บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปลดกระเป๋ารถเมล์ปี 2562 เหตุ ขสมก.ติดตั้งระบบอี-ทิคเก็ตแทนขายตั๋ว

บอร์ด ขสมก.ปลดกระเป๋ารถเมล์ในปี 2562 หลังจากระบบอี–ทิคเก็ต สมบูรณ์แบบ ด้าน “พิชิต” สั่งเดินหน้าประมูลรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันใหม่ เพื่อแก้ไขหนี้ ขสมก.ในระยะยาว หลังพบภาระต้นทุนสูงลิ่วปีละ 4.7 พันล้านบาท

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคมในฐานะรักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ขสมก.มีความกังวลถึงโครงการติดตั้งระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์บนรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) หรือระบบอี-ทิคเก็ต ทั้งหมด 2,600 คันว่า ในช่วงการเปลี่ยนผ่านระบบเก่าไปสู่ระบบใหม่จะเกิดปัญหาความล่าช้าระหว่างการขึ้น-ลงจนกระทบต่อการจราจรโดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนเนื่องจากผู้โดยสารต้องหยอดเหรียญ และกดปุ่มเลือกเส้นทางซึ่งเป็นระบบใหม่อาจจะไม่มีความคุ้นชินทำให้ไม่สะดวกในการเดินทาง ดังนั้น ขสมก.จะยังให้มีระบบกระเป๋ารถเมล์ต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี นับตั้งแต่เริ่มใช้อี-ทิคเก็ตโดยหลังจากนั้นจะยุบตำแหน่งกระเป๋ารถเมล์ทั้งหมดภายในปี 2562

นายสนิท พรหมวงศ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า จากกรณีที่ ขสมก.ดำเนินการขอเส้นทางจำนวน 138 เส้นทางเพื่อไปบริหารนั้น ขบ.ไม่ติดขัดเรื่องการมอบเส้นทาง ส่วนเรื่องจำนวนว่าจะขอ 138 เส้นทาง หรือมากกว่านั้น ก็ไม่เป็นปัญหาขึ้นอยู่ว่าจะสอดรับกับโครงข่ายระบบขนส่งตามเป้าหมายของกระทรวงคมนาคม หรือไม่ หาก ขสมก.เดินหน้าแผนจัดซื้อรถเมล์ใหม่ทั้งโครงการจัดซื้อรถเมล์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (เอ็นจีวี) 489 คัน และรถเมล์ไฟฟ้า 200 คันให้ได้ตามเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนรถเมล์ให้ถึง 3,000 คัน จากปัจจุบันซึ่งมีรถเมล์อยู่ราว 2,700 คัน ตามที่ ขสมก.ระบุไว้ในการทำเรื่องขอบริหารเส้นทางจำนวน 138 เส้นทาง ถ้าหากสามารถจัดหารถได้ตามเป้าทาง ขบ.ก็ยินดีที่จะแบ่งสัดส่วนเส้นทางให้ตามจำนวนที่ ขสมก.ต้องการ

ขณะที่ นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ได้สั่งให้ ขสมก.จัดหารถเมล์ใหม่โดยเร็ว หลังจากที่มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถส่งมอบได้ ขณะที่การจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้าที่ติดปัญหาราคากลางยังไม่อนุมัติ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการจัดหารถเมล์ใหม่ ตามแผนงานคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซุปเปอร์บอร์ด ถ้าหากโครงการรถเมล์ไฟฟ้าไม่ สามารถเดินหน้าได้ กระทรวงคมนาคมจะเปลี่ยนไปจัดหารถเมล์พลังงานทางเลือกรูปแบบอื่นแทน เพื่อเร่งจัดหารถเมล์เป็นแบบไหนก็ได้ให้คนกรุงเทพฯ ได้ใช้รถใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาดตามแผน 1,600 คัน

“การจัดหารถเมล์ใหม่เป็นหนึ่งในแผนฟื้นฟูกิจการที่ ขสมก.ได้เสนอมา เพื่อแก้หนี้สินนับแสนล้านบาท ทั้งนี้ หาก ขสมก.ไม่จัดหารถโดยสารใหม่ได้จะส่งผลให้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต้นทุนที่สูงมากปีละ 4,700 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าดอกเบี้ยปีละ 3,000 ล้านบาท ค่าสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 1,200 ล้านบาท และค่าบำรุงรักษารถเก่าอีก 500 ล้านบาท”

ด้านนายยุกต์ จารุภูมิ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ขสมก. กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด ขสมก.มีมติอนุมัติราคากลาง โครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษา 489 คัน โดยใช้ราคากลางเดิมที่บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เคยประมูลได้และมีการลงนามในสัญญาวงเงิน 3,387 ล้านบาท สาเหตุที่บอร์ด ขสมก.ยืนยันราคากลางเป็นราคาที่บริษัท เบสท์ริน เคยประมูลได้ เนื่องจากโครงการนี้ได้มีการลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างแล้ว และการยกเลิกสัญญาก็มาจากการที่บริษัท เบสท์ริน ไม่สามารถส่งมอบรถได้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับราคากลาง

อย่างไรก็ตาม อาจมีการปรับแก้เงื่อนไขการส่งมอบรถเมล์เพื่อลดปัญหาการส่งมอบรถไม่ทัน เช่น ราคากลางเดิมมีเงื่อนไขให้นำรถไปจดทะเบียนก่อนแล้วส่งมอบรถ หรือจะเปลี่ยนเป็นส่งมอบรถก่อนแล้วนำไปจดทะเบียน และหากมีการปรับแก้ไขเสร็จเรียบร้อยต้องเสนอให้ผู้อำนวยการ ขสมก.อนุมัติราคากลางใหม่ ก่อนเปิดประชาพิจารณ์ทางเว็บไซต์ต้นเดือน ส.ค.และเปิดขายซองประกวดราคาในเดือน ส.ค. จากนั้นจะประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-ออกชั่นในเดือน ก.ย. เพื่อส่งมอบรถเมล์ใหม่ภายในปีนี้

นายประยูร กล่าวว่า หากการเปิดประกวดราคากลาง 3,387 ล้านบาท และไม่มีเอกชนสนใจซื้อเอกสารประกวดราคา หรือมีเอกชนสนใจแค่ 1 ราย การเปิดประกวดราคากลางในวงเงินดังกล่าวต้องถูกยกเลิก แล้ว ขสมก. ต้องกลับมาทบทวนพิจารณาเรื่องราคากลางใหม่อีกครั้ง และอาจจะใช้ราคากลาง 4,021 ล้านบาท ตามราคากลางตั้งต้นที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้เกิดความล่าช้าไปอีก 2 เดือน หรือส่งมอบรถได้ในช่วงเดือน ก.พ.61.