วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คดีสาด ’น้ำกรด’ เพิ่มขึ้นทั่วโลก จะรับมืออย่างไรถ้ารายต่อไปคือคุณ

เมื่อวันศุกร์ที่ 14 ก.ค. มีข่าวการก่ออาชญากรรมทำร้ายผู้คนด้วย ‘น้ำกรด’ ในสหราชอาณาจักร คนร้ายทำร้ายเหยื่อถึง 5 ราย ภายในเวลาเพียง 70 นาที ทำให้หนึ่งในจำนวนนี้ต้องเสียโฉมและชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

การโจมตีด้วยน้ำกรดไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมาตอนนี้คือ การเพิ่มขึ้นของอัตราการเกิดคดีประเภทนี้ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โคลอมเบียกลายเป็นประเทศที่มีประชาชนถูกทำร้ายเฉลี่ยต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก ในแต่ละมีจะมีเหยื่อไม่ต่ำกว่า 100 คน ขณะที่อินเดียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีข่าวการสาดน้ำกรดอย่าวต่อเนื่อง โดยสถิติจำนวนเหยื่อในปี 2016 อยู่ที่ราว 300 คน

แต่ทว่า สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีจำนวนเหตุทำร้ายคนด้วยน้ำกรดเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยในปี 2016 มีสถิติคนถูกทำร้ายด้วยน้ำกรด 454 ราย ขณะที่ในปี 2015 มี 261 ราย อย่างไรก็ตาม ผู้ตกเป็นเหยื่อในยูเคส่วนใหญ่กลับเป็นผู้ชาย ต่างกับประเทศอื่นๆ ที่เหยื่อจำนวนมากเป็นผู้หญิง

ทำไมจึงใช้น้ำกรด?

สำหรับในอังกฤษ คาดกันว่าการโจมตีด้วยน้ำกรดหลายครั้งจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรม ซึ่งส่งผลให้จำนวนเหตุโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ น้ำกรดยังครอบครองได้ง่ายกว่าปืน โดย ดร.ไซมอน ฮาร์ดิง จากมหาวิทยาลัย มิดเดิลเซ็กซ์ เชื่อว่า น้ำกรดที่เคยเป็นตัวเลือกสุดท้าย ตอนนี้กลายเป็นตัวเลือกอันดับแรกแล้ว

“มันถูกใช้โดยกลุ่มแก๊ง เมื่อธุรกิจไม่เป็นไปตามที่ต้องการหรือมีใครติดหนี้ ผู้คนยังมีเหตุผลโดยชอบธรรมที่จะถือครองน้ำกรดด้วย” ดร.ฮาร์ดิงกล่าว “คุณสามารถหาซื้อมันได้จากโลกออนไลน์ เป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ว่าจะนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย รวมทั้งซ่อนหรืออำพรางได้ง่าย” ในแง่ของคดีความก็แตกต่างเช่นกัน “หากใช้มีในการโจมตีจะโดนข้อหาพยายามฆ่า แต่ถ้าใช้น้ำกรดโจมตี (ในอังกฤษ) ก็อาจโดนแค่ข้อหาทำร้ายร่างกายสาหัสเท่านั้น”

ขณะที่ในประเทศอื่นๆ เหตุผลกลับต่างออกไป โดยดร.จูลี คาฟฟรีย์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์บาดแผลไหม้ในผู้ใหญ่ ของศูนย์พยาบาล จอห์น ฮ็อปกินส์ เบย์วิว ผู้มีประสบการณ์การรักษาผู้บาดเจ็บจากน้ำกรดในหลายประเทศ รวมทั้ง ไนจีเรีย, โคลอมเบีย และซูดาน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ถึงสิ่งที่มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำร้ายกันด้วยน้ำกรด ว่า มีผู้หญิงบางกลุ่มที่ทำให้สามีโกรธ หรือทำเรื่องบางอย่างให้ครอบครัวต้องอับอาย การโจมตีด้วยน้ำกรดจะถูกใช้เพื่อลงโทษ

“หลายครั้งหลายครา เวลาคนไข้ถูกทำร้ายด้วยวิธีการนี้ มันไม่ได้เป็นเพราะคนร้ายไม่ได้พยายามสังหารคนไข้ แต่พวกเขาต้องการให้คนไข้เสียโฉมและเจ็บปวดยิ่งกว่าตาย” ดร.คาฟฟรีย์กล่าว และเสริมด้วยว่า สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไข้ไปตลอดชีวิต

ผลกระทบจากน้ำกรดต่อสุขภาพ

ดร.คาฟฟรีย์ ระบุว่า เมื่อสารเคมีอย่าง กรดซัลฟิวริกหรือกรดไฮโดรคลอริก สัมผัสกับผิวหนัง มันจะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า ‘coagulation necrosis’ หรือการตายของเซลล์เฉพาะส่วนซึ่งจะทำให้เนื้อเยื่อเป็นแผลเปื่อย และการไหม้จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการขจัดกรดออกไป

การไหม้ของกรดอาจทำให้เกิดการเสียโฉมหรือความพิการตลอดชีวิต โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรง รวมทั้งการตาบอดหากกรดเข้าตา ดร.เล่าว่า คนไข้ของเธอหลายคนได้รับความเสียหายต่อโครงสร้างใบหน้าอย่างถาวร และมีแผลเป็นที่ส่งผลกระทบต่อการแสดงสีหน้า “เราสามารถผ่าตัดเพื่อรักษารูปลักษณ์ได้ แต่มันไม่มีทางกลับเป็นปกติ ไม่มีทางกลับเป็นเหมือนก่อนจะได้รับบาดเจ็บ”

นอกจากนี้ คนไข้หลายคนยังต้องทุกข์ทรมาณจากอาการเจ็บเรื้อรัง โดยเฉพาะการเจ็บเส้นประสาทซึ่งต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ และรับการรักษาหลายต่อหลายครั้ง ขณะที่ผลกระทบทางด้านสภาพจิตใจ อาจแสดงออกอย่างชัดเจนเช่น ภาวะเครียดรุนแรงซึ่งจะนำไปสู่ โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (Post Traumatic Stress Disorder: PTSD)

“คนไข้จะรู้สึกกลัวว่าอาจถูกโจมตีหากออกจากบ้าน แต่พวกเขาก็ยังมีปัญหาอื่นๆ เช่นการยอมรับในรูปลักษณ์ของตัวเอง และรับมือกับสิ่งที่พวกเขาเป็นในตอนนี้” ดร.คาฟฟรีย์กล่าว

ทำอย่างไรหากถูกน้ำกรดสาด?

ดร.เฟเนลลา วริกลีย์ ผู้อำนวยการการแพทย์ของสำนักงานบริการรถพยาบาลลอนดอน (LAS) ให้ข้อมูลกับสื่อในอังกฤษว่า กรณีที่ถูกสารเคมีสาด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือให้รีบถอดเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับที่ถูกน้ำกรดออกทันที แล้วล้างส่วนที่ถูกน้ำกรดด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆ เช่น การแช่น้ำเย็นจากก๊อกน้ำที่เปิดเบาๆ โดยแช่ไว้อย่างน้อย 10 นาที หรือใช้การอาบน้ำฝักบัวถ้ามี และควรมีอุปกรณ์ป้องกันดวงตาขณะล้างน้ำกรดออกจากผิวหนังด้วย จากนั้นใช้ผ้าพันแผลแห้งๆ, ผ้าก๊อซ หรือผ้าฝ้ายสะอาด พันไว้หลวมๆ แล้วไปพบแพทย์

ขณะที่มีหลายกรณีที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินด้วย เช่น หากสารเคมีเผาไหม้ผ่านผิวหนังชั้นแรกและเกิดฟองแล้ว หรือบาดแผลมีขนาดใหญ่กว่า 3 นิ้ว (ราว 8 ซม.)

ด้าน ดร.ไรอัน สแตนตัน แพทย์แผนกฉุกเฉินในเมืองเลกซิงตัน รัฐเคนทักกี สหรัฐฯ ระบุว่า ขั้นตอนการปฐมพยาบาลหากถูกสารเคมี เกือบทั้งหมดคือการ ล้าง ล้าง แล้วก็ล้าง เว้นแต่ถูกสาดด้วย กรดไฮโดรฟลูออริก ห้ามใช้น้ำเพราะต้องขจัดด้วยสารละลายแคลเซียม แต่สารเคมีชนิดนี้ไม่ค่อยถูกนำมาใช้ในการโจมตีมากนัก ข้อควรระวังอีกอย่างคือ ต้องปฏิบัติต่อแผลอย่างอ่อนโยน ห้าม ถู หรือ เกา เด็ดขาด