วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่งฟ้อง 4 ข้อหา อดีตโล้นเณรคํา

2 คดีหมดอายุความ พ่วง ‘ริบทรัพย์’ 43 ล.

“ดีเอสไอ” ส่งตัวอดีตพระเณรคำให้อัยการสูงสุดส่งฟ้อง 6 ข้อหาพร้อมค้านประกันตัว หลังอัยการพิจารณาพบข้อหาอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และข้อหาพาเด็กไปเพื่อการอนาจาร เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2543 คดีขาดอายุความแล้ว จึงสั่งยุติเฉพาะ 2 คดี ที่เหลืออีก 4 คดีสั่งฟ้อง หลังส่งศาลประทับรับฟ้อง นัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 18 ก.ย. ไม่มีใครติดต่อประกัน ส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯทันที อธิบดีดีเอสไอ เผยหลังถูกคุมตัวไปถึงดีเอสไอเมื่อคืน (19 ก.ค.) เจ้าหน้าที่ พศ.นำใบคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษมีมติปรับอาบัติ ให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์ นายวิรพลยอมถอดผ้าเหลืองแต่โดยดี พร้อมถูกพิมพ์มือถ่ายรูปทำประวัติอาชญากร จากนั้นสอบสวน 6 ชม.รวด ปฏิเสธทุกข้อหาขอให้การชั้นศาล ส่วนศาลแพ่งสั่งริบทรัพย์นายวิรพลแล้ว 27 รายการ มูลค่า 43 ล้านบาท มีทั้งที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง รถปอร์เช่ บิ๊กไบค์ ฯลฯ เพราะเชื่อว่าได้มาจากการทำผิด

กรณีสำนักงานอัยการสูงสุดและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเจ้าหน้าที่ไปรับตัวนายวิรพล สุขผล หรือพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ อดีตประธานสงฆ์สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ฐานะผู้ร้ายข้ามแดน หลังศาลแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา สั่งให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย จากความผิด 6 ข้อหา ประกอบด้วย 1.พรากผู้เยาว์ 2.อนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี 3.กระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี 4.ฉ้อโกงประชาชน 5.ฟอกเงิน และ 6.ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หลังเจ้าหน้าที่คุมตัวเณรคำกลับมาในสภาพยังนุ่งห่มผ้าเหลืองอยู่ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอคุมตัวไปสอบสวนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษทันทีตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 20 ก.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถนนแจ้งวัฒนะ สื่อมวลชนหลายสำนักจำนวนมากมารอทำข่าวบริเวณด้านหน้าทางเข้าอาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเดินทางมาถึง มีเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์มาแจ้งข้อมูลว่า วันนี้จะส่งสำนวนและควบคุมตัวนายวิรพลไปส่งฟ้องที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดา เวลา 09.30 น. ต่อมาเวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอนำตัวนายวิรพลขึ้นรถออกไปทางลานจอดรถชั้นใต้ดินหลังอาคารดีเอสไอ ขบวนรถนำโดยรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ รถยนต์โตโยต้า คัมรี่ และตามหลังด้วยรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ มุ่งหน้าไปที่สำนักงานอัยการสูงสุดอย่างรวดเร็วเพื่อเลี่ยงสื่อมวลชนที่มาเฝ้ารอทำข่าว

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เผยว่า หลังจากรับตัวนายวิรพลมาที่ดีเอสไอ เพื่อรับทราบ 6 ข้อหา มีกลุ่มลูกศิษย์และทนายส่วนตัวของนายวิรพลเดินทางมาด้วย แต่ญาติยังไม่ประสานเดินทางมา นายวิรพลให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขอให้การชั้นศาลเท่านั้น เมื่อคืนนายวิรพลไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ และเจ้าหน้าที่ไม่ได้นำตัวเข้าห้องขัง เพราะใช้เวลาตรวจร่างกาย ทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ สอบปากคำ และแจ้งข้อหาบริเวณชั้น 1 จนถึงช่วงเช้า ส่วนเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) นำใบคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษมาแสดงหลังมีมติปรับอาบัติให้นายวิรพลขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์ ทำให้นายวิรพลรับสารภาพและถอดจีวรออกเอง หลังจากนี้ดีเอสไอส่งตัวให้อัยการคดีพิเศษสั่งฟ้องศาลและพิจารณาฝากขังตามดุลพินิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) ดูฤกษ์สึกจากความเป็นพระ โดยสึกอดีตพระเณรคำเวลา 00.09 น.วันที่ 20 ก.ค. นายวิรพลพูดกับเจ้าหน้าที่ พศ.ว่า เคารพคำวินิจฉัยและคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษที่ให้ขาดจากความเป็นพระเมื่อปี 56 จึงยอมถอดจีวร ก่อนเจ้าหน้าที่จะนำเสื้อยืดสีขาวและกางเกงผ้าฝ้ายขายาวสีขาว เหมือนชุดนุ่งขาวห่มขาวของผู้ปฏิบัติธรรมที่เตรียมไว้มาให้ใส่ ขณะที่ตัดสินใจถอดจีวรนายวิรพลมีอาการเซื่องซึมไปบ้าง

นอกจากนี้ มีรายงานว่าพนักงานสอบสอบสวนดีเอสไอใช้เวลาสอบปากคำยาวตั้งแต่รับตัวเข้ามาที่ดีเอสไอเวลาประมาณ 23.30 น. วันที่ 19 ก.ค.ถึงประมาณ เวลา 05.30 น.วันที่ 20 ก.ค. เกือบ 6 ชั่วโมง นายวิรพลและทนายความปฏิเสธข้อกล่าวหาชั้นสอบสวน ขอให้การในชั้นศาล หลังจากสอบเสร็จเจ้าหน้าที่ให้นายวิรพลและทนายความนอนพักก่อนนำตัวส่งพนักงานอัยการในตอนเช้า

ที่สำนักงานอัยการสูงสุดเวลา 10.00 น. พนักงานสอบสวนดีเอสไอนำตัวนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ มาส่งพนักงานอัยการเพื่อฟ้อง หลังแจ้งข้อหาและสอบสวนเบื้องต้น นายวิรพลให้การปฏิเสธ เมื่อมาถึงนายวิรุฬห์ ฉันท์ธนันท์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 รับตัวไปสอบสวน ถ่ายรูปทำประวัติ แจ้งคำสั่งว่าฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 2 สำนวน แล้วนำตัวไปศาลอาญาเพื่อส่งฟ้องทันที

ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกอัยการ และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกฯร่วมกันแถลงว่า สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 รับตัวนายวิรพลไว้ตรวจพยานหลักฐานแสดงตัวบุคคล และถามคำให้การผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ อัยการจึงเชื่อว่าเป็นนายวิรพลจริง จึงอ่านคำสั่งฟ้องนายวิรพลดังนี้

คดีแรกคดีพิเศษที่ 186/56 สั่งฟ้องฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรกและมาตรา 317 วรรคสาม โทษจำคุกไม่เกิน 20 ปี ส่วนข้อหาอื่นคือ ข้อหาอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และพาเด็กไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 279 กับ 283 ทวิ อายุความ 15 ปี แต่เหตุเกิดปี 2543 คดีจึงขาดอายุความ อัยการจึงยุติคดีเฉพาะ 2 ข้อหาหลัง

ส่วนคดีที่สองคือ คดีพิเศษที่ 151/56 อัยการสั่งฟ้องข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มาตรา 14 ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ข้อหาฉ้อโกงประชาชน ป.อาญามาตรา 343 โทษไม่เกิน 5 ปี และความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินตามมาตรา 5 และ 60 จำคุกไม่เกิน 10 ปี

อัยการขอให้คืนทรัพย์แก่ผู้เสียหาย 29 คน รวม 28.6 ล้านบาทเศษด้วย พร้อมขอให้นับโทษต่อหากมีคดีใดตัดสินก่อน กับขอคัดค้านการประกันตัวด้วย เพราะมีพฤติการณ์จะหลบหนี และในวันเดียวกันนี้ศาลแพ่งจะมีคำพิพากษาคดีฟอกเงินมูลค่า 43 ล้านบาทซึ่งเป็นคดีแพ่ง อัยการนำพยานไต่สวนแล้วศาลนัดฟังคำพิพากษาวันนี้ (20 ก.ค.)

ต่อมาจำเลยถูกนำตัวมาศาลอาญาและเข้าห้องเวรชี้ จำเลยรับทราบคำฟ้องคดีพิเศษที่ 186/56 กลายเป็นคดีดำศาลอาญาที่ 2340/60 บรรยายฟ้องว่า อัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องพระวิรพลฉัตติโก หรือนายวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ อายุ 38 ปี เป็นจำเลยฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเพื่ออนาจาร กับกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ฟ้องว่า เมื่อเดือน ม.ค.2543 ถึงกลางปี 2544 จำเลยพราก ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุไม่เกิน 15 ปีไปจากนางบี (นามสมมติ) โดยไม่มีเหตุอันควร และไม่ได้รับอนุญาตจากนางบี เป็นการล่วงอำนาจปกครองของนางบีทำให้เสียหาย จากนั้นจำเลยนำตัว ด.ญ.เอไปข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่เป็นความผิด จำเลยให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนดีเอสไอนำของกลางไปตรวจพิสูจน์หาสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ต่อมาจำเลยหลบหนีไปสหรัฐอเมริกา โจทก์ขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ศาลชั้นต้นแห่งรัฐบาลกลางรัฐแห่งแคลิฟอร์เนียมีคำสั่งให้ส่งตัวกลับมาไทย

อัยการบรรยายต่อไปว่า คดีนี้ผู้เสียหายทั้ง 2 คนเคยยื่นฟ้องเองต่อศาลจังหวัดศรีสะเกษ เป็นคดีดำที่ 1917/56 หรือคดีแดง 2820/56 ข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา ความผิดต่อเสรีภาพ ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว แต่ปรากฏว่าโจทก์ไม่มาเบิกความ คงมีเพียงบุคคลอ้างว่าเป็นคนรู้จักข้างบ้านมาเบิกความปากเดียว ไม่รู้เห็นการกระทำผิดของจำเลยศาลจึงยกฟ้อง การดำเนินคดีดังกล่าวจึงมีพฤติการณ์บ่งชี้ว่าเป็นการดำเนินคดีโดยสมยอมกัน เป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต สิทธิดำเนินคดีอาญาของโจทก์จึงไม่ระงับอัยการจึงมีอำนาจฟ้อง ทั้งนี้ อัยการเคยเอาพยานบุคคลมาสืบก่อนฟ้องไว้ 2 ปาก ขอให้ศาลนำคำเบิกความมารวมกับสำนวนคดีนี้ด้วย และโจทก์ขอคัดค้านการประกันตัว ศาลประทับรับฟ้องไว้และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 18 ก.ย. เวลา 09.00 น.

ส่วนคดีที่ 2 พนักงานอัยการยื่นฟ้องอดีตหลวงปู่เณรคำเป็นคดีดำที่ 2341/60 บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 17 ก.พ.52 ถึงกลางปี 56 จำเลยตั้งตัวเป็นประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทามาตร จ.ศรีสะเกษ อาศัยศรัทธาประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา บังอาจแสดงข้อความอันเป็นเท็จปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้ง จำเลยแสดงอวดอ้างจัดงานพิธี พร้อมประกวดกิจกรรมปฏิบัติศาสนกิจ นิมนต์สงฆ์มาแสดงธรรมยังสถานที่ต่างๆ เช่น บริษัทดอกบัวคู่ ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น ด้วยวิธีการแจ้งข่าวแก่ประชาชนว่า จะสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมมหาวิหารครอบองค์พระแก้ว องค์พระแก้วเป็นหยกแท้สีเขียวหนัก 199 ตันนำเข้าจากประเทศอิตาลี ราคาบริจาคบูชาตันละ 3 แสนบาท จำเลยยังบังอาจประกาศสร้างรูปหล่อก่อสร้างมหาวิหารสำหรับประชาชนที่ศรัทธาที่เข้ามาปฏิบัติธรรมที่ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี แท้จริงแล้วจำเลยไม่ได้ทำตามที่บอก นอกจากนี้ จำเลยยังจัดกิจกรรมจัดหาเรือสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยเป็นเรือพิเศษต่อจากสหรัฐฯ

พร้อมกันนี้จำเลยยังชักชวนประชาชนให้ร่วมบริจาคเงินผ่านเว็บไซต์หลวงปู่เณรคำ หรือ www. luangpunenkham.com ระบุว่า วันอาทิตย์ขึ้น 4 ค่ำ เวลาตี 2 จะมีท้าวสักกะเทวราชมหาราชองค์อินทร์ จอมเทวดาเหนือกว่าเทวดาทั่วไป ได้อาราธนาให้หลวงปู่เณรคำดำเนินการสร้างพระแก้วมรกตจำลองสูง 18 เมตร ท้าวสักกะเทวราชจะมาดูแลการดำเนินการให้แล้วเสร็จ แจ้งข่าวเท็จนำสู่ข้อความเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์เป็นเหตุให้ประชาชน 29 คน บริจาคเงิน 28,649,553 บาทด้วยเช็คเงินสดเข้าบัญชีที่จำเลยกำหนด อันเป็นการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และมีพฤติการณ์ฟอกเงินอันได้มาจากการกระทำผิด ศาลประทับฟ้องนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 18 ก.ย.เช่นกัน

ต่อมาเวลา 13.00 น. หลังจากศาลสั่งประทับรับฟ้อง และกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน ศาลออกหมายขังนายวิรพลไว้ระหว่างพิจารณา โดยไม่มีบุคคลใดแสดงตัวมาสอบถามเรื่องประกันตัว จึงถูกส่งตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯด้วยรถของราชทัณฑ์ มีรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ 2 คัน และรถโตโยต้า คัมรีอีก 1 คันของดีเอสไอตามประกบเข้าขบวนเพื่อคุ้มกันเช่นเดียวกับตอนมาศาล โดยที่ศิษยานุศิษย์ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงราว 10 คนยืนดูอย่างเงียบๆ

ที่ศาลแพ่งวันเดียวกัน มีคำสั่งคดีที่สำนักงานอัยการสูงสุดร้องขอริบทรัพย์นายวิรพล สุขผล จำนวน 43 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน พิพากษาว่า จำเลยมีทรัพย์ 27 รายการ เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ปอร์เช่ รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ และอื่นๆ ลักษณะเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด ทั้งพระวิรพลเป็นสงฆ์มีรายได้จากประชาชนทำบุญ ไม่มีรายได้จากแหล่งอื่น กลับมีทรัพย์สินจำนวนมากโดยไม่สามารถชี้แจงที่มาได้ เชื่อว่าทรัพย์ทั้ง 27 รายการ เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด จึงให้ริบทรัพย์ 27 รายการ รวม 43 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน

ด้านนายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยว่า นายวิรพลถูกส่งตัวมาฝากขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ต้องนำตัวมาทำประวัติ และอยู่ในแดนแรกรับตามระเบียบเรือนจำ เบื้องต้นพบว่า นายวิรพลสุขภาพแข็งแรงไม่มีอาการเจ็บป่วย ส่วนการเข้าเยี่ยมของญาติและลูกศิษย์เป็นไปตามสิทธิผู้ต้องขังทั่วไปและต้องอยู่ในกฎระเบียบเหมือนกัน

ส่วนนายกฤช กระแสทิพย์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เผยว่า เจ้าหน้าที่นำตัวนายวิรพลมาส่งเวลา 13.30 น. หลังรับตัวเข้ามาปฏิบัติตามขั้นตอน การรับตัวผู้ต้องขังใหม่ มีการทำประวัติ ตรวจสุขภาพ และเอกซเรย์ร่างกาย เพื่อไม่ให้นำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ เรื่องโรคประจำตัวนายวิรพลแจ้งว่า ไม่มี สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี หลังจากนี้จะนำเข้าไปไว้ในแดนแรกรับเพื่อปรับตัวประมาณ 2 สัปดาห์ จึงย้ายไปอยู่แดนอื่นภายในเรือนจำ

ตามความเหมาะสม ส่วนเรื่องอาหารการกินผู้ต้องขังยังไม่ได้ร้องขออะไร ส่วนจะงดมื้อเย็นเหมือนตอนเป็นพระหรือไม่ยังไม่ทราบ วันนี้มีการรับตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ เข้ามาอยู่ในแดนแรกรับเรือนจำเหมือนกัน ทั้งคู่ก็คงเจอกัน แต่ไม่มีอะไรเพราะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอด