วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อดีตพระเอก ทูน เล่าชีวิต ดาราสาวเสนอตัวให้เยอะ-หนีตายจากมาเฟีย (คลิป)

ทูน หิรัญทรัพย์ แจงหายหน้าไปจากวงการหลายปี เพราะกลัวอิทธิพลมาเฟียที่เคยยิงผู้จัดการตนเองจนเสียชีวิต เผยเพราะตาบอดจนเกือบทำให้คิดสั้นฆ่าตัวตาย แต่โชคดีลูกโทรหาเลยคิดได้ บอกช่วงที่ตาบอดไม่มีใครจ้างงาน เพราะกลัวจะไปเป็นภาระ บอกทุกวันนี้หันมาทำประโยชน์เพื่อสังคมและเยาวชน ตามพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ ๙

พระเอกรุ่นเก๋า ทูน หิรัญทรัพย์ มาเปิดใจเล่าแบบหมดเปลือกในรายการ ยิ่งศักดิ์ยิ่งแซ่บ ที่มีอาจารย์ยิ่งศักดิ์ ทำหน้าที่พิธีกรดำเนินรายการ ถึงเรื่องราวที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ว่าครั้งนึงพระเอกชื่อดังคนนี้เคยคิดสั้นจะฆ่าตัวตาย และที่ต้องหายไปจากวงการบันเทิง เพราะกลัวเจอมาเฟียฆ่า 

คนจำนวนมากไม่ทราบว่าตาข้างนึงบอด?
“ที่บอกว่าไม่ดี เพราะว่ามันเป็นแบบฉับพลัน ต้อหินแบบฉับพลัน เป็นข้างขวา ที่ไม่เห็น มันจะเห็นแสงนิดๆ เหมือนจะมีม่านดำปิดอีกทีแล้วก็แสงนิดๆ เหตุผลก็เป็นเพราะว่าเส้นประสาทตาไม่ทำงาน มันชำรุดไปหมด”

มันเกิดขึ้นได้ยังไง?
“มันมีต่อมที่ในร่างกายเราผลิตอินซูลิน ควบคุมอินซูลิน น้ำตาลในเลือด เบาหวานขึ้นตาจนตาบอด”

ทำไมไม่ดูแลรักษาสุขภาพ?
“ต่อมตัวนี้มันต้องคอนโทรลให้บาลานซ์กัน แต่ปรากฏว่ามันไม่ทำงาน มันผิดปกติ ก็เลยกลายเป็นว่าน้ำตาลกระฉูดขึ้น (หัวเราะ) ก็เลยขึ้นมาที่ตา”

บอดแบบเฉียบพลัน ไม่มีสัญญาณเตือน?
“ไม่ครับ มันมีๆ แล้วมันก็ค่อยๆ มืดไปในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน คือรู้ว่าเป็นไมเกรน ปวดเบ้าตา แต่นั่นคือความดันขึ้นตา แต่จริงๆ คือความดันเบาหวานขึ้นตา ไม่ได้ปวดไมเกรน”

แล้วรู้ตัวว่าเป็นเบาหวานนานแค่ไหน?
“นานแล้ว แต่ไม่ระวัง (หัวเราะ) ไม่ทานยา เพราะไม่รู้ว่าเป็นเลยไม่ได้ทาน เป็นคนไม่เคยดูแลตัวเอง ขาดวินัย”

พอรู้ว่าจะตาบอด ความรู้สึกตอนนั้นเป็นอย่างไร?
“ในช่วงนั้นเราเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็เลยคิดว่าทำยังไงให้ครอบครัว ให้เด็กๆ เรียนให้จบ พอหมอบอกก็รู้สึกว่าเครียดนะ กลัว ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าตาบอดสังคมการทำงาน เขาอาจจะไม่ยอมรับ และตอนนั้นงานมันหดด้วยตามวัย แต่ว่ายิ่งมาหดใหญ่เพราะผู้สร้างเขาบอกว่า สงสัยตาบอดให้เขาเล่นไม่ได้แล้วแหละ เขาไม่ได้บอกว่าเลิกครับ เพียงแต่ว่าไม่จ้างเท่านั้นเอง (หัวเราะ)”

