วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ป้อมเบรก ม็อบเชียร์ ‘ปู’ ไม่ควรมา!

‘คดีจํานำข้าว’ พท.จี้ลุงตู่อีก ฟันระบายข้าว ปชป.ก็ให้แก้ มัน-ข้าวโพด

“สุรชัย” โต้อีก ก.ม.อาญานักการเมืองไม่ได้จ้องเล่นงาน “ทักษิณ” ด้าน “มีชัย” การันตีไม่มีตรงไหนลิดรอน แต่ให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหามากกว่าเดิม “สมชาย” โวช่วยล่า 90 คดีนักการเมืองหนีซุกต่างประเทศ “วัฒนา” ซัดเขียน ก.ม.ป่าเถื่อนทำลายนิติธรรม “เจ๊หน่อย” สับไม่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมกลับไปแก้ พ.ร.บ.ขัด รธน.มาตรา 27 “บิ๊กป้อม” เบรกขนมวลชนเชียร์ “ปู” ไปศาลไต่สวนส่งท้ายคดีข้าว แกนนำ พท.ปิดห้องถกโวยทหารประกบติดอดีต ส.ส.ภาคเหนือ-อีสาน-กลาง “ยุทธพงศ์” กัดไม่ปล่อยบี้ “บิ๊กตู่” ตั้งกรรมการสอบระบายข้าว จับพิรุธบริษัทอาหารสัตว์รับซื้อข้าวถูกไปเวียนเทียนขายแพงเป็นอาหารคน คสช.แจงศูนย์รับแจ้งโกงไม่ซ้ำซ้อน “ศรีสุวรรณ” ย้อนศรตั้งศูนย์รับร้องทหารทุจริต ร้องศาล รธน.สอบ กห.เท 7.6 หมื่นล้าน ซื้ออาวุธเกินจำเป็น

กรณีพรรคเพื่อไทยแสดงความเห็นคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุเป็นการออกกฎหมายขัดต่อหลักนิติธรรมสากล ตั้งเป้าจะเอาผิดย้อนหลังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ยืนยันว่าร่างกฎหมายนี้ไม่ขัดต่อหลักสากล ตรงข้ามได้เพิ่มสิทธิให้ผู้ถูกกล่าวหาด้วย

“สุรชัย” โต้ไม่ได้จ้องเชือด “ทักษิณ”

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไทม์ไลน์วันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 19 ส.ค.2561 ว่า หากพิจารณาเงื่อนเวลาต่างๆ คาดว่าระยะเวลาการจัดการเลือกตั้งทั่วไปน่าจะใกล้เคียงกัน สนช.ได้พิจารณากฎหมายลูก 10 ฉบับ โดยเฉพาะ 4 ฉบับแรก เกี่ยวกับการเลือกตั้งได้ทันตามกรอบเวลาในโรดแม็ปกำหนด ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกวิจารณ์ว่าออกมาเพื่อเอาผิดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการเจาะจง เพื่อเอาผิดบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่หมายถึงทุกคดีที่ค้างการพิจารณาอยู่

“มีชัย” โอ่เพิ่มสิทธิผู้ถูกกล่าวหา

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า เพิ่งได้รับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจากสภานิติบัญญัติ (สนช.) ต้องดูรายละเอียดก่อนว่ามีส่วนใดไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญ แต่เท่าที่ดูยังไม่เจอ ไม่มีจุดไหนที่ไปตัดสิทธิผู้ถูกกล่าวหาเลย ให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหามากกว่าเดิมด้วย เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยวิจารณ์ว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่เป็นสากล นายมีชัยตอบว่า ตามหลักสากลมีข้อยกเว้นเหมือนกัน ถ้าหากผู้ถูกกล่าวหาหนีดำเนินคดีลับหลังได้ เพราะการดำเนินคดีอาญาถ้าหากศาลไม่บังคับ จำเลยเลือกจะสละสิทธิ์ไม่ไปได้ การไปศาลถือว่าเป็นสิทธิ์ ขออนุญาตทางศาลว่าจะไม่ไปก็ได้ ถ้าศาลไม่กลัวว่าผู้ถูกกล่าวหาจะหนีไปเขาก็อนุญาต

