วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แข่งกระทงใบตอง งานชีวิตครูธีระยุทธ

อ.ธีระยุทธ กิตตินภวัฒน์


แรงกายและแรงใจที่อาจารย์ธีระยุทธ กิตตินภวัฒน์ รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล ๑ (บ้านท่าตะเภา) ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ทุ่มเทให้เด็กนั้น ผลิดอกผลงดงามทั้งต่อตัวอาจารย์เองและเด็กๆ

ในวงการดอกไม้ใบตอง สำหรับอาจารย์อย่างธีระยุทธ งานประกวด เย็บร้อยค่อยจีบ ประดิษฐ์ใบตองระดับชาติ ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป็นงานหนักที่สุด

เมื่อปี 2553 ตอนนั้นยังชื่องานนิทรรศการ วิจิตรการงานใบตอง กรองร้อยมวลมาลี ส่งไป 3 รายการ มีวิจิตรการมาลัยมือพวงน้อย วิจิตรการกระทงน้อยลอยนที วิจิตรการกรองร้อยมาลัยมือ

“เราไปเหมือนบ้านนอกเข้ากรุง” ธีระยุทธบอก “ปรากฏว่าได้ที่หนึ่ง 2 รายการ คือ วิจิตรการมาลัยมือพวงน้อย วิจิตรการกระทงน้อยลอยนที และวิจิตรการกรองร้อยมาลัยมือได้ที่สอง”

รู้สึกประสบความสำเร็จ ทำให้มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เด็กได้ฝีไม้ลายมือ ครูได้เทคนิคการสอน โรงเรียนได้ชื่อเสียง นั่นก็เป็นอีกเวทีที่บอกตัวเองว่า จะอยู่แค่โรงเรียนในท้องถิ่นไม่ได้แล้ว ต้องพาเด็กๆไปเจออะไรที่ยิ่งใหญ่และยากขึ้น

ปี 2554 งานการประดิษฐ์กระทงลอยระดับชาติ ที่พุทธมณฑลร่วมกับสำนักงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ...ปีสุดท้าย เป็นเวทีที่มีสุดยอดฝีมือจากแต่ละที่มาประชัน เป็นเวทีที่ได้ชื่อว่าโหดที่สุด ถ้าเป็นกีฬาก็โอลิมปิก และแชมป์เดิมก็ได้รางวัลติดต่อมาเป็นสิบปี

สองสามปีก่อนนั้น ธีระยุทธใช้เวลาห้าหกเดือนศึกษาข้อมูล ทำอย่างไร ใช้วัสดุแบบไหน กรรมการตัดสินอย่างไร แล้วฝึกซ้อมนักเรียน

งานนี้ธีระยุทธไม่กล้าหวัง กรรมการเป็นอาจารย์จากวิทยาลัยในวัง เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และที่สำคัญ กระทงทุกกระทง แม้สวยงามแค่ไหน เมื่อเสร็จแล้วต้องลอยน้ำได้จริง

โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านท่าตะเภา ส่ง 3 ทีม ปรากฏชั้นประถมลอยน้ำได้สวย ม.ต้นเอียง ถ้าปล่อยมือก็จม และ ม.ปลายลอยได้สวยผลออกมาได้ที่หนึ่งสองรายการ คือประถมกับ ม.ปลาย ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รับโล่รางวัลกับองคมนตรี

ความรู้สึกตอนนั้น อย่างแรกดีใจ อย่างที่สองลูกศิษย์ของเรามีศักยภาพ และสิ่งที่ทำมาทั้งหมดมีคุณค่า

“ครั้งหนึ่งในชีวิตได้รับพระราชทานรางวัลจากพระองค์ท่าน (พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า) ถือเป็นขวัญและกำลังใจในยามที่ท้อ เมื่อหันไปมองโล่รางวัลทุกครั้ง

ธีระยุทธคิดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ไหน จะเป็นครู หรือขึ้นเป็นรอง ผอ.ก็ตาม ก็จะทุ่มเทสอนงานประดิษฐ์ให้นักเรียนตลอดชีวิต จนกว่าเกษียณ และจนกว่าไม่มีแรงทำ”

