วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เบิ้องหลังวรรณกรรม

วรรณกรรมระดับโลกหลายต่อหลายเรื่องนั้นไม่ได้มาจากจินตนาการของนักประพันธ์แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีที่มาจากเรื่องจริง หรือมีเบื้องหลังที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน จะพาแฟนานุแฟนไปค้นหาที่มาเบื้องหลังวรรณกรรมชื่อดังกันครับ

โรบินสัน ครูโซ (Robinson Crusoe)

เรื่องราวของคนเรือแตก ต้องอาศัยอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวบนเกาะนี้ ประพันธ์ขึ้นโดยดาเนียล เดโฟ (Daniel Defoe) ว่ากันว่ามีที่มาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายอเล็กซานเดอร์ เซลเคิร์ค (Alexander Selkirk) ซึ่งเป็นลูกเรือโจรสลัดสัญชาติสกอตลำหนึ่ง ที่แล่นตระเวนปล้นเรือของชาติที่เป็นอริกับสกอตแลนด์อยู่แถบทะเลใต้ (South Seas)

โดยคืนหนึ่งในปี 1704 เซลเคิร์คได้เกิดมีปากเสียงกับกัปตันเรืออย่างรุนแรงจึงถูกลอยแพปล่อยเกาะ กระทั่งไปเกยหาดเกาะฮวน เฟอร์นันเดซ (Juan Fernundez) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชิลี เกาะนี้ปราศจากผู้อยู่อาศัย เซลเคิร์คต้องดำรงชีวิตอยู่ตามลำพังโดดเดี่ยวบนเกาะนี้นานถึงสี่ปีครึ่ง กว่าจะมีเรือแล่นมาพบและนำเขากลับไปยังบริเทน ในปี ค.ศ.1709

ส่วนเดโฟนั้นทำงานเขียนวารสาร เมื่อได้อ่านข่าวของเซลเคิร์คก็จุดประกายให้เขาคิดอ่านประพันธ์เรื่องโจรสลัดเรือแตกขึ้นมา แต่โรบินสัน ครูโซ ในวรรณกรรมของเขานั้น ต้องใช้ชีวิตโดดเดี่ยวบนเกาะนานถึง 24 ปี

แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein)

ปี ค.ศ.1816 มารีย์ เชลลี (Mary Shelley) สาวน้อยวัย 18 ผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักประพันธ์ กับสามีผู้เป็นกวีชาวอังกฤษ ได้ไปพำนักอยู่ที่คฤหาสน์ในสวิสของกวีผู้โด่งดังคือท่านลอร์ด ไบรอน (Lord Byron) สหายทั้งสามสังสรรค์เสวนากันอย่างเบิกบาน และก็ได้ทำสัญญาตกลงกันว่าแต่ละคนจะลงมือเขียนเรื่องผี (ghost story) กันคนละเรื่อง เอามาประกวดประขันกันว่าของใครอ่านแล้วจะขนหัวลุกกว่ากัน

ทว่า มีแต่มารีย์คนเดียวที่ตั้งต้นเขียนเรื่องผีตามสัญญา โดยในตอนหัวค่ำคืนนั้น ผู้เป็นสามีของเธอเล่าให้ฟังถึงทฤษฎีวิวัฒนาการธรรมชาติของอีราสมุส ดาร์วิน (Erasmus Darwin) แพทย์นักปรัชญาชาวอังกฤษ ทำเอาเธอตื่นเต้นตื่นใจจนนอนไม่หลับ พอรุ่งสางเธอก็ลงมือเขียนเริ่มเรื่อง

“...จากแสงไฟสลัวๆ ฉันแลเห็นดวงตาสีเหลืองขุ่นๆของเจ้าสิ่งมีชีวิตนั้น มันหายใจเสียงดัง และเคลื่อนไหวส่ายแขนขาไปมา...”

ปีนั้นคือ ค.ศ.1816 ปีกำเนิดของผีดิบแฟรงเกนสไตน์ที่ทำให้นักอ่านทั่วโลกต้องหวาดผวา โดยอีกสองปีต่อมา ความฝันเป็นนักประพันธ์ของเธอก็บรรลุผลสำเร็จ

เมื่อเรื่องอสุรกายของเธอได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ Frankenstein อันเป็นนามของนักศึกษาแพทย์ผู้นำเอาชิ้นส่วนของศพมาประกอบเป็นร่างมนุษย์ และชุบชีวิตให้มันฟื้นคืนชีพ

