บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่อง 6 ชิ้นส่วนรถยนต์ที่คุณต้องเปลี่ยนบ่อยๆ

ซื้อมาขับใช้งานหรือซื้อมาเพื่อความเท่ สุดท้ายคุณก็ต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นส่วนที่สึกหรอไปตามอายุการใช้งาน การดูแลรักษารถยนต์เพื่อยืดอายุการใช้งานเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น รวมถึงการเตรียมเงินส่วนหนึ่งสำหรับการซ่อมบำรุงชิ้นส่วนต่างๆ ที่มีอายุการใช้งานไม่ค่อยจะยืนยาวอย่างที่เข้าใจ ตัดน้ำมันหล่อลื่นออกไปเพราะมันเป็นสารที่ใช้สำหรับการหล่อลื่นไม่ใช่ชิ้นส่วนแต่อย่างใด คุณจะพบว่ามีอุปกรณ์บางอย่างที่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนเมื่อถึงระยะเวลาของมัน 

1-กรองน้ำมันเครื่อง
การที่จะทำให้เครื่องยนต์มีความคงทนถาวรรับใช้กันนานๆ ไม่พานเสียจนต้องจอดข้างทาง กรองน้ำมันเครื่องยนต์ที่หลายท่านรู้ดีอยู่แล้วว่าถึงระยะเวลาที่จะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก็ต้องเปลี่ยนกรองไปด้วยพร้อมๆ กัน

ไส้กรองน้ำมันเครื่องใหม่ๆ จะช่วยดักจับฝุ่นผงเขม่าที่เกิดจากการเผาไหม้ รวมถึงยังช่วยกรองเศษโลหะที่เกิดจากการเสียดสีขณะเครื่องยนต์ทำงาน เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ก็ควรจะเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องไปเลยดีกว่าทนใช้แล้วทำให้ประสิทธิภาพในการหล่อลื่นลดลงเพราะไส้กรองน้ำมันเครื่องสกปรก

2-กรองอากาศ
ฝุ่นละอองและมลพิษภายนอกรวมถึงการขับลุยทางลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่นสีแดงจะทำให้ไส้กรองอากาศของคุณอุดตันเร็วกว่ากำหนด เมื่อมันเกิดอาการอุดตันหรือสกปรกมากจะทำให้อากาศเข้าไปในท่อร่วมไอดีลดลงจากปริมาณที่เครื่องยนต์มีความต้องการ เครื่องยนต์ก็จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพไส้กรองอากาศมีหน้าที่สำคัญ คือ ดักฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปในเครื่องยนต์ แต่เมื่อใช้งานไปนานๆ อาจทำให้เกิดอาการอุดตัน ส่งผลให้อากาศผ่านเข้าไปในกระบอกสูบได้น้อยลง ทำให้การเผาไหม้ในห้องเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์

ควรเปลี่ยนไส้กรองอากาศทุกระยะ 20,000 กิโลเมตร หรือน้อยกว่านั้นหากขับขี่รถในบริเวณที่มีฝุ่นมากเป็นประจำทุกวัน ไส้กรองอากาศสกปรกอาการของรถยนต์จะออกมาในแนวกินเชื้อเพลิง เร่งไม่ขึ้นและมีอาการเดินเบาไม่เรียบ หากกรองยังอยู่ในสภาพดีก็แค่เป่าฝุ่นผงที่ติดอยู่ด้วยลมแรงๆ ตามปั๊มหรือร้านรับล้างรถยนต์ หากเน่าสนิททั้งดำทั้งขาดก็ควรจะหาของใหม่มาใส่แทนที่ของเก่าที่หมดสภาพ

3-สายพาน
ไม่ว่าจะเป็นสายพานไดสตาร์ต ไดชาร์จ สายพานคอมเพรสเซอร์แอร์ สายพานของระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ หากเกิดขาดขึ้นมาระหว่างการขับใช้งานมีหวังจอดไม่ต้องแจวต่อ สายพานที่เก่าเริ่มหมดอายุการใช้งานมักจะแตกลายงาหรือแตกเป็นขุยๆ สตาร์ตเครื่องยนต์ก็ส่งเสียงราวกับมีหนูอยู่ในห้องเครื่องเป็นฝูง!

บางท่านคิดว่าถ้าสายพานยังไม่มีเสียง หรือมีเสียงนิดๆ หน่อยๆ ไม่อยากเสียเงินก็ขับต่อได้ จริงๆ แล้วเสียงที่ดังนั้นเกิดจากการหมุนที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ชิ้นส่วนอื่นๆ ทำงานหนักเกินจำเป็น เช่น สายพานคอมแอร์เสื่อมอาจทำให้คอมแอร์ทำงานหนัก สายพานพัดลมหม้อน้ำขาด ความร้อนขึ้นพรวดๆ หากขืนดื้อดึงยังขับต่อไปเครื่องยนต์ก็จะพังกระจายเสียเงินซ่อมกันอื้อ สายพานปั๊มพวงมาลัยพาวเวอร์ขาดระหว่างการขับเป็นเรื่องที่น่ากลัวและอันตรายมากสำหรับมือใหม่ หมั่นตรวจสอบสายพานในรถของคุณอยู่เสมอๆ หากพบว่าเริ่มแตกหรือมีเสียงดัง หรือใช้งานมานานจนครบวาระที่จะต้องเปลี่ยนก็ไม่ควรเสียดายเงิน

