วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทเตือนใจ...กาแฟ คาเฟอีน ถูกกล่าวหาเป็นแพะรับบาป

โดย หมอดื้อ

บทความนี้มิได้หมายความว่าหมอดื้อมีเอี่ยวหรือรับส่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์กับโรง ร้านกาแฟที่ไหน และเคยมีบทความก่อนหน้านี้บรรยายข้อดีของกาแฟและคาเฟอีนต่อสุขภาพและสมอง (สุขภาพหรรษา ไทยรัฐ 30 ส.ค.2558) แต่กระนั้นก็มีการตั้งข้อกังขาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งความจริงเกิดทั้งในและต่างประเทศว่าคาเฟอีนมีผลร้ายต่อหัวใจ ตั้งแต่ใจสั่น (ซึ่งใจสั่นจะเป็นปฏิกิริยาปกติบอกว่ากินพอแล้ว) หรือหัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจวายตายไปดื้อๆ

ที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นการนำบทความจากนายแพทย์ John Mandrola เขียนใน Medscape.com (5 มิถุนายน 2017) ซึ่งเป็นแหล่งให้ความรู้แพทย์และประชาชนทั่วไป โดยเล่าถึงเหตุการณ์คาเฟอีนถูกป้ายความผิด

คุณ Davis Allen Cripe อายุ 16 ปี ล้มลงหมดสติและเสียชีวิตในห้องเรียนที่ South Carolina โดยเจ้าหน้าที่ชันสูตรระบุการตายว่าน่าจะเกิดจากคาเฟอีนทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ สิ่งที่ค้านกับคำวินิจฉัยดังกล่าวอยู่บนความจริงที่ว่าคุณ Cripe ที่เสียชีวิตดื่มกาแฟลาเต้ของแมคโดนัลด์ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนการเสียชีวิต แม้ว่าขนาดของคาเฟอีนอาจจะระบุไม่ได้แต่ไม่ควรเกิน 626 มิลลิกรัม หรือเท่ากับ 6 แก้ว ของกาแฟซึ่งปริมาณดังกล่าวจะมีผลข้างเคียงได้ เช่น ตื่นเต้น กระวนกระวาย ใจเต้นเร็ว เหงื่อออก แต่อย่างไรก็ตาม ห่างไกลจากขนาดที่ทำให้เสียชีวิตคือ 10 กรัม บริโภควันเดียว (เท่ากับ 100 แก้ว) และนำไปสู่ข้อสงสัยหรือสันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตน่าจะมีภาวะสุ่มเสี่ยงของหัวใจที่จะผิดปกติอยู่แล้ว มิฉะนั้นเราคงจะเห็นคนหนุ่มสาว แก่ เสียชีวิตมากหลายจากการกินกาแฟหลายแก้วต่อวัน (หมอดื้อก็กิน 3-5 แก้ว)

การพิสูจน์ในขั้นละเอียดที่ควรต้องทำคือ การชันสูตรพลิกศพทางโมเลกุล (Molecular Autopsy) ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นายแพทย์ Chris Semsarian และคณะจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ได้พบว่า ในคนหนุ่มสาวที่ตายไปโดยไม่ทราบสาเหตุจากการตรวจศพ แต่เมื่อตรวจลึกซึ้งระดับโมเลกุลจะพบสาเหตุได้ระหว่าง 17-29 เปอร์เซ็นต์ (รายงานในปี 2015)

นอกจากนั้นการพิเคราะห์หาสาเหตุการตายเฉียบพลันหาสาเหตุไม่ได้จากการตรวจศพ แต่เมื่อตรวจรหัสพันธุกรรม DNA พบว่ามียีนผิดปกติที่สุ่มเสี่ยงให้เกิดหัวใจเต้นผิดปกติที่เรียกว่า Long-QT Syndrome และยีนที่หัวใจไวต่อการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติ คือ Catechola-minergic polymorphic ventricular tachycardia (CPVT) ใน 45 จาก 173 ราย (26%)

ในช่วงก่อนหน้าปี 2016 การตรวจยีนหรือชันสูตรทางโมเลกุลจะจำกัดที่ยีนผ่าเหล่าที่ถ่ายทอดและพบกันบ่อยๆ ดังที่กล่าวแล้วคือ Long-QT Syndrome, CPVT และ Brugada syndrome แต่ด้วยเทคโนโลยีในการถอดรหัสพันธุกรรมที่ละเอียดและเนียนขึ้น โดยค่าใช้จ่ายไม่สูงทำให้สามารถอธิบายสาเหตุได้ดีขึ้น

ในปี 2016 มีรายงานในวารสารนิวอิงแลนด์โดยมีทั้งเด็กและหนุ่มสาว 490 ราย ที่ตายฉับพลันในช่วง 3 ปี ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ทั้งนี้ พบว่าใน 113 ราย ที่สามารถทำการตรวจยีนได้มี 31 ราย (31%) ที่มียีนผ่าเหล่าทางหัวใจและทำให้เป็นหลักฐานยิ่งขึ้นโดยการที่พบว่าในจำนวนนี้สืบสาวไปมี 13% ของครอบครัวที่มีประวัติเสียชีวิตในทำนองนี้

