บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รวมพระฉาว! พระ(แท้)ในตำนาน โด่งดังเป็น 'คดีความ' ทุกรูป

เรื่องของทางโลก กับ เรื่องของทางธรรม บางทีก็ยากจะแบ่งแยกตัดใจได้ยาก เพราะ "พระสงฆ์" ก็คือมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ที่ตั้งใจที่จะลด ละ และตัดกิเลสจากทางโลก และหันหน้าเข้าสู่ทางธรรม แต่การครองตนให้อยู่ในพระธรรมวินัย ในสมณเพศ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและสามารถทำได้เสมอไป

เราไปดูความหมายและนิยามของการเป็นพระกันก่อน "พระสงฆ์" หรือ "ภิกษุ" ก็คือ ชายที่บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา โดยรวมซึ่งหมายถึง ผู้ชายที่สละการครองตน สละจากการครองเรือน และสละจากการครองทรัพย์ เพื่อมาออกบวชและถือปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยต้องปฏิบัติตามศีลทั้งหมด 227 ข้อ พร้อมกับมีหน้าที่ศึกษาพระธรรมคำสอนให้รู้แจ้ง และเผยแผ่พระธรรมคำสอนแก่ปุถุชนทั่วไป

ในอดีตที่ผ่านมา เราจะเห็นเรื่องราวของพระสงฆ์หลายต่อหลายรูป ถูกตีแผ่ในทางลบตามหน้าหนังสือพิมพ์ เรื่องราวโด่งดังจนคนเล่าขานเป็นตำนาน ถึงข้อผิดพลาดต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น ยันตระ เณรแอ พระนิกร ภาวนาพุทโธ หรือ อิสระมุนี

จวบจนมาถึงยุคปัจจุบัน พระสงฆ์ที่ไม่สามารถครองตนตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าได้เช่นในอดีต ก็ถูกปาราชิกและโด่งดังเช่นกัน แต่วันนี้กลับไม่ใช่แค่หน้าหนังสือพิมพ์แล้วเท่านั้น เพราะโลกมันเปลี่ยนไปตามสื่อโซเชียลแล้ว ดังนั้นข่าวสารต่างๆ ก็ปรากฏโดดเด่นขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะข่าวเชิงลบยิ่งแล้ว มนุษย์โซเชียลก็จะรีบช่วยกันขุดคุ้ยหาหลักฐานมายืนยันความผิดครั้งนั้นๆ และกับเรื่องราวล่าสุด ที่เราเดินทางมาถึงยุคของ เณรคำ และ ธัมมชโย

ไทยรัฐออนไลน์ จึงรวบรวมประวัติพระที่ถูกปาราชิกในตำนานอีกครั้ง ใครยังจะพอจำกันได้บ้าง เริ่มต้นกันที่คนแรก

พระนิกร 

"นิกร ยศคำจู" หรือ "พระครูใบฎีกานิกร ธรรมวาที" อดีตพระนักเทศน์ชื่อดังแห่งวัดสันปง ต.ป่าไหน่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ที่มีคนศรัทธาและลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมาก

จนเมื่อปี พ.ศ. 2533 ขณะที่พระนิกร กำลังมีชื่อเสียงเป็นพระนักเทศน์เสียงทอง กลับต้องปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ หลังมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหญิงสาว จนมีบุตรด้วยกัน และด้วยหลักฐานจดหมายรัก ภาพถ่าย ก็ยังไม่อาจทำให้พระนิกรยอมสึก

จากกรณีพระนิกรเป็นเหตุให้มีการแก้ พ.ร.บ.ปกครองสงฆ์ พ.ศ. 2535 (ฉบับที่ 2) ให้ตำรวจ/อัยการ จับพระสึกได้

จนมาปี พ.ศ.2557 อดีตพระนิกร หรือ ธรรมรัตน์ ยศคำจู ซึ่งเปลี่ยนชื่อในเวลาต่อมา ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อวันที่ 21 กันยายนในปีนั้น

