บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แม้ท่องเที่ยวไทยฟื้นตัว แต่ยังต้องระวัง “ศูนย์เหรียญ”

โดย ซูม

เมื่อวานผมเขียนเล่าให้ทราบว่า ผมมีโอกาสกลับไปเยือนกัมพูชาอีกหนในรอบไม่ถึง 1 ปี และพบว่าเศรษฐกิจกัมพูชายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปีนี้จะถึงร้อยละ 7 ตามเป้าที่เขาตั้งไว้

นอกจากการขยายตัวของเมือง ของอุตสาหกรรมต่างๆ ของการก่อสร้างต่างๆแล้ว ทางด้านการท่องเที่ยวของเขาก็ค่อนข้างบูมมากทีเดียว

หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษท้องถิ่นของเขารายงานว่า เฉพาะปี 2016 หรือ 2559 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวกัมพูชาถึง 5 ล้านกว่าคน ด้วยอัตราเพิ่มประมาณร้อยละ 5 จากปีก่อนหน้า

สำหรับปี 2017 เพียง 2 เดือนแรก ก็กระฉูดกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 2 เดือนแรกของปี 2016

ผมอ่านข่าวแล้วก็ดีใจแทนเขา และก็หวังว่ากัมพูชาจะประสบความสำเร็จในเรื่องท่องเที่ยวตามที่เขาคาดหวังไว้

ครั้นพอกลับมาถึงบ้านเรา ได้อ่านคอลัมน์ของคุณ “ลม เปลี่ยนทิศ” ซึ่งสรุปถ้อยแถลงและความคาดหวัง ตลอดจนแผนการทำงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเอาไว้ ทำให้ทราบว่าประเทศไทยเราก็ตั้งความหวังไว้กับการท่องเที่ยวอย่างมากเช่นกัน

ท่าน ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ประชุมผู้บริหารของ ททท. วางแผนปฏิบัติการสำหรับปี 2561 ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 3.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์จากปีนี้ (2560) ที่คาดว่าจะมีรายได้ทั้งปี 2.7 ล้านล้านบาท

โดยแยกเป้าหมายออกเป็น นักท่องเที่ยวต่างประเทศ 2.7 ล้านล้านบาท และคนไทยเราเที่ยวกันเอง 1 ล้านล้านบาท

ท่านผู้ว่าการ ททท. ยุทธศักดิ์ สุภสร ยังตั้งเป้าหมายด้วยว่า เมื่อสิ้นแผนพัฒนาฉบับที่ 12 หรือปี พ.ศ.2564 รายได้ท่องเที่ยวไทยจะติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลก ที่ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท และจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยถึง 40 ล้านคน

ผมขอเอาใจช่วยให้ “แผนปฏิบัติการ” ของ การท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย จงบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเชื่อว่าด้วยเสน่ห์หลายๆอย่าง ของประเทศเราเอง บวกกับการร่วมมือของทุกฝ่ายในประเทศไทย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน จะทำให้เราประสบความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง

เหตุที่ผมใช้คำว่า “อีกครั้งหนึ่ง” เพราะรายได้จากการท่องเที่ยว มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาประเทศไทยเราโดยตลอด ตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 1 ซึ่งมีการก่อตั้ง องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือ อสท. ขึ้นเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ ในยามที่เศรษฐกิจของประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติก็ได้ธุรกิจการท่องเที่ยวนี่แหละที่มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ โดยเฉพาะใน พ.ศ.2527-2528 ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องลดค่าเงินบาทครั้งใหญ่ หรือแม้แต่หลังช่วง พ.ศ.2540 ที่ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะ “ต้มยำกุ้ง” ก็ได้อาศัยการท่องเที่ยวเป็นที่พึ่งเช่นกันในการฟื้นตัว

จนมาถึงช่วงหลังๆ คือในระยะ 10 ปีที่ผ่านมานี้ ที่ผลจากการปล่อยปละละเลยของภาครัฐ ขาดการกำกับควบคุมที่ดี ทำให้เกิดสถานการณ์ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” จากกรณีนักท่องเที่ยวจีน

ทำให้มองกันว่า รายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยวอาจไม่คุ้มค่ากับการสูญเสียทรัพยากรที่เราต้องสูญเสียไป

ประกอบกับรายได้ส่วนใหญ่จะตกเป็นของบริษัทจีนกับบริษัททัวร์ไทยที่เป็นนอมินีให้แก่บริษัททัวร์จีนในประเทศไทย ทำให้รายได้ไหลออกไปนอกประเทศเป็นส่วนมาก

หวังว่าการขจัดทัวร์ศูนย์เหรียญออกไป พร้อมกับจัดระบบการท่องเที่ยวขึ้นใหม่ และปรับนโยบายใหม่ไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว แต่หันมาเน้นคุณภาพนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายสูง และการใช้จ่าย

ค่อนข้างกระจายออกไปสู่คนไทยหลายๆกลุ่ม จะทำให้การท่องเที่ยวกลับมามีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยดังเดิม

แต่ก็อย่าประมาท “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” เป็นอันขาดนะครับ อาจจะกลับคืนมาอีกเมื่อไรก็ได้ แบบที่คำพังเพยไทยๆกล่าวไว้ว่า “เชื้อชั่วตายยาก” อาจจะหลบหรือซาไปพักหนึ่ง ได้โอกาสเมื่อไรจะกลับมาทันที

ขอฝากให้ภาครัฐช่วยกันจับตาดูพฤติกรรมของทัวร์ศูนย์เหรียญต่างๆด้วย อย่าได้เผลอไผลหรืออย่าได้ประมาทเป็นอันขาดนะครับ.

“ซูม”