แจงอะไรเป็นโทษไม่ใช้ย้อนหลัง

เมื่อถามถึงเรื่องการใช้กฎหมายย้อนหลัง นายมีชัยตอบว่า เท่าที่ดูรายละเอียดจากทาง สนช. ไม่ เห็นการไปบังคับใช้อะไรย้อนหลัง ถ้าเป็นคดีความที่เกิดขึ้นใหม่หรือคดีที่ยังไม่ได้ดำเนินการก็ให้ใช้ของใหม่ เมื่อถามถึงเรื่องการบังคับใช้อายุความ นายมีชัยกล่าวว่า คดีที่ศาลได้ตัดสินแล้วแต่จำเลยหนีไป กรณีแบบนี้ให้ใช้การนับอายุความตาม
กฎหมายเดิม จะฟ้องใหม่เพื่อให้ใช้กฎหมายใหม่ก็ทำได้แต่ต้องไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีเดิม หรือหากเป็นกรณีที่ฟ้องกันแล้ว ศาลจำหน่ายคดีเพราะว่าไม่มีตัวจำเลย แบบนี้ฟ้องใหม่โดยให้หลักกฎหมายใหม่มาบังคับใช้ได้ อะไรที่เป็นโทษกับเขากฎหมายจะไม่ใช้ย้อนหลังอยู่แล้ว แต่ว่าอะไรที่เป็นคุณสามารถใช้ย้อนหลังได้ แต่ว่านี่เป็นคนละเรื่องกับกระบวนการพิจารณา ถ้าหากกระบวนการเริ่มต้นวันนี้ ให้ใช้กฎหมายใหม่ได้ ถึงจะเป็นคดีเก่าก็ตาม

“ภัทรศักดิ์” ยันคดียังไม่ตัดสินเข้าข่าย

ที่รัฐสภา นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนช.กล่าวว่า ตามหลักการร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวคดีที่มีคำพิพากษาไปแล้ว ไม่สามารถใช้บังคับย้อนหลังกับจำเลยได้ หากจำเลยหลบหนีคดีจนพ้นอายุความ ให้เสมือนได้พ้นโทษจะต้องนับอายุความตามกฎหมายเดิม ไม่สามารถนับอายุความตามกฎหมายใหม่ได้ เนื่องจากการตีความกฎหมายต้องไม่เป็นผลร้ายกับจำเลย ส่วนคดีที่ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว และคดีอยู่ในกระบวนการพิจารณาที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถือว่าเข้าข่ายบังคับใช้ได้ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

ชี้ช่องยื่นศาล รธน.ตีความได้

เมื่อถามว่า ศาลยุติธรรมติดใจประเด็นการไต่สวนคดีลับหลังจำเลยหรือไม่ นายภัทรศักดิ์ตอบว่า แม้นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการศาลยุติธรรม จะไม่เห็นด้วยกับการไต่สวนจำเลยลับหลังในที่ประชุม สนช. แต่เมื่อ สนช.มีมติไปแล้ว ศาลก็ต้องปฏิบัติตาม ยืนยันว่าการพิจารณาของ กมธ.รับฟังความเห็นทุกฝ่าย ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ถ้ากฎหมายมีผลแล้วมีใครติดใจ ยังมีช่องทางส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เช่น ถ้าศาลหรือจำเลยเห็นว่าเรื่องอายุความมีปัญหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ หากประชาชนเห็นว่ากฎหมายนี้ขัดรัฐธรรมนูญก็เข้าชื่อยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน การออกกฎหมายฉบับนี้ เพื่อสร้างกลไกปราบทุจริตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนการให้ไต่สวนจำเลยลับหลัง ในหลักการต้องพยายามนำตัวจำเลยมาให้ได้ก่อน กว่าจะไต่สวนลับหลังได้ก็ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีมากมายแล้ว ดังนั้น นักการเมืองควรเข้าสู่กระบวน การยุติธรรม ที่ผ่านมาศาลให้ประกันตัวทุกคดีไม่มีเหตุให้ต้องหลบหนี การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์จะยิ่งมีความสง่างามมากขึ้น

โอ่ช่วยล่า 90 คดีพวกหนีซุก ตปท.

นายสมชาย แสวงการ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นเรื่องต่อองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีเนื้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศว่า ไม่ห่วงเรื่องดังกล่าว เพราะการพิจารณาออกกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้ขัดหลักการระหว่างประ เทศ กมธ.ได้ทบทวนอย่างรอบคอบ หารือกับศาล อัยการแล้วว่า ไม่มีผลละเมิดสิทธิบุคคลใด และไม่ใช่การตรากฎหมายย้อนหลังให้เป็นโทษกับนักการเมือง เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงวิธีการพิจารณาคดี เพื่อแก้ปัญหาการหนีคดีของนักการเมืองเท่านั้น ไม่มีผลในการ เพิ่มโทษหรือแก้ไขในสิ่งที่ถูกให้เป็นผิดแต่อย่างใด กฎหมายฉบับนี้จะช่วยแก้ปัญหาการหนีคดีไปต่างประเทศของนักการเมืองระดับท้องถิ่น และระดับชาติที่อยู่ในชั้นศาลได้ถึง 85-90 คดี ไม่ใช่การล่าแม่มดหรือล่าพรรคใด แต่ล่าทุกพรรค ไม่ต้องกลัวกฎหมายนี้ หากไม่โกงหรือไม่คิดหนีอย่ากลัว จะเอาแต่ได้อย่างเดียว ไม่มาต่อสู้คดีได้อย่างไร พรรคการเมืองควรขอบคุณ สนช.แทนที่จะตำหนิเพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถออกได้ในสมัยปกติ ขอถามพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องการคนโกงใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ควรสนับสนุนกฎหมายดีๆเช่นนี้

