสอนผมมาว่า ให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีพรหมวิหารสี่เนี่ย ไอ้ตรงนี้ผมว่าสำคัญ แล้วผมมีความรู้สึกสำคัญว่า จริงๆ พระพุทธเจ้าบอกถ้าเราเป็นมนุษย์ธรรมดา คนธรรมดาอย่างที่พวกเราเป็นเนี่ย มีทาน ศีล ภาวนา ก็คือรู้จักให้ทาน ให้รักษาศีลแล้วก็ให้รู้จักภาวนา แต่ถ้าเป็นพระก็ให้รู้จักศีลสมาธิปัญญา เพราะฉะนั้นคนละแบบกัน แต่ว่าใครทำได้ขั้นไหนก็ทำไปขั้นนั้น ไม่ว่ายังไงก็ตาม จาคะ คือการบริจาค การให้ทาน การให้ผู้อื่น

ความมีเมตตาเนี่ย แม้กระทั่งพระพุทธเจ้ายังตรัสสอนไว้เลยว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ก็คิดว่าการทำอย่างนี้ ถ้าครูเราสอนอย่างนี้ ถ้าคนที่เรานับถือที่สุด คนที่เรายอมตายแทนได้ คนที่ไม่ว่าเราทำบ้าบอคอแตกอะไร แล้วเดินมาปุ๊บ เราเห็นและเราจะหยุดทุกอย่างได้ สอนอย่างนี้ผมไม่มีคำถาม ผมไม่มีข้อสงสัยอีก ผมก็เลยคิดว่ามันเหมาะสมที่จะต้องทำอย่างนั้น การให้โอกาสจึงเป็นสิ่งที่ทำให้โลกนี้อยู่ได้จริงๆ

Q : ทุกวันนี้สิ่งที่ออกมาจากปากไม่เคยมีสิ่งไม่ดีเมื่อพูดถึงคนอื่น นี่คือจุดยืนของชีวิต

คือคนเราทุกคนเนี่ยมันมีข้อไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น ผมก็มี เยอะแยะเต็มไปหมดและทุกคนก็น่าจะมี แต่ทีนี้เรามานั่งมองเรื่องไม่ดีของคน แล้วผมคิดว่าถ้าเอามาพูดถึง มันจะเป็นประโยชน์อะไรกับสังคม มันจะเป็นเยี่ยงอย่างอะไรกับสังคม ถึงไปว่าเขาไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ปรากฏว่าเขาอยู่ในสังคมดี๊ดี เขาอยู่ได้ เด็กก็จะงงว่า อ๋อการที่คนนี้ไม่ดีขนาดนี้ เป็นอย่างนี้ แล้วยังอยู่ได้ เฮ้ยเราก็ไม่ดีได้นี่หว่า เราไม่ดีเราก็จะได้อยู่อย่างนี้ได้ด้วย ก็เลยไม่ได้ทำอย่างนั้น

Q : เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ย้ำอีกทีก็ออกมาแต่สิ่งดีๆ ทั้งนั้น

พยายาม ลูกน้องก็ต้องคอยห้ามปรามตลอดเวลาว่า พี่เรื่องนี้อย่าพูดนะ เรื่องนี้อย่าพูด เขาก็พูดบ่อยๆ


คิดลาวงการตั้งแต่ 45 

แต่ทำไม่ได้สักที

Q : คุณแก้ปัญหาในชีวิตเวลาเจอวิกฤติยังไง เพราะตอนนี้คนเจอวิกฤติเยอะมาก ในฐานะคนเคยเจอวิกฤติ แนะนำหน่อย 

ผมอาจจะแนะนำคนไม่ค่อยได้ตรงนี้ เพราะผมไม่เคยประสบปัญหาเยอะๆ ผมไม่เคยมีก็เลยไม่อาจจะพูดได้ว่า การประสบปัญหาเยอะ รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง เพราะผมไม่เคยเจอวิกฤติ ไม่เคยมีวิกฤติ แล้วก็ไม่เคยประสบปัญหาเยอะๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของผมที่คนอื่นมองว่ามันเป็นปัญหาเยอะ ผมก็มองว่าไม่ได้เยอะ แล้วคนที่มองว่ามันเป็นวิกฤติของชีวิต ผมก็มองว่าไม่เห็นจะวิกฤติตรงไหน

เพราะไม่เห็นว่ามันจะมีความสำคัญอะไร ก็เลยมานั่งว่า ถ้าจะให้ผมตอบว่าถ้าคุณให้ความสำคัญต่อสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ก็พูดได้แค่นี้ ถ้าคุณให้ความสำคัญต่อสิ่งใดมาก สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์มากสำหรับคุณ เขาบอกว่า ถ้าคุณกลัวต่อสิ่งใด นั่นเป็นทุกข์ ถ้าคุณชอบสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นภัย เป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเป็นทุกข์เป็นภัยในชีวิตจริงๆ ก็คุณจะไปยึดมันทำไม

Q : สุดมือสอยก็ปล่อยซะ?

บางทีมือไม่เห็นจะต้องเอื้อมไปสอยเลยด้วยซ้ำ

Q : อีกห้าปีเราจะเห็นไตรภพในรูปแบบไหน

โอ๊ย จะอยู่ถึงเปล่ายังไม่รู้เลย ตายอะซิ คนเราตายได้นะ มนุษย์ตายได้นะ ตายได้ ใครจะไปรู้ล่ะ

Q : ชีวิตไม่ประมาท อยู่ในบ้านไปเที่ยวญี่ปุ่นมันจะมีความเสี่ยงยังไงฮะ?