อย่างไรก็ตาม เรื่องเกี่ยวกับอมนุษย์ประเภทนี้เธอมิได้เป็นคนแรกที่สร้างสรรค์ขึ้นมา ก่อนๆหน้านี้เคยมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้ว อาทิ นักทฤษฎีวิทยาชาวเยอรมันในสมัยกลางของยุโรปนามว่า อัลเบอร์ตุส แม็กนัส (Albertus Magnus) ได้คิดจินตนาการถึงหุ่นยนต์ที่สามารถโต้ตอบคำถาม ได้ และใน ค.ศ.1580 ท่านแรบไบ โลว์ (Rabbi Löw) แห่งกรุงปราก ได้สร้างตำนานอสุรกายร่างใหญ่ขึ้นโดยปั้นจากดินโคลนแม่น้ำ แล้วเสกมนตร์ให้มันมีชีวิตพร้อมกับตั้งชื่อมันว่า “โกเล็ม (Golem)” ซึ่งจัดเป็นตำนานลือลั่นของชาวยิว พอถึงศตวรรษที่ 16 นักเล่นแร่แปรธาตุชาวสวิสชื่อ พาราเซลซัส (Paracelsus) ก็ตกเป็นข่าวซุบซิบว่าเขาสามารถผลิตน้ำอมฤตที่ใช้ชุบชีวิตมนุษย์ขึ้นมาได้

เรื่องดังกล่าวเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับการใช้เวทมนตร์คุณไสยตามสมัยโบราณ หากแต่ผีดิบของนักประพันธ์สาวมารีย์ สร้างขึ้นอย่างสมจริงสมจังโดยอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ จึงอ่านแล้วน่าเชื่อถือกว่า

วิลเลียม เทลล์ (William Tell)

ในครั้งกระโน้น สวิตเซอร์แลนด์ตกอยู่ใต้อำนาจของออสเตรีย ชนสวิสต้องขื่นขมระทมใจจากการถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม โดยเฉพาะเมื่อทรราชของออสเตรียเอาหมวกของตนแขวนไว้บนยอดเสากลางหมู่บ้าน แล้วบัญชาให้ชาวสวิสทุกคนต้องโค้งคำนับทุกครั้งในยามที่เดินผ่านเสานั้น จนวันหนึ่งก็มีวีรชนสวิสผู้กล้าได้บังอาจไม่ยอมก้มหัวให้เสา เขาผู้นั้นมีนามว่า วิลเลียม เทลล์

เป็นเหตุให้ เกสส์เลอร์ เฮอร์แมนน์ (Gessler Hermann) ผู้ปกครองหฤโหดแห่งออสเตรียขุ่นเคือง เขาสั่งให้กุมตัววิลเลียมมา และลงโทษด้วยการสั่งให้ยิงธนูไปยังเป้าหมายคือลูกแอปเปิ้ลที่วางอยู่บนหัวของวอลเตอร์ (Walter) ลูกชายของวิลเลียม ถ้าหากวิลเลียมทำได้ก็จะปล่อยตัวเป็นอิสระ แต่ถ้ายิงพลาดหรือขัดคำสั่งไม่ยอมยิงก็จะโดนประหาร

ด้วยเหตุนี้ ณ ลานนอกหมู่บ้านอัลต์ดอร์ฟ (Altdorf) ที่วอลเตอร์ยืนนิ่งอยู่ วิลเลียมจึงดึงลูกธนูออกมาสองดอก ดอกหนึ่งวางไว้ใกล้ตัว อีกดอกหนึ่งขึ้นพาดสายเล็งไปยังเป้าหมาย ลูกธนูพุ่งออกไปและแบ่งแอปเปิ้ลออกเป็นสองซีก

เมื่อเกสส์เลอร์ถามวิลเลียมว่า ลูกธนูอีกดอกหนึ่งเตรียมไว้ทำไม?

วิลเลียมตอบว่า ในกรณีที่ลูกธนูแตะต้องวอลเตอร์แม้เพียงเส้นขน ธนูดอกนี้จะปักเข้าที่หัวใจของเจ้าน่ะซี

เล่นเอาเกสส์เลอร์โมโหโกรธาและสั่งให้กุมตัววิลเลียมลงเรือเพื่อไปกักขังไว้ยังปราสาทของตนซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทะเลสาบอูริ (Uri) ทว่าระหว่างทางได้เกิดพายุขึ้น องครักษ์ของเกสส์เลอร์จึงปลดเชือกที่พันธนาการวิลเลียมออก เพื่อให้เขาช่วยนำเรือเข้าฝั่ง ซึ่งพอเรือถึงตลิ่ง วิลเลียมก็โดดขึ้นฝั่งและถีบเรือกลับไปในทะเลสาบ มันพลิกคว่ำ เหล่าทหารออสเตรียจมใต้ผืนน้ำ แต่เกสส์เลอร์กระเสือกกระสนกลับเข้าฝั่งจนได้ วิลเลียมรออยู่แล้ว เขาใช้ลูกธนูดอกที่สองนั้นปลิดชีพผู้ปกครองผู้โหดร้าย เขาและพรรคพวกชาวสวิสได้อิสระกลับคืนมาอีกครั้ง