ทีมจาก Scripps Institute (San Diego) ตรวจรหัส Exome จากเลือดหรือเนื้อเยื่อจากคนตายลักษณะดังกล่าว 25 ราย และพบสาเหตุถึง 40% (รายงานในวารสาร JAMA ของสมาคมแพทย์อเมริกัน 2016) และทำให้ช่วยคนในครอบครัวที่ยังไม่มีอาการได้อีก จากการที่พบยีนผ่าเหล่าแบบถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยการสืบค้นยีนผิดปกติในพ่อ แม่ และครอบครัว ถ้าไม่พบก็จะแสดงว่ายีนผ่าเหล่านี้เกิดขึ้นในคนเสียชีวิตเอง (De Novo Mutations)

สืบเนื่องจากการตายและมีการชันสูตรว่ามีส่วนจากคาเฟอีน ทำให้มีการวิจารณ์และต่อต้านคาเฟอีนว่ามีผลร้ายต่อสุขภาพโดยเฉพาะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การติดตามคนที่กินกาแฟ ชา ช็อกโกแลต 850 ราย ระยะยาวจากทีม University of California, San Francisco ไม่พบว่าการเต้นผิดจังหวะแบบทั้ง Premature atria หรือ Ventricular beat จะสัมพันธ์กับชนิดและปริมาณของคาเฟอีนที่ได้และยิ่งพบว่าคาเฟอีนอาจมีผลป้องกันการเกิดหัวใจเต้นระริก Atrial fibrillation (AF) อีกด้วย ในปี 2013 การวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและพิเคราะห์เชิงประจักษ์จากรายงานใหญ่ 7 รายงาน มีคน

ในการศึกษามากกว่า 115,000 ราย ทีมจากมหาวิทยาลัย Lisbon ไม่พบการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิด AF โดยมีผลในทางป้องกัน (Odds ratio 0.92, 95% CI 0.82-1.04) และเมื่อพิเคราะห์จากรายงานที่คุณภาพสูงเท่านั้นพบว่าคาเฟอีนลดความเสี่ยงของ AF ได้ 13 เปอร์เซ็นต์ (OR 0.87, 95% CI 0.80-0.94) การศึกษาจาก Peking Union Medical College ในกรุงปักกิ่ง ยืนยันรายงานข้างต้นเช่นกัน โดยพิเคราะห์จากปริมาณของคาเฟอีนกับ AF มากกว่า 228,000 ราย คาเฟอีนมีแนวโน้มในการลดการเกิด AF (RR 0.90, 95% CI 0.81-1.01; P=0.07)

การดูความเกี่ยวโยงระหว่างคาเฟอีนกับระบบหัวใจและเส้นเลือด มีการศึกษาเชิงระบบขนาดมโหฬารและพิเคราะห์เชิงประจักษ์ในขนาดของคาเฟอีนด้วย จากรายงาน 36 ชิ้น รวมคนในการศึกษามากกว่า 1.2 ล้านคน ไม่พบการเพิ่มความเสี่ยง แม้จะกินกาแฟปริมาณสูง หนำซ้ำคนที่กินกาแฟมีโรคหัวใจ เส้นเลือด ลดลง โดยความเสี่ยงจะลดลงมากที่สุดถ้ากินวันละ 3-5 แก้ว

ทีมจากแคนาดาศึกษาผลของคาเฟอีนว่าจะทำให้มีกระแสไฟฟ้าผิดปกติในทั้งหัวใจห้องบนและล่างหรือไม่ โดยศึกษาคนไข้ 80 ราย ที่ใส่สายสวนเข้าไปจี้ช็อตหัวใจ เพื่อรักษาหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ (SVT) โดยกึ่งหนึ่งกินเม็ดคาเฟอีน (5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) อีกกึ่งกินยาหลอด พบว่ากลุ่มคาเฟอีนมีความดันเพิ่มกว่าเล็กน้อยแต่ไม่มีผลกระทบต่อคลื่นหัวใจและกระแสไฟฟ้า (143 VS 132 มิลลิเมตร) แม้ในคนที่มีหัวใจวาย โดยมีประสิทธิภาพของการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย หรือ LVEF เพียง 29% เมื่อให้กินกาแฟหรือยาหลอด 500 มิลลิกรัม ก็ไม่พบว่าคาเฟอีนทำให้เลวลง รวมทั้งไม่กระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดปกติ (Ectopic Beats)

และท้ายในคนท้องรายงานทบทวนอย่างเป็นระบบในวารสารมากกว่า 10,000 ชิ้น ที่เกี่ยวกับคาเฟอีน พบว่าคนท้องกินในขนาดปานกลาง (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 300 มิลลิกรัมต่อวัน) ยังไม่พบผลผิดปกติขณะตั้งครรภ์ คลอด และพัฒนาการผิดปกติในเด็ก

กาแฟ คาเฟอีน คงเป็นอีกหนึ่งในหลายร้อยหลายพันเรื่อง ขณะนี้ที่มีความเชื่อผิดๆ เอาความเห็นส่วนตัว อ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญสร้างกระแสให้คล้อยตามโดยไม่เคยหันมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์ได้ และพิสูจน์ไปแล้ว หูต้องหนักนะครับ.

หมอดื้อ