วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรุสมบัติกรมศุลฯ จิ๊บๆ12ปีหมื่นล้าน

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง

ทุกครั้งที่สำนักโพลจัดลำดับหน่วยงานราชการที่มีการทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุด ชื่อชั้นของกรมศุลกากรต้องติดโผลำดับต้นๆมาทุกยุคทุกสมัย...ประหนึ่งเกลือรักษาความเค็ม?

จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กวาดล้างรถหรูประเภทซุปเปอร์คาร์สำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงที่เป็นข่าวครึกโครมในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเริ่มปรากฏ แต่เกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่ ปี 2552 ยุคนั้นต้องถือว่าเป็นยุคทองของตลาดรถเกรย์ มาร์เกต

หรือผู้นำเข้าอิสระที่เห็นช่องโหว่ของกฎหมาย สำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อหลบเลี่ยงภาษีนำเข้ามากถึง 328 เปอร์เซ็นต์ของราคานำเข้า เพื่อให้ราคาจำหน่ายรถแต่ละคันถูกกว่าตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งจากโรงงานผู้ผลิตที่ต้องสำแดงราคาตามความเป็นจริง...ถึงกับขายรถไม่ออก

ด้วยราคาขายหน้าโชว์รูมจะแพงกว่าพวกผู้นำเข้าอิสระ จึงพากันร้องเรียนไปยังสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, วุฒิสภา และ ป.ป.ท. ให้เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง

ผลการตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ตรวจปล่อยรถหรูหรือนายตรวจทั้งหมด 108 คน...ตัดไปตัดมาเหลือ 67 คนถูกสอบวินัยร้ายแรง ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจพบว่าช่วง 8 ปีที่ผ่านมา...กรมศุลกากรได้ตรวจปล่อยรถหรูสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงไปแล้วไม่ต่ำกว่า 70,000 คัน

คุณพระช่วย...ประเทศชาติต้องสูญเสียรายได้นับแสนล้านบาท แต่ก็แปลกที่จากอดีตจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลกี่ยุคกี่สมัยก็ยังไม่สามารถอุดรูรั่วนี้ได้

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกว่าดีเอสไอได้รับราคากลางรถซุปเปอร์คาร์จากประเทศผู้ผลิต แล้วจะนำมาขยายผลตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี

คาดว่า...จะมีรถหรูอีกมากกว่า 1,000 คันเข้าข่ายสำแดงใบเสียภาษีเป็นเท็จ

ผลงานโบดำหมักหมมภายในกรมศุลกากรเป็นกองพะเนินขนาดนี้ แต่คนไทยทั้งประเทศกลับไม่เคยได้ยินคำตอบจากปากผู้บริหารกรมศุลกากรแบบชัดๆเลยสักครั้งเดียว...ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผู้บริหารระดับสูงกรมศุลกากร ยอมรับหน้าตาเฉยว่า ที่ผ่านมากรมศุลกากรไม่ทราบราคาที่แท้จริงของรถหรูที่นำเข้า

เนื่องจากรถซุปเปอร์คาร์แต่ละบริษัทมีการสำแดงราคาที่ใกล้เคียงกัน และมีเอกสารที่ถูกต้อง จึงไม่สามารถตรวจสอบได้

คำตอบง่ายๆแต่เข้าใจยากของกรมศุลกากรยิ่งสร้างความงุนงงสงสัยเข้าไปใหญ่ หากกรมศุลฯไม่รู้...แล้วใครจะรู้? คำตอบคือ ดีเอสไอรู้ แถมยังมีข้อมูลฐานราคาจากผู้ผลิตโดยตรง

น่าแปลกใจ...ไฉนเลยการจัดเก็บภาษีคือหน้าที่หลักของกรมศุลกากรแต่กลับไม่มีข้อมูลราคาที่ถูกต้องจากผู้ผลิต นั่นหมายความว่าต่อไปนี้กรมศุลฯจะต้องอาศัยฐานข้อมูลจากดีเอสไอ เพื่อเรียกเก็บภาษีรายได้จากผู้นำเข้ารถซุปเปอร์คาร์แล้วใช่หรือไม่?

เรื่อง “ภาษีนำเข้า” เป็นเรื่องใหญ่และใหญ่มากๆถ้าคิดคำนวณกันเป็น...“ตัวเงิน”

สมผล ตระกูลรุ่ง ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายศุลกากร บอกว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2555 คณะกรรมการ ป.ป.ช.ร่วมกับหอการค้าต่างประเทศ จัดงานสัมมนาหัวข้อ “ถกปัญหาการจ่ายเงินสินบนและรางวัลกรมศุลกากร” เพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันภายในกรมศุลกากร

จึงไปว่าจ้าง รศ.ประธาน วัฒนวาณิชย์ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำวิจัยหัวข้อ “การจ่ายเงินสินบนและรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่โดยภาพรวมทั้งระบบ” รายงานการวิจัยระบุว่า เดิมทีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และยังเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ไปรับเงินสินบนจากพ่อค้า แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การจ่ายเงินสินบนและรางวัลก่อให้เกิดพฤติกรรมบิดเบือนจากสิ่งที่ควรกระทำ (Moral hazard) หลายประการ

เช่น เจ้าหน้าที่มุ่งเน้นปฏิบัติหน้าที่เฉพาะงานที่ได้เงินรางวัล ละเลยงานที่ไม่มีผลตอบแทน การจ่ายเงินรางวัลในอัตราที่สูง ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในวงราชการ เพราะผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับข้าราชการบางกลุ่มที่ทำหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดเท่านั้น

สมผล บอกอีกว่า หากพิจารณาตามเหตุผล “เงินสินบน” และ “รางวัล” ถ้าจะจ่ายควรจะจ่ายเฉพาะกรณีความผิดลักลอบนำสินค้าเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ไม่ควรนำมาใช้กับความผิดสำแดงเท็จ ที่มีการนำสินค้าผ่านพิธีการปกติ แต่อาจตีความต่างกัน

นอกจากนี้ตามระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล กำหนดว่า กรณีที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับ เจ้าหน้าที่ผู้จับกุมจะได้เงินรางวัล 30 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้าที่จับกุมได้ หรือค่าปรับ 4 เท่ารวมภาษีนำเข้า ...แต่ถ้ามีผู้แจ้งความนำจับ สายลับที่แจ้งจะได้เงินสินบน 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมจะได้เงินรางวัล 25 เปอร์เซ็นต์...รวมเจ้าหน้าที่และสายลับรับเงินสินบนรางวัล 55 เปอร์เซ็นต์

การกำหนดส่วนแบ่งเงินสินบนและรางวัลในอัตราที่สูง งานวิจัยของธรรมศาสตร์ระบุว่า “เป็นมูลเหตุจูงใจและที่มาให้เจ้าหน้าที่กระทำการทุจริต และมีการทำหลักฐานเท็จ ด้วยการสร้างสายลับเทียม เพื่อหวังเงินสินบนที่เพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว”

ความหมายคือ แทนที่เจ้าหน้าที่จะได้เงินรางวัลแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ หากไปสร้างหลักฐานเท็จว่ามีผู้มาแจ้งความนำจับ เงินรางวัลจะเพิ่มเป็น 55 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม การจ่ายสินบนและรางวัลในอัตราที่สูง ได้ไปผูกโยงกับค่าปรับหรือมูลค่าของกลางที่จับกุมได้ หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าผู้ประกอบการสำแดงเท็จหรือหลีกเลี่ยงการเสียภาษี เช่น แจ้งราคาต่ำเสียภาษีไม่ตรงกับพิกัดอัตราภาษีตาม พ.ร.บ.ศุลกากร 2469 มาตรา 27 ระบุว่า ผู้กระทำผิดต้องจ่ายค่าปรับ 4 เท่าของมูลค่าสินค้ารวมภาษีนำเข้า และมีโทษอาญาจำคุกโดยไม่มีการพิจารณาว่า ผู้กระทำความผิดมีเจตนาหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่ ถ้าตรวจพบว่ามีการกระทำความผิดต้องจ่ายค่าปรับ 4 เท่าสถานเดียว ไม่มียกเว้นหรือลดหย่อนโทษ

คำถามสำคัญมีว่า กฎหมายให้อำนาจมากมายล้นฟ้าขนาดนี้...มีหรือที่พ่อค้าคิดจะต่อกรกับกรมศุลกากร...จำต้องสยบยอมแพ้ไม่คิดฟ้องร้องต่อศาลสู้คดี ตามครรลองกระบวนการยุติธรรมแทบทุกราย?

รายงานวิจัยชิ้นนี้ยังระบุอีกว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและสายลับจริงสายลับเทียมรับเงินรางวัลไปแล้วทั้งสิ้น 10,343 ล้านบาท และผู้ประกอบการถูกยึดสินค้าทอดตลาดและจ่ายค่าปรับ คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาท (ยังไม่หักเงินสินบนและรางวัลนำจับ)

โอ้วววว...คุณพระช่วยไม่ได้แล้วจริงๆ เงินรางวัลมากมายมหาศาลขนาดนี้ไม่แปลกเลยที่ข้าราชการทั้งหลายพยายามใช้เส้นสายฟาดฟันกันอยากเข้าบรรจุกำลังพลของกรมศุลกากรกันถ้วนหน้า

แต่ยังๆก่อน...ยังมีพ่อค้าประเภทหมูไม่กลัวน้ำร้อน หาญกล้าต่อกรสู้คดีกับกรมศุลกากรอย่างบริษัทรถยนต์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่า เป็นบริษัทที่มีอายุยาวนานและมีธรรมาภิบาลในการบริหารธุรกิจระดับสากล ที่ถูกกรมศุลกากรกล่าวหาสำแดงรายการเสียภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์รุ่นหนึ่งเป็นเท็จ

เรียก...เก็บภาษีย้อนหลังเป็นจำนวนเงินกว่าหมื่นล้านบาท

เดิมพันสูงขนาดนี้ย่อมหมายถึง “เงินสินบนนำจับ” และ “เงินรางวัล” ที่ย่อมสูงตามไปด้วย...

เราๆท่านๆรู้ข่าวนี้แล้วก็เก็บไว้ในบันทึกช่วยจำ ศึกช้างชนช้างระดับนี้ นานๆปีจะมีสักครั้ง ห้ามพลาดผลจะออกหัวหรือก้อย ติดตามชมอย่ากะพริบตา.