เครียดถึงกับจะฆ่าตัวตาย?
“มันเกิดจากความกลัว เราก็เครียดๆ ไม่รู้จะทำยังไง ก็สิ้นสุดชีวิตตรงนี้ดีกว่า เพราะถ้าไม่มีเรา ก็ไม่มีปัญหา คงมีคนดูแลลูกๆ ต่อ คิดเลยเถิดเพราะความกลัว ไปค้นคว้าหาวิธีด้วย  

ถ้าสมมติเราจะต้องจบชีวิตตัวเอง ทำยังไงให้ไม่เจ็บมากที่สุด ก็เลยไปศึกษาว่าการกระโดดตึกออกซิเจนมันจะหมดก่อน เราก็จะหมดสติก่อนถึงพื้น เราจะไม่รู้สึกอะไร คิดมากนะ ศึกษาเยอะ (หัวเราะ) ที่ทำให้คิดสั้น คือไม่ได้คิดอะไร คิดว่าเราไม่มีประโยชน์แล้ว เราก็ไปซะดีกว่า”

แล้ววันที่ขับรถไปตึกที่จะกระโดดลงมาตาย ทำไมถึงเปลี่ยนใจ?
“ลูกโทรมา แล้วก็ถามว่าป๊าอยู่ไหน เราก็นึกถึงภาพตอนที่เขายังเด็กๆ แล้วก็เขาเล่นกัน ซนกัน เราอยากจะให้เขาเรียนจบ แต่เราก็คงจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าเราพิการ เราไม่มีงานทำ จะไปทำงานบริษัทเขาจะจ้างเหรอ คนพิการนะ ก็คิดมากครับ

แต่สุดท้ายก็สู้เพราะน่าจะเป็นประวัติของเรา คุณพ่อคุณแม่หย่ากัน วันที่เรารับปริญญาที่ออสเตรเลีย ไม่มีใครมา ก็เลยปฏิญาณตนว่าเราต้องไปรับปริญญาลูก อยากมีวันนั้นทำไมเราไม่อยู่ต่อเพื่อลูก วันที่เขารับปริญญา (น้ำตาคลอ) เราดีใจว่าเราทำให้เขาสำเร็จแล้ว”

ดีใจไหมที่ไม่ได้คิดสั้น ?
“นอกเหนือจากดีใจแล้ว ตอนนี้เราก็ทุ่มบอกทุกคนครับว่า ชีวิตทำยังไงให้มันมีคุณค่า ไม่ใช่คุณค่าให้ตัวเอง เป็นคุณค่าให้กับคนอื่น”

ข้างซ้ายที่บอกว่าดี ก็เริ่มมีอาการเสี่ยง ?
“ใช่ครับ มันจะเป็นต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก ที่เลวร้ายที่สุดคือ แบบฉับพลันเป็นต้อหิน ธรรมดามันจะเป็น 2 ข้างครับ แต่เราโชคดีมันเป็นข้างเดียว อีกข้างน้ำตามันยังขับออก ข้างซ้ายต้องเซฟเอาไว้ รักษาไปตลอดชีวิตเลย รักษาตรงนี้เพื่อจะได้ไม่บอดหมด”

ไปหาหมอตรวจเป็นประจำหรือเปล่า?
“ก็ดีใจอยู่อย่างว่าคนเราถ้าทำดี เราไม่ต้องหวังผล แล้ววันนึงจะมีคนดีมาช่วยเรา เราไม่เคยคิดว่าจะมีใครมาช่วยเรา แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาช่วยเรา ให้เราเป็นคนไข้ในอุปถัมภ์”

การมีตาข้างเดียวเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตไหม?
“ไม่มีนะครับ เรารู้ความจริง เรายอมรับว่าเราพิการข้างนึงนะ สิ่งที่ตามมาก็คือปรับตัวเองเข้ากับสภาวะแวดล้อมสังคม บางคนก็จะคิดว่าพิการข้างนึง หรือว่าอวัยวะเสียไปมันจะเป็นปมด้อย”

มีโอกาสที่จะบอดสนิททั้ง 2 ข้างไหม?
“เป็นไปได้ถ้าเราไม่มีวินัย คุณหมอบอกตลอด อยากบอดอีกข้างเหรอ ทำไมไม่หยอดตาตรงเวลา ก็เลยกลายเป็นว่าทุกเดือนสองเดือนเอาเลือดไปตรวจ”

ไม่กลัวอันตรายเหรอ ขับรถด้วยตัวเองแบบนี้?
“ถ้าแดดออก สว่างๆ กลางวันแบบนี้ดี คือยังงี้ครับ ถ้าเราคิดว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ พิการ มันก็ทำอะไรมากไม่ค่อยได้ เหมือนขีดเส้นไว้ว่าได้แค่นี้นะ แต่ถ้าสมมติเราไม่ยอมแพ้กับชะตาชีวิต ไม่ยอมแพ้กับปัญหาที่มีนะครับ ผมคิดว่าเราดำเนินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดนึง เราเดินไปถึงจุดนึงมันก็เป็นอุทาหรณ์เป็นกำลังใจให้กับผู้อื่นว่า แม้กระทั่งขาดอะไรไป ก็ไปเอาอย่างอื่นมาเสริมได้”

หายไปจากวงการ 7-8 ปี ไปเจอมาเฟียมาจริงหรือไม่?
“จริงๆ เราอยู่วงการหนังแค่ 6 ปี เล่น 270-280 เรื่อง คือไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เสร็จแล้วเค้าก็เรียกว่า คิวฮอตครับ ก็มีผู้จัดการคนนึงอายุมากแล้ว แกเคลียร์คิวให้ จัดสรรให้ บริหารให้ ปรากฏว่ามีวันนึงแกก็มีปัญหาส่วนตัวของแก แกก็โดนทำร้าย โดนยิงตายหน้าบ้าน ถ้าตามข่าวก็คือว่าขอคิวเรายากอะไรแบบนี้”

จับได้หรือตายฟรีไปเงียบๆ ?
“มันทั้งสองอย่างครับ ก็คือเขาก็รับโทษไปแล้ว ถ้าถามว่ามีอะไรชดเชยให้กับผู้จัดการไหม มนุษย์คนหนึ่งที่ทำงาน ก็ไม่มีอะไร และที่หายไปจากวงการเพราะรู้สึกว่าเดี๋ยวจะถึงคิวเรา ก็คือไม่รู้นะชีวิตมันต้องเจออะไรแบบนี้”

แค่คิวไม่ลงตัวถึงกับฆ่ากันตายเลยหรอ ?
“จริงๆ แล้วมันก็มีทุกวงการครับ ทุกธุรกิจ มันก็จะมีคนดีคนไม่ดี ว่ากันไป แต่ว่าบางทีที่เขาไม่ดีไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้อยากจะไม่ดีนะ เขาอาจจะมีคนรอบๆ ข้างเขา พูดอย่างงั้นพูดอย่างงี้ก็ได้”

ต้องพอรู้ว่าใครที่เสียผลประโยชน์ตอนนั้น ?
“ก็มีหลายคนนะครับ ผู้สร้างสมัยก่อนมันมี 7 สายด้วยกัน เหนือ อีสาน อะไรต่างๆ เวลาเขาขอคิวเราแล้วเขาขอไม่ได้ เขาก็เลยอาจจะมีทะเลาะ ถ้าหนังปิดกล้องไม่ได้”

ยังมีโอกาสเจอหน้าคนที่มีความขัดแย้งในยุคผู้จัดการคนนั้นอยู่ไหม ?
“พอเราออกจากวงการ เราก็คิดว่าเราไม่เจอใครในสมัยที่ทำงานอยู่ เราก็จะเจอแบบนักแสดงอย่างเดียว รุ่นพี่ๆ ส่วนใหญ่ในวงการเขาจะไม่คุยเรื่องนี้กัน ก็เลยกลายเป็นว่าเราก็คุยไม่ได้เหมือนกัน”

