วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดกรุเครื่องรางลี้ลับ! 4 ของขลังคู่บ้านคนไทย

เรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา อยู่คู่คนไทยมาแต่ช้านาน ไม่ว่าจะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูป ศาล และต้นไม้ รวมไปถึง "เครื่องราง ของขลัง" ต่างๆ ก็เช่นกัน เราปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ เพราะวิทยาศาสตร์ก็ให้คำตอบไม่ได้ในหลายต่อหลายครั้ง ยิ่งนานวันเข้า จากนิทานเรื่องเล่า ก็กลายเป็นสิ่งลี้ลับ ที่ทุกคนเชื่อต่อๆ กันมา

วันนี้จึงขอนำเสนอ 4 ของขลังที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน แล้วคุณล่ะมีหรือยัง? ไปดูพร้อมๆ กัน

1. ตำราพรหมชาติ

เรื่องการดูดวง ดูหมอ หรือที่เรียกว่า "โหราศาสตร์" ที่หลายคนชื่นชอบเป็นชีวิตจิตใจ ไม่เพราะความแม่นยำ แต่น่าจะเป็นเพราะความน่าจะเป็นในเชิงวิทยาศาสตร์ ขณะที่ "โหราศาสตร์" ก็บ่งบอกว่าเป็นเรื่องลี้ลับ ที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วย

จะว่าไปตำราโหราศาสตร์ของไทย ถูกเรียกรวมว่าเป็นตำรา "พรหมชาติ" การดูพรหมชาติ เป็นวิธีการทำนายชะตาราศีบนพื้นฐานของปีเกิด เดือนเกิด และวันเกิด เป็นรูปแบบการพยากรณ์แบบหนึ่งในโหราศาสตร์ไทย ซึ่งมีความเชื่อดั้งเดิมมาจากกลุ่มไท-ลาว ผสมผสานกับความรู้ทางโหราศาสตร์ที่ได้รับจากอินเดียและจีน เมื่อมีการพิมพ์เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงได้มีการรวบรวมความรู้การพยากรณ์แบบอื่นๆ เข้าไว้ในชุดเดียวกัน แล้วให้ชื่อว่า "ตำราพรหมชาติ"

ตำราพรหมชาติ ถูกพิมพ์อีกหลายครั้งและแพร่หลายไปยังหลายภูมิภาค มีการรวบรวมศาสตร์จากตำราพื้นบ้าน ไปจนถึงตำราหลวงรวมไว้อยู่ในเล่มเดียวกัน จนในภายหลัง คำว่า "พรหมชาติ" กลายเป็นคำรวมของตำราดูหมอไทย แทนที่จะเป็นการทำนายตามวิธีการใดเพียงวิธีการเดียว

สำหรับคนในสมัยก่อนๆ การดูพรหมชาติ เปรียบเสมือนกับหางเสือที่ช่วยชี้นำเส้นทางการดำเนินชีวิต ทั้งในวันที่ดี และในวันที่ชีวิตสับสน และยังเป็นหลักยึดและช่วยปกป้องภัยอันตรายต่างๆ ที่กำลังจะเข้ามากล้ำกรายอีกด้วย

2. ปลัดขิก

"ปลัดขิก" หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ขุนเพชร" ที่ทำขึ้นจากไม้หรือโลหะ มีลักษณะเหมือนองคชาต จำลองย่อส่วน โดยปราศจากหนังหุ้มปลาย แต่เดิมนิยมให้เด็กอายุ 3-4 ขวบขึ้นไป แขวนไว้ที่บริเวณเอว ให้ห้อยลงมาอยู่ในระดับองคชาต เนื่องจากเด็กในช่วงวัยนี้ เพิ่งจะหย่านม จึงมีภูมิคุ้มกันน้อย โอกาสที่จะป่วยไข้มีมาก ตามความเชื่อโบราณเชื่อว่า ภูตผีจะมาทำให้เด็กเจ็บป่วยไม่สบาย จึงต้องหลอกผีให้เข้าใจผิดไปว่า เด็กชายนั้นไม่ใช่เด็ก แต่โตเต็มวัยสมชายชาตรี โดยมีองคชาตที่ปลายเปิดไม่มีหนังหุ้ม ภูตผีจึงไม่สามารถนำเด็กคนนั้นไปยังโลกแห่งความตายได้

หากจะให้ "ปลัดขิก" มีความขลังยิ่งขึ้น ก็มักจะต้องผ่านการปลุกเสกอีกด้วยตามตำราโบราณ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเชื่อว่าปลัดขิกเป็นของที่ใช้ สำหรับเบี่ยงความสนใจของเด็ก ไม่ให้เล่นอวัยวะเพศของตนเอง เพราะโดยปกติแล้วเด็กในวัยนี้มักจะเล่นอวัยวะเพศของตนเอง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับนิสัยติดดูดนิ้ว ติดขวดนม คนโบราณจึงทำปลัดขิกขึ้นมา เพื่อเป็นการแก้ไขไม่ให้เด็กติดนิสัยเล่นอวัยวะเพศของตัวเองด้วย

3. นางกวัก

หญิงสาวนั่งกวักมือ นี่คือ "นางกวัก" ของคนไทย เฉกเช่นประเทศญี่ปุ่นก็มี "แมวกวัก" เป็นเครื่องรางสไตล์ญี่ปุ่นเช่นกัน "นางกวัก" ของไทยจะแต่งกายด้วยชุดไทยสีแดง แต่ปัจจุบันก็มีสีสันมากมาย พร้อมสวมใส่เครื่องประดับ นั่งในท่าคุกเข่าแบบเทพธิดา ส่วนมือทำท่ายกขึ้นกวัก ตามความเชื่อ เชื่อว่า นางกวักเป็นเทพีแห่งความเป็นมงคลและโชคลาภ พ่อค้าแม่ค้า เจ้าของธุรกิจจึงนิยมบูชาติดร้านกันไว้ตั้งแต่โบราณ แม้กระทั่งในปัจจุบัน ยังมีการออกแบบโดยลดทอนรูปลักษณ์ของรูปปั้นนางกวัก ให้โมเดิร์นเข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น โดยยังคงคอนเซปต์สำหรับใช้เพื่องานลาภงานมงคลดังเดิม

4. ตุ๊กตาเสียกบาล

กบาล เป็นภาษาเขมรหมายถึง หัว ตุ๊กตา "เสียกบาล" ก็คือ ตุ๊กตา "เสียหัว" นั่นเอง เป็นหุ่นดินเผาที่ปั้นขึ้นใช้ในพิธีกรรมจากความเชื่อทางไสยศาสตร์ของผู้คนในอดีต เมื่อมีคนเจ็บป่วยใกล้ตาย คนไทยในอดีตจึงหาวิธีหลอกผี ไม่ให้มาเอาชีวิตผู้นั้น ด้วยการปั้นตุ๊กตาดินขนาดเล็กขึ้นแทนเจ้าตัว ซึ่งจะปั้นแค่ให้เห็นเพศ และรูปร่างลักษณะใกล้เคียงกับตัวคนที่จะแทน เพราะถือว่าปั้นให้ผี จึงไม่ได้จำเป็นต้องออกมาประณีตสวยงามนัก แล้วจึงนำไปเสร็จพิธีเสียกบาล โดยการหักคอตุ๊กตา แล้วเอาไปทิ้งไว้ที่ทางสามแพร่งหรือลอยน้ำไป เพราะเชื่อว่าที่เหล่านี้เป็นแหล่งชุมนุมทางวิญญาณ โดยเชื่อกันว่าตุ๊กตาได้รับเคราะห์แทนไปแล้ว คนที่ป่วยอยู่จึงไม่เป็นอะไร เสมือนเป็นการผ่องถ่ายสิ่งชั่วร้ายไปยังตุ๊กตา นับเป็นการจัดการความเจ็บป่วยโดยอาศัยวัตถุ เพื่อสื่อสารและต่อรองกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ในยุคที่วิทยาการด้านการแพทย์ยังไม่อาจเยียวยาผู้ป่วยให้หายได้

สำหรับคนที่สนใจ สามารถไปดูของจริงได้ที่ มิวเซียมสยาม จะได้เห็นกับตา ว่าแต่ละชนิดมันมีหน้าตาเป็นอย่างไร.