ทำไมอะ ก็เดินสะดุดหน้าบ้านหัวยังชนหินตายกันได้เลย งั้นตอบไม่ได้หรอกอย่าไปยุ่งกับอนาคตเลย อย่าไปยุ่งวุ่นวายกับมัน วุ่นวายกับปัจจุบันเถอะ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ทำให้มันสดใสนะ ละเว้นความชั่วทุกชนิด ทำแต่สิ่งดีๆ แล้วทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว จิตใจมันก็จะมีความสุข วันๆถามว่างานยุ่งไหมถ้าคิดถึงมันมันก็ยุ่ง ถ้าไม่คิดถึงมันก็นั่งอยู่ตรงเนี้ย ก็ไม่เห็นจะยุ่งตรงไหน ใช่มั้ย แต่ถ้าคิดว่ามันยุ่ง ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามา โน่นมานี่ ถ้าคิดว่ามันยุ่งก็ยุ่ง ไม่คิดว่ามันยุ่งก็ไม่เห็นว่ามันจะยุ่งตรงไหน”

Q : ความสุขของคนชื่อต๋อยตอนนี้คืออะไร?

นอน นอนก็มีความสุข

Q : นอนแค่ 4 ชม. นี่คือความสุขเหรอ

ใช่ 4 ชม.ประมาณนั้น นอนน้อยไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ก็เป็นคนนอนน้อย เป็นคนไม่ชอบนอน เป็นคนที่ขี้เกียจมาก เมื่อก่อนนอนเยอะมาก ตอนเด็ก นอนวันละสิบแปดชม.ก็ได้ สามารถนอนสะสมพอยต์ ใช่ นอนตอนเด็กๆ ไม่ลุกจากเตียงเลยก็ได้ ไม่มีปัญหา ชอบนอน เพราะเป็นคนช่างคิด ก็อยู่บนเตียงนอน คิดไปหลับ คิดอีกหลับอีกก็สามารถทำได้ จนต่อมาโตขึ้นๆ ก็มีความรู้สึกว่า ถ้าใช้ชีวิตอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ สงสัยไม่ถึงไหนแน่ สงสัยจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่แต่ในจินตนาการ เพราะจินตนาการมันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และโลกแห่งความจริงก็จะแคบลงๆ ไปเรื่อยๆ เพราะนอนเยอะ ก็เลยคิดว่าเลิกนอน ก็เลยทำโทษตัวเองว่า ขี้เกียจดีนัก

เลยตั้งปณิธานว่า ต่อจากนี้ไปข้าพเจ้า ถ้าหากตื่นขึ้นมา ไม่ว่านอนกี่โมงก็ช่าง แต่ว่าตื่นขึ้นมาแล้วลืมตา หากลืมตาขึ้นมาแล้วจะลุกจากเตียงทันที จะไม่มีวันล้มตัวลงไปนอนอีก ก็เลยตั้งปณิธานไว้อย่างนั้น ถ้าสมมติตื่นมาแล้วก็ เฮ้ยๆ อย่าๆ ก็นอนต่อได้ ถ้าเกิดลืมตาขึ้นมา เฮ้ยๆ แล้วดันลืมก็ลุกเลย พูดจริงๆ ไม่อยากตื่นก็หลับตาไว้ ถ้าลืมตาเมื่อไหร่ห้ามนอนต่อ ต้องลุก เก็บเตียง พับผ้าห่ม อาบน้ำ แปรงฟัน ตีสามตีสี่ก็ยังต้องทำ บางทีตื่นมาตีสี่ ดัดจริตไง ดัดจริตลืมตา

Q : จะเกษียณจากวงการนี้ อีกนานไหม

คิดมาตั้งแต่อายุสี่สิบห้าแล้ว ไม่เห็นทำได้สักที ก็เลยไม่กล้าพูดอีกแล้ว

Q : ยึดติดหรือว่าห่วงลูกน้องเช่นเดิมไหม

ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่สักอย่างแล้ว อันนี้มันแทนคุณท่านแล้วตอนนี้ เห็นไหมชีวิตมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

Q : ไตรภพแปลว่าอะไร

สามโลกไง เขาว่า โลกมนุษย์ โลกอะไรนะ สวรรค์ และก็โลกบาดาล คือนรกนั่นแหละ เขาว่างั้นนะ

Q : โลกไหนที่เหมาะกับช่วงชีวิตตอนนี้ที่สุด

ไม่มีสักโลกที่เหมาะ โลกแห่งความหลุดพ้นต่างหากที่เหมาะที่สุด

Q : นี่เป็นจุดที่สูงที่สุดในชีวิต

ไม่ทราบ ตอบไม่ได้ เรื่องพวกนี้ บอกแล้วคิดแต่ปัจจุบัน พอคุณมาถึงจุดๆหนึ่งแล้วคุณจะเหลือแต่ปัจจุบันจริงๆ มันแทบจะไม่มีอย่างอื่นเลย เห็นน้ำส้มก็เห็นน้ำส้มจริงๆ เลย ไม่เห็นอย่างอื่นเลย

INTERVIEW : RAYDO LIFESTYLE