จากนั้นก็ส่งประกวดมาตลอด เมื่อปีที่แล้วได้รับรางวัลชนะเลิศระดับชาติ การประกวดแข่งขันวิจิตรตระการกรองร้อยพานรับน้ำพระพุทธมนต์ เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษามหาราชินี ศรีแผ่นดิน ระดับประถมศึกษา รับประทานถ้วยรางวัลจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ณ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ธีระยุทธเรียนจบคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (มศว) ไปเป็นครูอัตราจ้างสอนดนตรีไทยหนึ่งปี ตั้งแต่พฤษภาคม 2547-เมษายน 2548 ที่โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย

จากนั้นเพื่อนชวนไปสอบบรรจุเป็นครูดนตรีไทย ที่เทศบาลเมืองพระประแดง ได้ลำดับที่สี่ ขึ้นบัญชีไว้หกคน อันดับหนึ่งสองต้องอยู่พระประแดง ลำดับที่ 3, 4, 5, 6 ทำหนังสือเวียนไปทั่วประเทศ แล้วเรียกมารายงานตัว

ลำดับที่สามเลือกเทศบาลสมุทรสงคราม พอมาถึงธีระยุทธลำดับที่ 4 มีเทศบาลเมืองบุรีรัมย์กับเทศบาลเมืองสองพี่น้อง ลำดับห้าก็สะกิดบอก พี่ๆหนูเป็นคนสุรินทร์ พี่อย่าเลือกบุรีรัมย์นะ

“งั้นน้องก็เอาไป” ธีระยุทธบอก เหลือเทศบาลสองพี่น้อง ตอนนั้นรู้จักอย่างเดียวคือพุ่มพวง ว่าอยู่สุพรรณบุรี

8 สิงหาคม 2548 ธีระยุทธบรรจุรับราชการ ไปทำงานวันแรกที่โรงเรียนเทศบาล 3 วัดใหม่อัมพวัน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โชคดีเจอผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้หญิงสายงานเดียวกัน คือจบปริญญาตรี เอกนาฏศิลป์ กลายเป็นว่าทำงานกลมกลืนไปกันได้

ผอ.ถามว่า มีความสามารถพิเศษอะไร ที่นี่ครูการงานอาชีพยังไม่มี

ธีระยุทธบอกสอนได้ จึงสอน 2 วิชา ทั้งนาฏศิลป์และการงานอาชีพ ขณะเดียวกันก็เปิดชุมนุมศิลปะประดิษฐ์ นักเรียนที่มีใจรักหรือมีฝีมือก็ชักชวนให้มาอยู่ในชุมนุม เริ่มฝึกเด็กด้วยการพับกลีบใบตองง่ายๆ ร้อยมาลัยง่ายๆ และพัฒนาไปสู่การประกวดแข่งขัน

เริ่มตั้งแต่งานระดับเทศบาล ระดับอำเภอ ระดับจังหวัดของสุพรรณบุรี ก็ได้แชมป์ตลอด

น้องๆเห็นรุ่นพี่ไปแข่งแล้วได้เกียรติบัตร ก็ยิ่งเข้าชุมนุม แต่ชุมนุมมีกฎคือ ซ้อมนอกเวลาได้ กลับบ้านหลัง 6 โมงเย็นได้ และเสาร์-อาทิตย์ให้เวลากับครูได้

สอนเด็กๆโรงเรียนวัดใหม่อัมพวัน ลงรากหยั่งลึกจนเป็นที่รู้จักไปทั้งเมืองสุพรรณบุรี วันที่ 16 มิถุนายน 2551 ธีระยุทธย้ายมาโรงเรียนเทศบาล ๑ (บ้านท่าตะเภา) จังหวัดชุมพร

ตอนนั้นเทศบาลเมืองชุมพร เป็นเจ้าภาพจัดการประกวดแข่งขันวิชาการของระดับภาคใต้ มีโอกาสช่วยฝึกซ้อมนักเรียนวิชางานประดิษฐ์ ครึ่งเดือน เด็กก็ได้แชมป์ภาคใต้ เป็นตัวแทนไปแข่งงานมหกรรมจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ

ธีระยุทธสอนลูกศิษย์เสมอว่า เวลาทำงานประดิษฐ์ มีเทคนิคหลัก 4 อย่าง

หนึ่ง มือ ต้องใช้จับในการพับ การม้วน ดอกไม้ใบตองไม่มีชีวิต อยู่ที่มือเราเป็นผู้กำหนด สอง สายตา ต้องเที่ยงตรง เที่ยงธรรม และไม่เข้าข้างตัวเอง สาม สมอง ใช้ในการจดจำทุกอย่าง เช่น ลวดลายของผังมาลัย จำนวนนิ้วบายศรี

และสี่ จิตใจ ที่ละเอียดอ่อนและประณีต

ทั้งสี่ข้อ เป็นงานบูรณาการ เป็นเทคนิคที่คิดขึ้นมาเอง ไม่มีในตำรา

“เมื่อไหร่ที่ทำงานประดิษฐ์ ต้องเอา 4 อย่างนี้ แล้วงานจะออกมาสวยสดงดงาม ที่สำคัญต้องมีความเพียร ต้องมีการซ้อม โรงเรียนอื่นซ้อมร้อยเที่ยว เราต้องซ้อมสองร้อยเที่ยว และโรงเรียนเทศบาล ๑ (บ้านท่าตะเภา) ไม่เคยมีปีไหนที่ไม่ได้รับรางวัลที่หนึ่งที่สองที่สาม ระดับชาติ ในด้านงานประดิษฐ์ดอกไม้ใบตอง”

อนาคตสิ่งที่มองไว้ อยากให้ทุกสถานศึกษาส่งเสริมเรื่องศิลปะประดิษฐ์ เพราะเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน แฝงไปด้วยคุณค่าความเป็นมนุษย์ ความละเอียดรอบคอบ ความพิถีพิถัน ไม่มีชาติใดในโลกที่เหมือนเมืองไทย ประเทศไทยสืบต่อมาช้านาน อยากให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญ

ธีระยุทธบอกว่า นอกเหนือจากการทำได้ ทำเป็น คือหนึ่งฝึกความประณีตละเอียด สองฝึกความสามัคคีในหมู่คณะ สามความริเริ่มสร้างสรรค์ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ นำไปสู่อาชีพ สร้างรายได้ ยุคไทยแลนด์ 4.0 สร้างอาชีพสร้างรายได้เป็นเรื่องสำคัญ ตรงนี้เองนอกเหนือจากทำให้สวยแล้ว ทุกวันนี้นักเรียนยังมีรายได้อีกด้วย

ที่สำคัญธีระยุทธใช้ตรงนี้ประเมินผลงานทางวิชาการ เพิ่มพูนความก้าวหน้าในวิชาชีพครู

ผลงานด้านการประเมินโครงการความเป็นเลิศ เพิ่มพูนวิทยฐานะเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ นี่คืองาน ที่ส่งให้ธีระยุทธขึ้นเป็นรองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ

นอกจากการสอนเด็ก ธีระยุทธยังเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ รับเชิญไปเป็นกรรมการตัดสิน งานศิลปหัตถกรรมนักเรียนแต่ละภาค เป็นประธานกรรมการตัดสินงานประดิษฐ์ดอกไม้ใบตองของทุกภาคทั่วประเทศ

“ภูมิใจงานที่ทำมาตลอด 12 ปีเต็ม” ธีระยุทธบอก

“ผมทำด้วยใจรัก ไม่เคยคิดว่าขาดทุนหรือกำไร เพราะขาดทุนคือกำไร ทุกอย่างไม่ได้เห็นผลวันนี้ อาจจะเห็นผลในระยะยาว สิ่งที่ทำไม่ได้เห็นผลเป็นตัวเงิน แต่เห็นผลเป็นความรู้ประสบการณ์ของลูกศิษย์ ถือว่าสิ่งที่ทำตรงนี้ เป็นอานิสงส์ให้ชีวิต”.