วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เศรษฐกิจระดับล่างอ่วม! “ณรงค์ชัย” จี้รัฐแก้แรงงาน-เกษตร-เอสเอ็มอี

“ณรงค์ชัย” กระตุ้นรัฐบาลลงมือช่วยเศรษฐกิจระดับล่างทั้งภาคแรงงาน-เกษตรกร-เอสเอ็มอีที่กำลังกระอัก หวั่นปัญหาจัดการแรงงาน-ที่ดินเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจระยะยาว ชี้ไม่ต้องห่วงเอกชนรายใหญ่เพราะดูแลตัวเองได้ ชี้เศรษฐกิจปีนี้โตได้ตามคาดหลังส่งออกไปได้ดี และมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) กล่าวในสัมมนา “เกาะติดเศรษฐกิจไทย (ครึ่งหลังปี 60)...สดใสหรือไร้แวว” ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะเป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินไว้คือ เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.5% เนื่องจากตัวเลขส่งออกดีและมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ สิ่งเหล่านี้ล้วนดีต่อเศรษฐกิจมหภาคและเอกชนขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือระดับจุลภาค ทั้งระดับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กลุ่มแรงงานภาคประชาชน รวมถึงเกษตรกรที่ยังประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

“สิ่งที่กังวลต่อเศรษฐกิจไทย เชื่อว่ารัฐบาลรู้อยู่แล้วว่ามีปัญหาอะไร และจะแก้ยังไง อยู่ที่ว่าจะลงมือทำอย่างจริงจังหรือไม่ รัฐบาลต้องดูแลเศรษฐกิจระดับจุลภาค เศรษฐกิจระดับล่าง กำลังซื้อประชาชน ไม่ต้องห่วงเอกชนรายใหญ่ พวกนี้ดูแลตัวเองได้”

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหาเรื่องการจัดการแรงงาน ทั้งแรงงานไทย แรงงานต่างด้าว จากการออกกฎหมายออกมาแก้ปัญหาแต่กลับเกิดปัญหาขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการจัดการที่ดิน ทั้งปัญหารุกล้ำที่ดินสาธารณะ รุกป่า ซึ่งทั้งปัญหาแรงงานและที่ดินจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถแก้ไขให้ราบรื่นได้ ซึ่งหากสถานการณ์แรงงานและที่ดินยังเป็นเช่นนี้ ก็จะส่งผลต่ออุปทานหรือซัพพลาย สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับภาคผลิต ภาคบริการ ทั้งการจัดการวัตถุดิบ แรงงาน และพื้นที่ กระทบทั้งการลงทุนของธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอี กระทบกำลังซื้อ กลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจระดับจุลภาคที่จะฉุดเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังพึ่งพาเพื่อนบ้านมากเกินไป โดยเฉพาะความมั่นคงทางด้านพลังงาน เนื่องจากไทยซื้อไฟฟ้าจากลาวเพื่อนำมาใช้ในประเทศเป็นจำนวนมาก จึงกังวลว่าในอนาคตหากไทยไม่สร้างความพร้อมจากภายใน แต่หวังจะพึ่งพิงเพื่อนบ้านต่อไปจะส่งผลกระทบได้ในอนาคต เช่นเดียวกับการที่ไทยประสบปัญหาด้านแรงงานจากผลกระทบ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว เพราะใช้แรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงที่แรงงานไหลออกนอกประเทศส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ปรับตัวดีขึ้น จากสัญญาณเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจน ส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย โดยคาดว่าการส่งออกปีนี้สามารถเติบโตได้ 5% ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้เติบโตอยู่ที่ 3.5% ขณะเดียวกัน ยังมีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่เริ่มมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปีนี้และต่อเนื่องไปในปีหน้า ขณะที่ราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ แต่ยังคงต้องติดตามภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผันผวนอาจกดดันทิศทางค่าเงินบาทผันผวนตามไปด้วย รวมถึงการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่เหมาะสม

ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า แนวโน้มในอนาคตไทยมีโอกาสนำเข้าพลังงาน 100% จากปัจจุบันนำเข้า 80-85% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีการลงทุนต่างๆ เช่น การลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ส่งผลให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การผลิตพลังงานในไทยกลับลดลง ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต่างๆ เช่น การต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้า, การเปิดสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ หรือรอบที่ 21 ยังมีความล่าช้า และยังไม่แน่ใจว่าหากเปิดสัมปทานแล้วจะจัดหาแหล่งก๊าซธรรมชาติได้มากหรือไม่ เพราะปัจจุบันการจัดหาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังหาได้น้อยมาก

“ขณะนี้เราพึ่งพานำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน ต่อไปของเขาก็ต้องหมดลง ตอนนี้ไทยก็หันมานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอล–เอ็นจี) ต่อเนื่องเพื่อมาผลิตไฟฟ้า มีการคาดการณ์กันว่า ภายใน 20 ปีไทยต้องนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีสูงถึง 30 ล้านตันต่อปี ซึ่ง ปตท.มีคลังสำรองก๊าซแอลเอ็นจีได้ประมาณ 2.15 ล้านตัน และเตรียมสร้างคลังเพิ่มเป็น 10 ล้านตัน เพราะฉะนั้นที่เหลืออีกกว่า 20 ล้านตัน ต้องสร้างคลังเพิ่มอีกกว่า 4-5 แห่ง ก็ต้องวางแผนกันให้ดี เพราะต้องใช้ระยะเวลาการสร้างแต่ละคลัง 7-8 ปี ค่าก่อสร้างกว่าแสนล้านบาท”.