“วัฒนา” ซัด ก.ม.ป่าเถื่อนหักนิติธรรม

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “หลักการที่ถูกปล้น” บทบัญญัติของ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ทำลายหลักนิติธรรมโดยสิ้นเชิง ข้ออ้างคือเพื่อป้องกันไม่ให้นัก การเมืองที่กระทำความผิดหลบหนีไปต่างประเทศ เช่น กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ไม่อาจนำตัวมาดำเนินคดีในศาลไทยได้อันเป็นความเท็จ เพราะไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับต่างประเทศ แต่ทุกประเทศปฏิเสธจะส่งตัวนายทักษิณกลับมาดำเนินคดีตามที่รัฐบาลไทยร้องขอ เพราะเป็นคดีการเมืองเกิดจากการยึดอำนาจ ถูกดำเนินคดีโดยคตส.ที่จัดตั้งโดยคณะรัฐประหาร อีกทั้งบทบัญญัติของกฎหมายยังขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ ทางแก้คือ ต้องทำกฎหมายและกระบวนพิจารณาเป็นไปตามหลักนิติธรรมที่สากลยอมรับ ต่างประเทศจะให้ความร่วมมือส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดี แต่เผด็จการกลับทำลายหลักการสำคัญของกฎหมายให้ป่าเถื่อนมากขึ้น การยึดอำนาจครั้งนี้ นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจเสียหายยับเยินแล้ว ความเสียหายที่มากกว่าคือ การทำลายหลักนิติธรรม อันเป็นหลักประกันความยุติธรรม และความน่าเชื่อถือของประเทศซึ่งประเมินค่ามิได้

สับแทนจะปฏิรูปแต่แก้ ก.ม.ยิ่งหนักข้อ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า เป็นที่ยอมรับกันว่าส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ผ่านมาเกิดจากการกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ยึดหลักนิติธรรม เช่น การรัฐประหารปี 2549 มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้คนที่มีทัศนคติด้านลบกับผู้ถูกกล่าวหาทำหน้าที่ ขณะนี้แทนที่จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมกลับแก้ตัวกฎหมายให้มีปัญหามากขึ้น เพราะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 27 ที่ระบุบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และมีสิทธิได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม ส่วนที่มีการระบุว่าไม่ขัดหลักการระหว่างประเทศนั้น กฎหมายดังกล่าวสอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ข้อ 7 และข้อ 10 ที่ระบุทุกคนเสมอภาคกันทางกฎหมาย และมีสิทธิได้รับการคุ้มครองเท่ากัน อยากให้คนร่างกฎหมายอธิบายว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลอย่างไร ถ้าออกกฎหมายโดยไม่ยึดหลักนิติธรรมและไม่เป็นตามหลักสากลแล้วมันจะยิ่งทำให้เกิดปัญหามากขึ้น

สิ้นหวังโรดแม็ป ลต.เลื่อนไปเรื่อย

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอโรดแม็ปของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ระบุให้มีการเลือกตั้งวันที่ 19 ส.ค.61 ว่า เรื่องโรดแม็ปเลื่อนไปเรื่อยจนตอนนี้ไม่อยากจะฝากความหวังไว้กับโรดแม็ปอีกแล้ว อย่าไปยึดเรื่องโรดแม็ปเลย เอาเป็นว่าทำให้เร็วที่สุด เพื่อประเทศชาติจะได้หลุดพ้นความยากลำบาก ความเชื่อมั่นจะกลับคืนมา เราไม่อาจคาดหวังได้ว่าโรดแม็ปที่พูดกันจะจริงหรือไม่จริง ผิดหวังมาตลอด วันนี้อะไรที่เร็วที่สุดคือดีที่สุด กฎหมายหลายฉบับที่ออกมาก็ไม่จำเป็นกับการเลือกตั้งแต่กลับเร่งทำ ความเชื่อมั่นของนานาประเทศเป็นสิ่งสำคัญ จะทำให้ทุกอย่างฟื้นคืนมา ควรรีบทำให้ทุกอย่างเข้าองค์ประกอบเพื่อการเลือกตั้ง และคืนอำนาจให้ประชาชนเร็วที่สุด สร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติเห็นว่าอำนาจทั้งหมดไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ปัญหาและวิกฤติจะค่อยๆคลี่คลาย

เย้ยสัญญาประชาคมแค่โชว์รูมโก้ๆ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า เนื้อหาสัญญาประชาคมเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองทั้ง 10 ข้อเหมือนการสรุปประเด็นจากรายการคืนวันศุกร์ที่นายกฯ พูดมากว่า 3 ปี สัญญา ประชาคมไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าการปรองดองมีความคืบหน้า หลังจากนี้เป็นขั้นตอนสำคัญคือการปฏิบัติ อยู่ในมือนายกฯผู้ถืออำนาจเบ็ดเสร็จ เรียกว่าปรองดองแบบตามใจแป๊ะ แต่สุดท้ายบอกว่าถ้าล้มเหลวจะให้เป็นความรับผิดชอบของประชาชน ถือว่าพูดง่ายแต่เข้าใจยาก ถ้าเอารัฐธรรมนูญ กฎหมายลูกและกรอบกติกาต่างๆมาเทียบเคียงแต่ละข้อในสัญญาประชาคม จะเห็นว่าไปกันคนละทาง ถึงที่สุดจะกลายเป็นว่าสัญญาประชาคมเอาไปเป็นโชว์รูมไว้โก้ๆ แต่ของจริงคือกลไกอำนาจที่ล็อกทิศทางประเทศเอาไว้แล้วหรือไม่

“ถาวร” ท้าถ่ายทอดสดปฏิรูป ตร.

นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะอนุกรรมาธิการจัดทำรายงานการศึกษาเรื่องการปฏิรูประบบงบ ประมาณกิจการตำรวจ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน สปท.ที่มี พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา เป็นประธาน เสนอให้จัดสรรงบประมาณค่าตอบแทนการสอบสวนคดีอาญาให้พนักงานสอบสวนว่า ตั้งแต่รัฐบาลประกาศตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ มีตำรวจเป็นกรรมการถึง 15 คน เคยตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการเสนอเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ตำรวจ มากกว่าคำนึงสิทธิประโยชน์ของประชาชน วันนี้แค่เริ่มก็เป็นตามคาด อยากเสนอให้ พล.อ.บุญสร้าง นำข้อเสนอการปฏิรูปตำรวจชุด พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ที่เน้นการอำนวยความยุติธรรมกับประชาชน ขอให้รัฐบาลเร่งเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน ถ้าใจกว้างควรให้ถ่ายทอดสดทางสื่อเพื่อเป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและเชิญชวนให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น

“ประวิตร” เบรกขนมวลชนเชียร์ “ปู”

อีกเรื่อง ที่กระทรวงแรงงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลมวลชนที่คาดว่าจะมีการระดมคนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปศาลไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายคดีจำนำข้าวในวันที่ 21 ก.ค.ว่า ถ้าจะมากันเป็นจำนวนมากคงไม่ได้ ไม่ควรจะมา ถ้าอยากมาควรมาเท่าที่เหมาะสม แต่อาจจะยังไม่ปิดคดีก็ได้ เพราะว่ายังต้องมีการถามพยานหลักฐาน อาจจะอ้างพยานหลักฐานอีกกี่คนยังไม่รู้ จึงยังไม่แน่ แต่ศาลกำหนดไว้ว่าวันที่ 21 ก.ค.เป็นนัดสุดท้าย

แกนนำ พท.ถกโค้งท้ายคดีจำนำข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า ช่วงบ่าย วันที่ 19 ก.ค. แกนนำพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมหารือพูดคุยกับอดีต ส.ส.พรรค โดยมีการชี้แจงเรื่องของ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมีการพูดคุยเรื่องคดีจำนำข้าว ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะไปขึ้นศาลอาญาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองนัดสุดท้าย ในวันที่ 21 ก.ค. โดยจะต้องติดตามกรณีศาลจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกรณีกระบวนการพิจารณาคดีขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นอกจากนี้ มีการพูดคุยกันว่าในวันดังกล่าวอดีต ส.ส.น่าจะมาที่ศาลกันครบ อีกทั้งมีความเคลื่อนไหวหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ออกมาระบุว่าไม่เหมาะสม หากมีมวลชนไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ศาลมากเกินไป โดยมีทหารเข้าไปประกบอดีต ส.ส.ของพรรคทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขนมวลชนไปศาลในวันดังกล่าว

ปัดระดมกำลังหนุนอดีตนายกฯ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีข่าวการระดมมวลชนไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ยืนยันว่าไม่มีการระดมคน เพราะตนก็เป็นอดีต ส.ส.ในพื้นที่อีสาน ไม่มีการประสานจากพรรค แต่ในส่วนของประชาชนที่จะมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นเรื่องปกติ คนที่ผูกพันและรัก น.ส.ยิ่งลักษณ์มีมากมาย เป็นธรรมดาของสังคมไทยจะไปให้กำลังคนที่รักที่กำลังโดนดำเนินคดี และทุกครั้งก็มีประชาชนไปล้นหลามอยู่แล้ว

ยันยื่นส่งตีความไม่ได้ลากคดีล่าช้า

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความกระบวนการพิจารณาคดีจำนำข้าวว่า มาตรา 5 วรรค 1 ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ให้ยึดสำนวนจาก ป.ป.ช.เป็นหลัก แต่เปิดกว้างอาจไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร แต่รัฐธรรมนูญปี 60 มาตรา 235 วรรค 6 ระบุว่าให้ใช้สำนวน ป.ป.ช.เป็นหลักเช่นเดียวกันแต่การไต่สวนเพิ่มเติมเปลี่ยนมาใช้คำว่า ให้ศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและหลักฐานพยานเพิ่มเติมได้ ไม่ให้เป็นตามที่ศาลเห็นสมควรแล้ว คดีนี้อัยการเพิ่มเติมพยานบุคคลและหลักฐานจำนวนมาก จำเลยยื่นคัดค้านแต่ศาลใช้มาตรา 5 วรรค 1 รับไว้จึงยื่นคัดค้านว่ามาตราดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 212 วรรค 1 ที่กำหนดให้ศาลฎีกาส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และสามารถพิจารณาคดีต่อไปได้แต่ต้องรอการพิพากษาไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลมีคำวินิจฉัย ถ้าไม่ขัดก็พิจารณาหลักฐานดังกล่าวได้ แต่ถ้าบอกขัดต้องตัดพยานหลักฐานเหล่านี้ออกไป เมื่อมีการโต้แย้งพร้อมเหตุผล กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนต้องทำอย่างไรและไม่ได้ทำคดีช้าออกไป ถ้าศาลส่งไปเร็ว ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยได้เร็ว

“โจ้” ไล่บี้ “บิ๊กตู่” ตั้ง กก.สอบระบายข้าว

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตร คณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าว พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวกรณีรัฐจำหน่ายข้าวให้บริษัทกาญจนา-อาหารสัตว์ จ.ราชบุรี ในราคาที่ต่ำ ซึ่งอาจมีความไม่โปร่งใสในการระบายข้าวครั้งที่ 1/2560 โดยนายยุทธพงศ์กล่าวว่า ได้เรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ใช้มาตรา 44 เปิดโกดังบริษัทดังกล่าวเพื่อพิสูจน์ความจริง เนื่องจากบริษัทนี้ซื้อข้าวหอมมะลิจาก บจก.ประสิทธิ์ชัยอุบล จ.อุบลราชธานี 14,035 ตัน แต่มีกำลังการผลิตสูงสุดวันละ 11 ตัน ต่อให้โรงงานนี้ผลิตข้าว 7 วันต่อสัปดาห์จะต้องใช้เวลาในการผลิตอาหารสัตว์มากถึง 7 ปี ถ้าใช้เวลาผลิตมากขนาดนี้ ข้าวคงขึ้นรา เน่าเสียไปหมดแล้ว นอกจากนี้มีผู้หวังดีถ่ายภาพโรงงานขายอาหารสัตว์แห่งนี้ ไม่พบข้าวอยู่เลย มีเพียงรถบรรทุกเพียง 2 คัน หน้าโรงงานเท่านั้น ซึ่งเพียงพอต่อการขนข้าวจำนวนมากหรือไม่

จับพิรุธซื้อถูกมาเวียนเทียนขายแพง

นายยุทธพงศ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้โรงงานขายอาหารสัตว์ดังกล่าว ยังประมูลซื้อข้าวสารในสต๊อกของรัฐอีก 3 แห่ง คือ 1.หจก.โรงสีเจริญธัญญกิจใหม่ สรรคบุรี จ.ชัยนาท 9,937 ตัน 2.บจก.ล้อพูนผลไรซ์มิลล์ จ.นคร-สวรรค์ 5,914 ตัน 3.โกดังนายสมบูรณ์ ทรัพย์รวงทอง จ.ชัยนาท จำนวน 9,036 ตัน รวมกับโกดังใน จ.อุบลราชธานี จะมีปริมาณข้าวรวมกว่า 38,924 ตัน โรงงานอาหารสัตว์แห่งนี้มีกำลังการผลิตสูงสุดวันละ 11 ตัน ต้องใช้ข้าวเป็นส่วนประกอบในการผลิตวันละ 5.50 ตัน ดังนั้นจะต้องใช้เวลาผลิตมากถึง 7,077 วัน หรือ 20 ปี ถึงจะนำข้าวมาผลิตอาหารสัตว์ได้ทั้งหมด จะเป็นไปได้อย่างไร ตั้งข้อสังเกตว่ามีการนำข้าวที่ประมูลเป็นอาหาร สัตว์ไปเวียนเทียนขายเป็นข้าวสำหรับคนหรือไม่ เห็นได้ชัดว่ามีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นหรือไม่ นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐ จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร และขอให้นายกฯ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว รวมทั้งขอให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รีบมาตรวจสอบเรื่องนี้

โต้ป้องภาษีไม่เกี่ยวคดี “ยิ่งลักษณ์”