4-ใบปัดน้ำฝน
ใบปัดน้ำฝนช่วยทำให้คุณมองเห็นได้ในวันที่ฝนตกหนัก หากใบปัดน้ำฝนหมดสภาพยางแข็งเพราะจอดตากแดดก็สมควรจะเปลี่ยน ฤดูฝนในประเทศไทยนั้นยาวนานถึง 7 เดือน แถมยังมีฝนหลงฤดูที่ตกกระหน่ำแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ใบปัดน้ำฝนใหม่ๆ จะทำให้คุณมองเห็นทางได้ดีขึ้นเมื่อฝนตก ซื้อของแท้จะใช้งานได้ดีกว่าของราคาถูก 

5-ยาง
ยางรถยนต์จะค่อยๆ เสื่อมสภาพไปตามระยะทางรวมถึงสภาพของเส้นทางที่คุณขับใช้งานเป็นประจำ เมื่อยางถึงระยะตามกำหนดหรือหมดอายุการใช้งานก็สมควรที่จะต้องเปลี่ยนยางใหม่ ยางนั้นคือชีวิตความเป็นความตายในการขับรถยนต์ ไม่ควรใช้งานยางจนหมดสภาพหรือดอกหมดกลายเป็นยางหัวโล้น

ถ้ายางหมดอายุหมดดอกแตกลายงาแล้วยังทนใช้ไม่ยอมเปลี่ยนจะเสี่ยงต่อการระเบิด อาการเหินน้ำ ลื่นไถล นำมาซึ่งอุบัติเหตุรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตกันมามากต่อมาก ยางมีอายุการใช้งานประมาณ 3 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร บางท่านใช้งานรถยนต์หนักมากขับแค่ไม่กี่เดือนไมล์ทะลุไป 3-4 หมื่นก็สมควรที่จะต้องเปลี่ยนยางใหม่เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและผู้โดยสารที่อยู่ในรถ

6-แบตเตอรี่
แบตเตอรี่ติดรถยนต์มีอายุการใช้งานประมาณ 2-3 ปี ทำหน้าที่ป้อนกระแสไฟฟ้าจ่ายอุปกรณ์ต่างๆ ในรถของคุณเพื่อให้ทำงานได้ เช่น มอเตอร์สตาร์ต ระบบจุดระเบิด ในขณะที่สตาร์ตรถยนต์ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ป้อนพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ที่มีความจำเป็น เช่น ระบบไฟส่องสว่าง แบตเตอรี่รถเป็นอุปกรณ์เก็บไฟฟ้าสำรอง เมื่อใดก็ตามที่ไดร์ชาร์จ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทัน เช่น การขับขี่ในตอนกลางคืนซึ่งใช้ระบบไฟเยอะกว่าปกติ ก็จะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้ ขณะเดียวกันถ้าไดร์ชาร์จทำงานได้ดีขึ้น หรือ หมุนเร็วขึ้น ก็จะมีกระแสไฟฟ้าเหลือจากการใช้งาน ซึ่งก็จะถูกส่งกลับเข้าไปยังแหล่งเก็บไฟฟ้าสำรอง (แบตเตอรี่) จนกว่าจะเต็ม แบตเตอรี่จะถูกจ่ายไฟออกอย่างเดียวก็เฉพาะตอนสตาร์ตเครื่องเท่านั้น เพื่อส่งกระแสไฟเข้าสู่มอเตอร์สตาร์ต และระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์สตาร์ตติดและทำงานแล้ว ไดร์ชาร์จก็จะทำหน้าที่ประจุไฟเข้าแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง นั่นก็หมายความว่า กระแสไฟฟ้าจะถูกจ่ายออกไป และถูกประจุเพิ่มเข้าไป หมุนเวียนเข้าออกแบตเตอรี่อยู่เสมอ ไม่ได้จ่ายออกไปจนหมดอย่างเดียว

การเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแบตฯ ให้แอมป์สูงขึ้น เพราะทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้มีการคำนวณและเลือกขนาดความจุของแบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับการใช้งานของรถรุ่นนั้นๆ อยู่แล้ว แบตเตอรี่ที่มีขนาดของแอมป์สูงขึ้นมักจะมีขนาดของตัวแบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น ฐานของแบตเตอรี่เดิมที่เล็กกว่าอาจจะทำให้ใส่ไม่ได้ ไม่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ด้วยการลดขนาดของแอมป์ สามารถเลือกแบตเตอรี่ที่มีขนาดของแอมป์สูงขึ้นได้โดยประมาณ 10-30 แอมป์

การดูแลรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานรวมถึงวิธีการขับที่ถูกต้องช่วยลดความสิ้นเปลืองในเรื่องของชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ที่จะต้องสึกหรอไปตามระยะเวลาและระยะทางที่ขับ เตรียมเงินเอาไว้ส่วนหนึ่งสำหรับชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดเพราะคุณจะต้องจ่ายอย่างแน่นอนที่สุด รถแพง ชิ้นส่วนอะไหล่ก็จะแพงตามไปด้วยแบบช่วยไม่ได้ เมื่อมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนก็ไม่ควรเสียดายเงิน ให้คิดถึงเรื่องของความปลอดภัยเอาไว้ก่อนนะครับ. 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th

Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/