ยันตระ

"วินัย ละอองสุวรรณ" หรือ "พระวินัย อมโร" ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ พระยันตระ อมโรภิกขุ อดีตภิกษุชื่อดังที่มีผู้เคารพศรัทธามาก ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในช่วงหนึ่ง

พระยันตระ เกิดในปี พ.ศ. 2494 ก่อนบวชเป็นพระ เขาปฏิบัติตนเป็นนักพรตฤาษีอยู่หลายปี จนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง จากนั้นก็ บวชเป็นพระเมื่อ พ.ศ. 2517 ณ พัทธสีมา วัดรัตนาราม อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช บ้านเกิด

จนมา พ.ศ. 2537 พระยันตระถูกฟ้องร้องหลายข้อหาและถูกเปิดหลักฐานเทปบันทึกการสนทนาล่อลวงเสพเมถุน และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับทางเพศมากมาย ทั้งที่เกิดในประเทศไทยและต่างประเทศ

สุดท้าย พระยันตระก็พ้นจากความเป็นพระภิกษุ แต่เขาไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว ด้วยการปฏิญาณตนว่ายังเป็นพระภิกษุ และเปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเขียว ทำให้ถูกสื่อขนานนามว่า จิ้งเขียว, สมียันดะ, ยันดะ เป็นต้น

ทั้งนี้มีรายงานว่า เมื่อคดีหมดอายุความ เขาเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง จากนั้นก็เดินทางกลับไปปักหลักอยู่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2557

เณรแอ

"หาญ รักษาจิตร์" หรือ "เณรแอ จอมขมังเวท" เจ้าของตำนานย่างเด็กเพื่อทำเสน่ห์ยาแฝด เณรแอ บรรพชาเป็นสามเณรอยู่หลายปี ก่อนจะถึงวัยบวชเป็นพระได้ เณรแอกลับหันไปเอาดีทางไสยศาสตร์มนตร์ดำ จนมีวิชาแกร่งกล้าและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ในเรื่องทำเสน่ห์ ปลุกเสกของขลัง สะเดาะเคราะห์ ทำพิธีลงนะต่างๆ

ปี พ.ศ. 2537 ณ ใต้ถุนวัดหนองระกำ อ.หนองโคน จ.สระบุรี เณรแอย่างศพเด็ก เพื่อทำพิธีปลุกเสกกุมารทอง ซึ่งมีการบันทึกวิดีโอไว้เรียบร้อย สุดท้ายเณรแอติดคุก 1 ปี ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสระบุรี จากนั้นก็มีคนนำเรื่องราวของเณรแอไปทำเป็นภาพยนตร์ โดยใช้ชื่อว่า เณรแอ จอมขมังเวท

หลังพ้นโทษออกจากคุก ก็กลับเข้าสู่เส้นทางเดิม เปิดบ้านทำเสน่ห์จนร่ำรวย พ.ศ. 2538 เขาได้แต่งงาน แต่ภรรยาของเขากลับทนพฤติกรรมหลวกลวงหญิงสาวมาทำพิธีไม่ไหว จนเลิกรากัน และใน พ.ศ. 2548 ภรรยาได้เข้าร้องเรียนกับมูลนิธีปวีณาฯ ว่า เณรแอ เป็นจอมลวงโลก หลอกข่มขืนหญิงสาวในขณะทำพิธีทางไสยศาสตร์

ตำรวจเข้าจับกุมเณรแอ ขณะนอนหลับอยู่กับหญิงสาววัย 19 ปี โดยหญิงสาวเปิดเผยว่า เธอเต็มใจเพราะไม่มีเงินจ่ายให้กับเณรแอ หลังขอให้ทำเสน่ห์ให้

เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 75 ปี แต่โทษจำคุกสูงสุดมีแค่ 20 ปี แล้ววันที่ 30 มี.ค. 2538 เขาได้รับการพระราชทานอภัยโทษ เนื่องจากตลอดเวลา 10 ปี ที่ติดคุก เขามีประพฤติตัวดี เคารพกฎระเบียบ และยังได้ให้ความร่วมมือกับเรือนจำเป็นอย่างดี จนได้รับการพ้นโทษ

แต่เณรแอ ต้องถูกจับกุมอีกครั้ง เมื่อหญิงสาวรายหนึ่ง เข้าแจ้งความถูกเณรแอหลอกลวง หลังยอมเสียเงินจำนวน 50,000 บาท และร่วมหลับนอนด้วย เพื่อทำพิธีเรียกสามีกลับมาคืนดี แต่วันแล้ววันเล่าสามีเธอก็ไม่กลับมาคืนดี และติดต่อเณรแอไม่ได้ จึงเดินทางมาแจ้งความ จนจอมขมังเวทถูกจับกุมดังกล่าว

ภาวนาพุทโธ

"จำลอง คนซื่อ" หรือ "พระภาวนาพุทโธ" พระดังแห่งวัดสามพราน ต.สามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม ที่มีลูกศิษย์ลูกหาสายภาวนาจำนวนมาก แต่พอปี พ.ศ.2538 ชีวิตต้องเผชิญความเป็นจริง กรณีขืนใจเด็กสาวชาวกะเหรี่ยงทั้ง 6 คน หลังอ้างว่ารับมาอุปการะและให้แม่ชีดูแลที่วัด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2531-2538

โดยภาวนาพุทโธมีพฤติกรรมกระทำชำเราเด็กสาว โดยมีแม่ชีเป็นคนร่วมมือกระทำ หากเด็กคนไหนขัดขืน ก็จะถูกลงโทษด้วยด้วยเดินจงกรมบนหินกรวดแหลมคม

ภาวนาพุทโธ ถูกพิพากษาจำคุก 160 ปี แต่ศาลได้กำหนดโทษจำคุกเหลือ 50 ปี ตลอดเวลาที่อยู่ภายในคุก ก็ยังมีคนที่ศรัทธาเดินทางไปเยี่ยมภาวนาพุทโธ และฟังธรรมฟังเทศน์อยู่ตลอดเวลา

อิสระมุนี

"พระอิสระมุนี" หรือ "พระพีระพล เตชะปัญโญ" เดิมชื่อ นายบรรหาร อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมวิหารี (วัดร่วมใจพัฒนา-วัดป่าละอู) อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี พระอิสระมุนี เป็นพระสงฆ์สายวิปัสสนาชื่อดัง และยังเป็นอดีตพระเลขาของหลวงปู่ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี และยังเป็นพระที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร นับถือและเลื่อมใสอย่างมาก

ตอนที่ พระอิสระมุนี เป็นพระเลขาของหลวงปู่ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง เกิดขัดแย้งกับลูกศิษย์ของหลวงปู่ชา ถูกกล่าวหาว่าโกงเงินของวัดจนถูกจับสึก จึงเดินทางมาที่จังหวัดเพชรบุรี ปักกลดและตั้งสำนักสงฆ์ บริเวณป่าละอู ต.ป่าแดง อ.แก่งกระจาน และพัฒนาจนกลายเป็นวัดธรรมวิหารี มีเนื้อที่กว่า 200 ไร่

ความสามารถในการสั่งสอนธรรมะให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมของพระอิสระมุนี ถูกกล่าวถึงอย่างมาก จนได้นิยามถึงตัวตนของตนเองไว้ว่า เราผู้มีชื่อว่า อิสระมุนี ไม่ใช่ฐานันดรบุคคล ไม่ใช่พระมหาเถระผู้มีวาสนายิ่งใหญ่มหึมา ที่ใครๆ จะต้องกราบไหว้ ไม่ใช่พระมหาผู้มีความรู้กว้างขวางจนไม่มีใครเทียมเท่า ไม่ใช่บัณฑิตศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยใด ไม่ใช่นักปราชญ์หรือนักวิชาการ หรือนักคิดที่ถูกคนเขาให้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์กันเป็นกระบุงๆ เพราะฉะนั้น เราจึงมีชื่อว่า อิสระมุนี ผู้ที่ต้องการรู้จักเรา ก็จงรู้ที่ออกมาจากใจของเรา ตามที่กล่าวมานี้เถิด

จนเมื่อปี พ.ศ. 2544 พระอิสระมุนีต้องปาราชิก หลังจากมีเพศสัมพันธ์กับสีกาคนสนิท เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกเปิดเผยจากทีมงานรายการถอดรหัส ของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 15 ต.ค. พร้อมกับหลักฐานที่เป็นจดหมายเขียนถึงสีกาสาวยาวถึง 10 หน้ากระดาษ และเทปสนทนาทางโทรศัพท์

ทั้งนี้ พระอิสระมุนีก็ได้สึกจากสมณเพศในทันที แต่ข่าวพระอิสระมุนีทำให้ช่องไอทีวีได้รับรางวัลสารคดีเชิงข่าวยอดเยี่ยม รางวัล "แสงชัย สุนทรวัฒน์" ในปีนั้นด้วย

เณรคำ

"วิรพล สุขผล" หรือ "พระวิรพล ฉัตติโก" ที่เรียกตัวเองว่า "หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก" และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "เณรคำ"

อดีตพระวิรพล เกิดวันที่ 18 ก.ย. พ.ศ. 2522 ณ บ้านทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี และบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ใน พ.ศ. 2537

จนปี พ.ศ. 2542 ได้อุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดศรีนวล อ.พิบูลมังสาหาร เช่นกัน ก่อนจะกลับไปจำพรรษาอีกครั้งที่สำนักสงฆ์ขันติธรรม ต่อมาชาวบ้านได้ถวายที่ดินที่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ให้กับเณรคำ เณรคำจึงสร้างสำนักสงฆ์ชื่อ สำนักสงฆ์ขันติธรรมขึ้นที่ ซึ่งรู้จักกันว่าเป็น วัดป่าขันติธรรม ในเวลาต่อมา

เณรคำ มีชื่อเสียงจากความสามารถในการสั่งสอน แต่ภายหลังถูกถอดจากสมณเพศในปี พ.ศ. 2556 เพราะมีความผิดหลายประการ ด้วยภาพและวิดีโอหลักฐานการใช้เครื่องบินส่วนตัว รถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ พร้อมถือกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง จนถึงขั้นต้องปาราชิก แต่ก็ยังคงเห็นเณรคำห่มผ้าเหลืองหลังหนีไปกบดานที่สหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม เณรคำ ยังต้องข้อหาพรากผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี กระทำชำเราเด็กหญิง ฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อีกด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.ค. พ.ศ. 2560 เณรคำ แต่งพระเดินทางกลับมาถึงเมืองไทย หลังถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดี งานนี้ภรรยา ก็ออกมาเรียกร้องขอค่าเลี้ยงดูบุตรด้วย

ธัมมชโย

"ไชยบูลย์ สุทธิผล" หรือ "พระไชยบูลย์ ธมฺมชโย" เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ประธานมูลนิธิธรรมกาย และผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ตามที่ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับลงวันที่ 17 พ.ค. 2559

ทั้งนี้ ธัมมชโย ยังถูกกล่าวหาในคดีอาญาฐานอื่นอีกหลายฐานความผิด ซึ่งอัยการคดีพิเศษ มีความเห็นสั่งฟ้องในบางคดีด้วยแล้ว แต่พระเทพญาณมหามุนีไม่ยอมมอบตัวตามหมายเรียก และได้หลบหนีคดีดังกล่าว

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ถอดถอน พระเทพญาณมหามุนี (พระไชยบูลย์ สุทธิผล) ออกจากสมณศักดิ์ ตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. 2560

ในเวลาต่อมา ตำรวจได้เข้าค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อเข้าจับกุมธัมมชโย แต่ศิษยานุศิษย์หลายร้อยคนก็รวมกันต่อต้าน จนเป็นข่าวใหญ่โตกินพื้นที่สื่อเป็นอยู่สักพัก สุดท้ายปฏิบัติการค้นวัดก็ต้องยุติลง และธัมมชโยก็ได้อันตรธานหายตัวไป.