นายยุทธพงศ์กล่าวอีกว่า ในวันที่ 20 ก.ค.จะนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.ราชบุรี เพื่อพิสูจน์ว่าข้าวจำนวนดังกล่าวอยู่ที่ไหน ยืนยันว่าที่ออกมาตรวจสอบไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาตรวจสอบเพราะรัฐบาลเพิ่งระบายข้าวช่วงนี้ ขออย่ามองเป็นประเด็นการเมืองเพราะเป็นการตรวจสอบการทุจริต เพื่อปกป้องภาษีของประชาชน

ซัด นบข.รั่วจี้ใช้ ม. 44 โละสต๊อกรัฐ

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงปัญหาการเปิดประมูลข้าวเสื่อมคุณภาพว่า ตามที่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ระบุ ถึงความไม่ชอบมาพากลการประมูลข้าวดังกล่าว สอดคล้องกับที่กระทรวงมหาดไทย มีหนังสือสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 32 จังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติกรรมของบริษัทเอกชน 13 ราย ที่ชนะการประมูลข้าวเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน สะท้อนการทำงานของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) หละหลวม ก่อให้เกิดข้อครหากีดกันหรือเอื้อประโยชน์ ทำให้รัฐเสียประโยชน์มหาศาล วันที่ 10 มี.ค. 2559 เคยเสนอให้หัวหน้า คสช.ทบทวนรูปแบบการระบายข้าวใหม่ทั้งหมด ถ้าเป็นไปได้ควรใช้มาตรา 44 เร่งระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล เพราะจากการติดตามการประมูลข้าวหลายครั้งพบปัญหาทำให้ต้องยกเลิกไป ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณการรักษาข้าวในสต๊อกจำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทต่อเดือน ข้าวในโกดังก็เสื่อมคุณภาพเพียงแค่ 6 เดือนที่ผ่านมาราคาข้าวตกลงไปกว่า 50% ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

นายกฯบ่นไฟขัดแย้งขวางปฏิรูป

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธานการหารือกับคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งว่ารัฐบาลพยายามเต็มที่จะปรับระบบการศึกษาให้เข้ารูปเข้ารอย วันนี้ปัญหาของการปฏิรูปคือการขัดแย้งหมดทุกเรื่อง ต้องหาวิธีการลดปัญหาเหล่านี้ การศึกษาไม่สามารถจะแก้ได้รวดเร็วมากนัก เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มานานมาก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังการประชุมว่า การปฏิรูปการศึกษาจำเป็นต้องเร่งรัดให้เห็นความชัดเจนเกิดขึ้นให้ได้ ทั้งของกระทรวงศึกษาธิการและปัญหาในระบบการศึกษา ไม่ใช่ให้รู้แต่วิชาการอย่างเดียวต้องคิดวิเคราะห์ให้เป็น สามารถเป็นนักวิจัยและพัฒนาได้ ต้องเรียนรู้ขั้นพื้นฐานตั้งแต่อยู่ใน ท้องแม่ ก่อนจะมาเรียนตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ ส่วนการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐต้องดูให้ชัดเจนว่าตรงเป้าหมาย ซ้ำซ้อนกันหรือไม่ อาจต้องใช้ระบบไอทีเข้าช่วย เพื่อตรวจสอบให้ได้ว่าใช้งบฯถูกต้องใช้ตามเป้าหมายหรือไม่

ย้ำหลักประชาธิปไตยชอบธรรม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า 1 ปีที่เหลืออยู่ของรัฐบาลนี้จะพยายามทำในส่วนที่เป็นโครงสร้าง และเริ่มแก้ปัญหาที่สาหัสก่อนให้ได้โดยเร็ว ส่วนที่เหลือยังทำไม่ได้ให้วางไว้ในแผนแม่บทของระบบการศึกษาในทุก 5 ปี ดังนั้นการศึกษาไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลหรือใครเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ต้องร่วมกัน บ้าน วัด โรงเรียน และต้องนำศาสตร์พระราชามาขับเคลื่อนให้ได้ สิ่งสำคัญวันนี้ต้องพัฒนาคนไปสู่อนาคต คิดแบบเดิมคงไม่ได้เพราะโลกเปลี่ยนแล้ว ขัดแย้งกันทุกเรื่องจะทำอะไรปฏิรูปไม่ได้เลย ต้องตกลงด้วยความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่นั่นคือประชาธิปไตย ส่วนใหญ่ว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นชอบต้องเห็นชอบหรือการเลือกตั้งอะไรก็แล้วแต่ จะต้องไม่มีกระบวนการที่ทำให้ไม่ถูกต้อง จนกระทั่งได้มาซึ่งความไม่ชอบธรรม เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาการรับน้องที่รุนแรง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เป็นปัญหาในระบบต้องไปถามกระทรวงศึกษาธิการ

มีไข้เล็กน้อยเต้นแอโรบิกไม่สดชื่น

ต่อมาเวลา 15.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์พร้อมด้วย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกฯ น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกฯ พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ และคณะทำงาน ร่วมกับข้าราชการ เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล เต้นแอโรบิกออกกำลังกายประจำสัปดาห์ทุกวันพุธประมาณ 30 นาที โดย พล.อ.ประยุทธ์มีสีหน้าไม่ค่อยยิ้มแย้มสดชื่น เต้นไปเหม่อมองไปข้างหน้า ไม่ส่งสายตาหันไปสนใจช่างภาพและผู้สื่อข่าวที่สังเกตการณ์อยู่เหมือนเคย เสร็จแล้วก็เดินกลับขึ้นห้องทำงาน บนตึกไทยคู่ฟ้า ไม่เดินทักทายผู้เข้าร่วมออกกำลังแต่อย่างใด เนื่องจากเมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ ได้แวะไปเจาะเลือดตรวจสุขภาพ ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เพราะมีอาการไข้เล็กน้อย

คสช.ระบุศูนย์รับแจ้งโกงไม่ซ้ำซ้อน

วันเดียวกัน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่บุคคลกล่าวถึงการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ของ คสช.เป็นการซ้ำซ้อนงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) นั้นว่า ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นการเพิ่มช่องทางแจ้งเบาะแสในพฤติกรรมที่ไม่เรียบร้อยเหมาะสมในรูปแบบต่างๆ ที่ประชาชนได้พบเห็นและสัมผัสจนรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ด้วยรูปแบบต่างๆ โดยในขั้นนี้จะทำหน้าที่เฉพาะการรับเรื่องร้องเรียนมาเท่านั้น หลังจากนั้นจะสรุปกลั่นกรองนำส่งให้หน่วยงานตามกระบวนการอย่างศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) หรือ ปปท.หรืออาจติดตามคอยอำนวยความสะดวกให้ คงมิได้เข้าไปก้าวก่ายงานสืบสวนสอบสวนของปปท. ภาพรวมจะเป็นการสนับสนุนและเสริมงานให้กัน ยิ่งมีข้อจำกัดเรื่องที่ตั้งหน่วยงานของ ปปท.ในภูมิภาคยังมีไม่ครอบคลุมทุกจังหวัด

ดึงเลขาฯ ปปท.-เลขาฯ ศอตช.ร่วมวง

พ.อ.วินธัยกล่าวอีกว่า การตั้งศูนย์ร้องเรียนครั้งนี้จึงเสมือนเพิ่มช่องทางการสื่อสารกันอย่างเป็นระบบระหว่างประชาชนกับภาครัฐ ให้เข้าถึงกันสะดวกมากยิ่งขึ้น ส่วนระดับคณะทำงานกลั่นกรองข้อมูลที่ได้มาจากประชาชน คสช.ได้แต่งตั้งให้เลขาธิการ ปปท.และเลขาธิการ ศอตช.เป็นคณะทำงาน เพื่อประสานการปฏิบัติให้เป็นไปอย่างสอดคล้องโดยเฉพาะเพื่อการเดินเรื่องต่อเนื่องไปให้ได้ตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมในชั้นสืบสวนสอบสวน ที่จะต้องรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพตามความคาดหวังประชาชน

“ศรีสุวรรณ” ตั้งศูนย์รับร้องทหารทุจริต

วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จัดเวทีอภิปรายสาธารณะ “แก้ปัญหาคอร์รัปชัน ชาตินี้หรือชาติหน้า?” โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ยุค 4.0 ไม่มีความขัดแย้งที่ต้องใช้อาวุธแล้ว แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมจัดซื้ออาวุธใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 7.6 หมื่นล้าน ทั้งที่อยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ตั้งแต่ยึดอำนาจปี 57 กระทรวงกลาโหมใช้งบประมาณไปแล้ว 1-2 แสนล้านบาท มากกว่าปี 2549 ที่ใช้งบฯไป 8.9 หมื่นล้าน ควรเกลี่ยงบฯไปกระทรวงอื่นบ้าง อย่างไรก็ตาม วันที่ 20 ก.ค. ตนจะไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 62 ที่ระบุเกี่ยวกับการรักษาเสถียรภาพการเงินหรือไม่ เพราะกองทัพไทยได้สะสมอาวุธยุทโธปกรณ์มากเกินจำเป็นแล้ว จากนี้จะเห็นตนใช้บริการศาลรัฐธรรมนูญบ่อยแน่นอน ส่วนที่รัฐบาลตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนในค่ายทหาร ตนจะตั้งศูนย์รับร้องเรียนกรณีทหารทุจริตประพฤติมิชอบเอง ใครมีเรื่องทุจริตของทหารขอให้มาร้องที่ตนได้

“ประวิตร” มั่นใจศูนย์รับมือต่างด้าว

ที่กระทรวงแรงงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมกล่าวถึง การเปิดศูนย์แจ้งการใช้แรงงานต่างด้าว ระหว่างวันที่ 24 ก.ค.-7 ส.ค.ว่า ขณะนี้มีความพร้อมแล้ว มีการตั้งศูนย์ทั่วประเทศ 100 ศูนย์ การที่ คสช.ได้ผ่อนปรนชะลอโทษกลุ่มผิดกฎหมาย ให้ไปดำเนินการให้ถูกต้องภายใน 180 วัน เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แรงงานต่างด้าวไม่ทยอยออก และมีการทำเอ็มโอยูระหว่างประเทศอยู่แล้ว ส่วนกรณีมีแรงงานเมียนมาเกือบ 100 คน ถูกนายหน้าฝั่งเมียนมาหลอกทำเอ็มโอยู เพื่อมาทำงานในไทยต้องช่วยเหลือและทำให้ถูกต้อง

ไม่หนักใจโผทหารราบรื่น

พล.อ.ประวิตรยังกล่าวถึง การจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2560 มีความหนักใจหรือไม่ว่า จะไปหนักใจอะไร ทางหน่วยเขา ทำกันขึ้นมา ข่าวเอาไปลงกันเองทั้งนั้น ตนไม่ได้เรียกเอามาดู เขาต้องส่งมาตามหน้าที่ ส่วนเรื่องปลัดกระทรวงกลาโหม ไม่ต้องห่วง ตนทำได้ ไม่ต้องมีในใจ เพราะตามขั้นตอนเขามีอยู่แล้ว ใครจะขึ้นใครจะลง เขารู้กันอยู่แล้ว ขนาดพวกสื่อฯ ยังรู้เลย

ปชป.ยื่น 5 ข้อแก้วิกฤติมัน–ข้าวโพด

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯแกนนำพรรคและอดีต ส.ส.พรรค 17 คน ร่วมลงชื่อในหนังสือที่ ปชป. 60900083/2560 ลงวันที่ 19 ก.ค.2560 เรื่อง แนวทางแก้ไขปัญหาราคามันสำปะหลังและข้าวโพด เพื่อยื่นต่อนางอภิรดี ตัน–ตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เสนอ 5 ข้อแก้วิกฤติราคามันสำปะหลังตกต่ำที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกว่า 5 แสนครอบครัว คือ 1.ขอให้ทบทวนปริมาณและอัตราภาษีนำเข้าข้าวสาลีให้เหมาะสม การลดภาษีการนำเข้าข้าวสาลีเป็นศูนย์ ทำให้ปริมาณนำเข้าข้าวสาลีสูงขึ้นมาก กระทบต่อรายได้เกษตรกรโดยตรง 2.ให้ตรวจสอบราคาข้าวสาลีนำเข้ามีโครงสร้างราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ มีการอุดหนุนจากประเทศผู้ส่งออกหรือไม่ 3.มีการนำเข้ามันสำปะหลัง ข้าวโพดและกากข้าวโพดคุณภาพต่ำ ในราคาต่ำจำนวนมาก ทำให้ราคาในประเทศตกต่ำลงมาก จึงควรกำหนดมาตรฐานคุณภาพสินค้าการเกษตรนำเข้าให้ชัดเจน ป้องกันการนำวัตถุดิบคุณภาพต่ำมาคละปนกับผลผลิตในประเทศ 4.แก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลัง ข้าวโพดและกากข้าวโพดผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดจริงจังและให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว 5.ให้กำกับดูแลการซื้อขายมันสำปะหลังและข้าวโพด มิให้พ่อค้าคนกลางเอารัดเอาเปรียบ รวมทั้งตรวจสอบส่วนต่างราคาส่งออกเปรียบเทียบกับราคาที่ซื้อขายในประเทศ ราคาที่รับซื้อโดยโรงงานและราคาที่รับซื้อจากเกษตรกร

สวนยาง–ปาล์มแห่ร้องแก้ปัญหาหนัก

เมื่อเวลา 14.00น. ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ.กลุ่มตัวแทนเกษตรกรสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันจังหวัดภาคใต้ นำโดยนายสัญญพงศ์ ภู่ประดิษฐศิลป์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุงและตัวแทนเกษตรกร ยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขอให้แก้ไขปัญหาผลผลิตราคาตก โดยขอให้หาวิธีให้เกษตรกรขายยางพาราได้ราคากิโลกรัมละ 60-80 บาท พร้อมทั้งขอให้ส่งเสริมการผลิตยางรถยนต์ และให้หน่วยงานรัฐนำยางมาแปรรูป จัดตั้งเมืองยางภาคใต้ด้วย ส่วนปาล์มน้ำมัน ขอเรียกร้องให้ขายปาล์มน้ำมันได้ในราคากิโลกรัมละ 5-6 บาท ระยะสั้นให้รัฐบาลขอให้เอกชนผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม ปรับราคารับซื้อในราคาที่สูงและวัดค่าเปอร์เซ็นต์ปาล์มอย่างเป็นธรรม