ตำนานเรื่องนี้ได้มีการพิมพ์ขึ้นครั้งแรกในวารสารสวิส เขียนโดย อีกีดิอุส ทชุดิ (Aegidius Tschudi) นักประพันธ์ในยุคศตวรรษที่ 16 หลังจากที่ช่วงชีวิตของวิลเลียมผ่านพ้นไปแล้ว 200 ปี อย่างไรก็ตาม หลักฐานต่างๆรวมทั้งการมีอยู่ของวิลเลียมกับเกสส์เลอร์นั้นไม่มีเหลือปรากฏให้เห็นแต่อย่างใด

อาจเป็นไปได้ว่าทชุดิได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานเก่าแก่ก่อนหน้านี้ กล่าวคือในครั้งศตวรรษที่ 11 ได้มีเรื่องเล่าถึงนักธนูผู้เก่งกาจชาวสกอตนามว่า กิล-แพทริก (Gilpatrick) เขาสามารถยิงธนูไปถูกไข่ไก่ที่วางอยู่บนหัวของลูกชายได้ หรือในศตวรรษที่ 12 ก็มีเรื่องเล่าของชาวแซกซอน (Saxon) ที่ละม้ายกับตำนานของวิลเลียม ได้แก่วีรกรรมของนักธนูผู้กล้านามว่าโทกิ (Toki) ที่หาญต่อกรกับผู้ปกครองสุดโหดชื่อ ฮาโรลด์ บลูทูธ (Harold Bluetooth)

ทชุดิก็เลยนำเอาเรื่องเล่าเหล่านี้มาปรับปรุงเสียใหม่กลายเป็นตำนานวิลเลียม เทลล์ ที่โด่งดังไปทั่วโลก

ความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ (Great Expectation)

วรรณกรรมคลาสสิกของชาร์ลส์ ดิกเคนส์ (Charles Dickens) เรื่องนี้มีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่เด็กน้อยพิพ (Pip) ในวัยห้าขวบได้เคยช่วยนักโทษหลบหนีให้มีอาหารและที่ซ่อนตัว ครั้นเมื่อพิพเติบโตขึ้นก็ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินอย่างมากมายจากผู้ลึกลับคนหนึ่ง ซึ่งภายหลังก็ปรากฏว่าเป็นนักโทษที่พิพได้เคยให้ความอนุเคราะห์นั่นเอง

ทั้งนี้ ในเรื่องนี้ได้มีตัวละครสำคัญอีกคนหนึ่งนามว่า คุณนายฮาวิแชม (Miss Havisham) เป็นหญิงสูงวัยที่อุปการะพิพในวัยเยาว์ เธอผู้นี้ดำรงชีพอย่างแปลกประหลาด คือเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านตลอดเวลา ไม่ยอมออกไปไหนทั้งสิ้น กล่าวกันว่าดิกเคนส์ผู้ประพันธ์ได้แรงดลใจเขียนบทบาทของมิสฮาวิแชมจากเรื่องจริงของหญิงที่มีนามว่า เอลิซา อีมิลี ดอนนิธอร์น (Miss Eliza Emily Donnithorne) แห่งเคมบริดจ์ฮอลล์, ย่านนิวตันในนครซิดนีย์, ออสเตรเลีย

ในปี ค.ศ.1856 เอลิซาได้มีพิธีแต่งงานกับคู่หมั้นของเธอในบ้านของเธอ แต่เขากลับหายหน้าไปอย่างลึกลับปล่อยให้เธอยืนเดียวดายต่อหน้าแท่นพิธี เอลิซาหัวใจสลายและใช้ชีวิตแบบฤาษีจำศีลอยู่แต่ในบ้านนับแต่นั้นมาจนกระทั่งเสียชีวิต นับเป็นเวลาถึง 30 ปีที่เธอไม่เคยก้าวออกนอกบ้าน ห้องที่เตรียมทำพิธีแต่งงานถูกปิดตาย สิ่งของประดับประดาตกแต่งถูกปล่อยทิ้งไว้ในสภาพเดิม แม้แต่อาหารมื้อเช้าที่จัดเตรียมไว้ต้อนรับแขกที่มาร่วมในพิธี ก็วางบูดเน่าจนแห้งกรังอยู่บนโต๊ะนั่นเอง

แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานระบุชัดว่าดิกเคนส์ได้นำเอาโศกนาฏกรรมของเอลิซามาเขียนขึ้นเป็นชีวิตรันทดของมิสฮาวิแชม แต่จากการที่เขาได้มีโอกาสพบปะกับนักท่องเที่ยวและนักเขียนข่าวจำนวนมาก จึงเป็นไปได้ว่าดิกเคนส์อาจเป็นพวกแรกๆในอังกฤษที่ได้รู้เรื่องประหลาดจากแดนไกลนี้ ซึ่งวรรณกรรมเรื่องนี้ของเขาก็ได้เขียนจบลงอย่างสมบูรณ์ในปี 1861 เพียง 5 ปีหลังจากคู่หมั้นของเอลิซาทิ้งเธอไป ทำให้เธอเก็บตัวระทมทุกข์ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่.

โดย :อุดร จารุรัตน์
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน