บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่าวิกฤติ "กฎหมู่" สังคมแตก...วัดใจคนไทย : กฎหมายเอาไม่อยู่ ปรองดองล้มเหลว

สายฝนชุ่มฉ่ำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยตลอดห้วงสัปดาห์ โดยเฉพาะจังหวัดตอนบนที่ฝนตกอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก

โดยปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยังวางใจไม่ได้

ขณะที่ปรากฏการณ์ไม่ธรรมชาติ นักการเมืองทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยแตะมือปรองดองโดยอัตโนมัติ แท็กทีมขย่มรัฐบาล คสช.ว่าด้วยประเด็นบ้อท่าในการบริหารราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ

ตอกย้ำจุดเปราะบางของรัฐบาลทหาร

ในเหลี่ยมกดดันปมเศรษฐกิจ จี้จุดหงุดหงิดของ เกษตรกร เร้าผู้คนที่กำลังเผชิญภาวะปัญหาปากท้อง

ตามไฟต์บังคับของนักเลือกตั้งอาชีพ ต้องเตะตัดขาสกัดเกมลากยาวของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ส่อตีตั๋วยาวข้ามช็อตรอบหน้า

การเมืองเข้มข้นขึ้นตามเงื่อนเวลาปลายเทอมโรดแม็ป

ล้อไปกับปรากฏการณ์กระบวนการยุติธรรมที่เริ่มสำแดงผล ในจังหวะที่คดีดังๆระดับประเทศจ่อคิวลุ้นศาลชี้ชะตา รอดหรือไม่รอด

เดิมพันคุกตะรางจ่ออยู่ตรงหน้า

แต่ที่ต้องเข้าเรือนจำเลยทันที ตามสถานการณ์ภายหลังศาลแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีคำสั่งขังตัวนายวิรพล
สุขผล หรืออดีตพระ “เณรคำ” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าขันติธรรม จังหวัดศรีสะเกษ ผู้ต้องหาหลบหนีคดีอาญาไปกบดานใน สหรัฐฯ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับประเทศไทย

โดยมีอัยการต่างประเทศและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บินไปรับตัวมาดำเนินคดีในข้อหาพรากผู้เยาว์ กระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน

ถึงคราวต้องชดใช้หนี้กรรมที่ก่อไว้ในคราบของผ้าเหลือง

เช่นเดียวกับคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา ที่องค์คณะผู้พิพากษาแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาจำเลยรวม 62 คน ตัดสินยกฟ้อง 40 คน นอกนั้นโดนลงโทษอ่วมทั้งจำคุกและชดใช้สินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายชาวโรฮีนจา

โดยเฉพาะจำเลยคนสำคัญที่เป็นระดับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพคือ พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก โดนจำคุกรวม 27 ปี

นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลทหาร คสช.แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ จุดที่ทำให้ประเทศไทยเสี่ยงโดนแบนทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ

และอีกคดีสำคัญซึ่งเป็นที่จับตาทั้งในเมืองไทยและต่างชาติ กับการตามตัวนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ “บอส” ทายาทตระกูลเครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อดัง ที่อยู่ในขั้นตอนที่อัยการฝ่ายต่างประเทศกำลังประสานการตามตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศ

ตามอาการยึกๆยักๆกั๊กกัน โดยเฉพาะในขั้นตอนของตำรวจท้องที่เจ้าของคดี

ที่แน่ๆงานนี้จะเป็นบทพิสูจน์คุกเมืองไทยมีไว้ขังแค่คนจนจริงหรือไม่

แต่ที่ติดจริง ขังจริง ตามคดีที่เกี่ยวโยงทางการเมือง ล่าสุดศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมเสื้อแดง นปช. เป็นเวลา 1 ปี ฐานหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี สั่งฆ่าประชาชนบนเวทีปราศรัยการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง นปช. ปี พ.ศ.2552

ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำอีกคำรบ

โดยชะตากรรมของแกนนำและแนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่ต้องเดินเข้าคุกอย่างต่อเนื่อง ผลพวงจากวิกฤติการเมืองเลือกข้างที่เล่นกันเลยขอบเขต

ยึด “กฎหมู่” อยู่เหนือ “กฎหมาย”

นั่นก็ไม่ใช่ฝ่ายเสื้อแดง นปช.เท่านั้น มันยังมีคดีของม็อบพันธมิตรก่อการร้าย ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล ม็อบ กปปส.ที่เจอข้อหากบฏ ปิดกรุงเทพฯ ล้มล้างการปกครอง

ยังไงก็ต้องชดใช้ความเสียหายจากการกระทำนอกขื่อแปบ้านเมือง

และที่ต้องจับตา อีกคดีสำคัญจากการชุมนุมทางการเมืองที่จ่ออยู่ในศาลใกล้วันชี้ชะตา คือคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรหน้ารัฐสภาเมื่อปี พ.ศ.2553 ที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. เป็นจำเลย

จุดเดิมพัน เพราะตัวละครโยงใยเส้นสายอำนาจ

ไม่ใช่แค่คดีตกค้างจากการชุมนุมเท่านั้น โดยจังหวะที่กระบวนการยุติธรรมเริ่มสำแดงผลยังล้อตามเงื่อนไขที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมกำหนดให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังได้ แก้ปัญหาจำเลยหลบหนี และให้ศาลมีอำนาจรื้อฟื้นคดีได้ตามสมควร

นั่นก็ส่งผลถึงคดีของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจากจำเลยหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ

อาทิ คดีทุจริตการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย คดีปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ หรือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย คดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องทักษิณเป็นจำเลยในคดีแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม เอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองและครอบครัว และคดีหวยบนดิน ในส่วนของอดีตนายกฯทักษิณ

ต้องเดินหน้าพิจารณาภายใต้แนวโน้มสถานการณ์ไม่น่าจะเป็นบวกกับอดีตผู้นำ

แต่ที่ลุ้นตัวโก่งยิ่งกว่า เพราะใกล้วันชี้ชะตาเข้ามาทุกขณะ

ตามปฏิทินที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดวันพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก ซึ่งเป็นอดีตนักการเมือง–เอกชน รวม 28 ราย ในคดีฮั้วประมูลและปฏิบัติหน้าที่มิชอบโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) วันที่ 25 สิงหาคมนี้ เวลา 09.00 น.

แน่นอนว่ากันตามสัญญาณ ส่อเค้าไม่สู้ดี

โดยสถานการณ์ยังโยงต่อเนื่องถึงคดีปล่อยปละ ละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่ล่าสุดศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นัด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย และนัดพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม เช่นเดียวกัน

ในสถานการณ์ลุ้นสู้เฮือกสุดท้าย

นั่นจึงเป็นอะไรที่ต้องเน้นกันเป็นพิเศษ ตามฉากนัดรวมพลังใหญ่ ไม่ใช่แค่มวลชนผู้สนับสนุนที่แห่มาให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เต็มหน้าศาลเท่านั้น แต่ยังมีบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยที่เดินทางมาให้กำลังใจอดีตผู้นำหญิงพร้อมหน้าพร้อมตา

โชว์ให้เห็นเลยว่า กองเชียร์หนาแน่น แนวร่วมยังพรึ่บพรั่บ

พร้อมเป็นเกราะกำบังเคียงข้าง “ยิ่งลักษณ์”

โดยสถานการณ์เป็นไปตามเกมที่ฝ่ายความมั่นคงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกปากปรามกลุ่มมวลชนที่ระดมพลให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ อย่ากระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย อย่าละเมิดศาลและกระบวนการยุติธรรม ไม่เช่นนั้นก็จะถูกดำเนินคดี ถ้ามีการใช้ความรุนแรงบานปลายก็ต้องรับผิดชอบด้วย จะไม่มีการละเว้น

แต่ที่แน่ๆ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยเลยว่า เตรียมหารือกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อหาแนวทางในการดูแลความเรียบร้อยในวันนัดพิพากษาคดีจำนำข้าวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์

พร้อมเตรียมใช้แผนกรกฎดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยพื้นที่ทั่วประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาล คสช.ก็นั่งไม่ติดเหมือนกัน

นั่นก็เพราะ “เกมมวลชน” คือจุดแข็งของอีกฝ่าย ถ้าถึงจุดจนตรอก หนีไม่พ้นหนทางสุดท้าย

เครือข่าย “ทักษิณ” คงต้องปลุกม็อบสู้

และแน่นอน โดยรูปการณ์ถ้าถึงจุดที่กฎหมายเอาไม่อยู่ มวลชนไม่ยอมรับผลการตัดสิน ก็ต้องเกิดความวุ่นวาย วิกฤติรอบใหม่ตั้งเค้ากลับมา สวนทางกับกระบวนการปรองดองที่ คสช.ดำเนินการมาจนถึงขั้นการจัดทำร่างสัญญาประชาคมแล้ว ก็คงเหลวไปตามฟอร์ม

แต่ทั้งหมดทั้งปวง มันก็ต้องวัดใจคนไทยทั้งประเทศจะยอมให้ฝันร้ายกลับมาหลอนอีกหรือไม่

ในเมื่อวิกฤติ “กฎหมู่” ทำสังคมไทยแตกเละจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว.

“ทีมการเมือง”