วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปราบค้ามนุษย์ถึงแก่น

คำพิพากษาศาลอาญา ให้ลงโทษจำเลยจำนวนมาก โดยจำคุกคนละ 27 ปี 75 ปี และสูงสุด 78 ปี ในความผิดฐานค้ามนุษย์ ต้องถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ เป็นการปราบปรามการค้ามนุษย์ครั้งใหญ่ที่สุด จำเลยถูกฟ้องถึง 103 คน มีทั้งนายทหารระดับพลโทและนักการเมืองท้องถิ่นระดับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด รอดพ้นจากการถูกลงโทษไม่กี่คน

จำเลยถูกฟ้องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2558 จำเลยคนดังที่สุดได้แก่พลโท มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ในฐานะ ผอ.กองกำลังรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ทั้งหมดถูกกล่าวหาร่วมกันกักขังและควบคุมตัวชาวโรฮีนจา ในแคมป์เทือกเขาแก้ว เพื่อบังคับใช้แรงงาน มีการทำร้ายร่างกายบาดเจ็บและเสียชีวิต ก่อนที่จะส่งต่อไปที่มาเลเซีย

ข้อหาค้ามนุษย์เป็นการกระทำผิดร้ายแรง กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์กำหนดโทษไว้หนัก ถ้าร่วมกัน ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือกระทำเป็นองค์กรอาชญากรรม ต้องระวางโทษหนักกว่าปกติ กึ่งหนึ่ง ถ้าผู้กระทำเป็น ส.ส. เป็นนักการเมืองท้องถิ่น หรือข้าราชการ ต้องระวางโทษเพิ่มเป็น 2 เท่า บางคนจึงโดนถึง 78 ปี

ส่วนพลโทมนัสในขณะที่ถูกกล่าวหาและจับกุม มีตำแหน่งเป็น ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจหน้าที่คุ้มครอง ดูแลผู้กระทำผิดไม่ให้ถูกจับกุม ตรวจสอบพบว่ามีการรับโอนเงิน 65 ครั้ง เป็นเงิน 14.8 ล้านบาท จำเลยต่อสู้ว่าเป็นเงินที่ได้จากการพนันวัวชน และซื้อขายวัว แต่ศาลเชื่อว่าได้จากการค้ามนุษย์ จึงสั่งจำคุก 27 ปี

ก่อนหน้านี้ไม่นาน รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังแช่แข็ง ประเทศไทยอยู่ในระดับเทียร์ 2 ที่ต้องเฝ้าระวังติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดยอ้างว่าแม้รัฐบาลไทยจะพยายามแก้ปัญหาจริงในการปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่ยังต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ และไม่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษานี้พิสูจน์ชัดว่าประเทศไทยเอาจริง

แต่ความผิดฐานค้ามนุษย์ ไม่ได้มีแค่กรณีโรฮีนจา ยังเกิดจากกรณีอื่นๆอีกมาก เช่น การใช้แรงงานทาสในการประมง และการค้าประเวณี เป็นต้น เมื่อเร็วๆนี้ มีองค์กรเอกชนร้องเรียนให้ตรวจสอบกระบวนการสอบสวนดำเนินคดีค้ามนุษย์กรณีจับกุมสถานบันเทิงย่านสะพานควายที่บิดเบือนสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาหลัก คือเจ้าของกิจการ เป็นต้น

จากการตรวจสอบของดีเอสไอ ยังพบด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ถึง 50 ราย ในสถานบันเทิงหลายแห่ง มีทั้งอาจารย์โรงเรียน ทหาร และตำรวจ บางคนเอาเวลานอกราชการไปเปิดกิจการเอง หรือมีชื่อรับส่วยจากสถานประกอบการ หน่วยงานปราบปรามการค้ามนุษย์ของรัฐจะเอาจริงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเหมือนกรณีโรฮีนจาหรือไม่?.