การที่ตัดสินใจออกจากวงการตอนนั้นคือการกระทำที่ถูกต้องแล้ว ?
“จริงๆ แล้วมีผู้ใหญ่โทรมาให้คำปรึกษาว่า อย่าอยู่เลย เพราะว่ามันก็อันตรายนะ แล้วเราก็เพิ่งมีลูกด้วย ลูกยังเด็กอยู่ ก็เลยมีเหตุผล มีน้ำหนัก”

รับงานน้อยหน่อยก็ได้เหรอ ?
“สมัยก่อนเวลาเราไปต่างจังหวัด ชาวบ้านจะมุงดูถ่ายทำหนัง เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเปรี้ยงปร้างมาตอนไหน (หัวเราะ) เป็นสิ่งที่ผมกลัวว่าไม่เห็นหน้าลูกตอนรับปริญญา แต่ไม่เคยเจอถึงขั้นโทรมาขู่นะ”

แต่ตอนนี้กลับเข้าสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง ?
“จริงๆ แล้วครั้งแรก ที่เข้าวงการบันเทิงก็ด้วยการรำของ อาเปี๊ยก ที่นำเราเข้ามาสู่วงการภาพยนตร์ พอเลิกไปไม่กี่ปี รินดาก็กลับมาชวนใหม่บอกว่ามาเล่นละครให้หน่อย จะเป็นผู้จัดช่อง 3 จำได้ เรื่องกุหลาบไร้หนาม ก็เลยกลับมาเล่น ก็ต้องขอบคุณรินดานะครับเป็นเพื่อนที่ดี หางานมาให้เราทำตลอด”

ทราบมาว่าแยกทางกับภรรยา ?
“ครับ เราเป็นคนเหมือนกับว่า ถ้าเราพูดออกไปก็จะเหมือนฟังความข้างเดียว อย่างนั้นเราไม่พูดซะเลยดีกว่า ก็เอาเป็นว่าอยู่กันแล้วอยู่กันลำบาก ลูกก็อึดอัด คือแยกทางกัน ตอนแรกอยู่ห่างๆ กัน อยู่คนละบ้าน แล้วสุดท้ายก็แยกทางกันดีกว่า”

เป็นเพราะไม่ค่อยมีเวลาหรือเปล่าในช่วงที่เล่นหนังเยอะ ?
“ไม่มีเวลาคือถูกต้อง ทำแต่งานก็ถูกต้อง แล้วบังเอิญเรามาอยู่แนวหน้าของวงการ เล่นหนังกับใคร ใครเป็นนางเอกก็จะมีข่าว ถึงทุกวันนี้ไม่มีข่าว”

ซื้อกินหรือเปล่า ?
“ไม่ใช่ (หัวเราะ) คือมันยากตรงนี้ครับ เราเป็นคนโรแมนติก เขาเรียกว่า One night stand ใช่ไหมครับ คืนเดียวเสร็จ ความรักแบบนั้นไม่เอา ไม่มี นั่นไม่ใช่ความรัก เราโรแมนติก เราอยากใช้เวลาศึกษากัน”

โรแมนติกขนาดไหน ?
“ชีวิตของเราจะอยู่ในเมือง มีแต่ตึก ที่ชอบที่สุดคือมีโอกาสพาใครไปทานข้าวริมแม่น้ำเจ้าพระยา โปร่งๆ อะไรแบบนี้ คือ โรแมนติกนิดนึง”

ยังคิดที่จะมีความรักใหม่อีกครั้งนึงไหม ?
“เป็นคนที่รักลูกมาก แล้วก็พูดอยู่เสมอ ทุกคนก็บอกว่าปิดประตูเลยนะ ไม่ยอมให้ใครเข้ามา ไม่ใช่ครับ เพียงแต่ว่าใครเข้ามาจะเข้าลำบาก เพราะว่าลูกเรามาก่อนตลอด ลูกไม่ห้าม ลูกยุ”

แล้วทำไมไม่หาอีกสักคนมาเป็นเพื่อนดูแล ?
“พอมาคิดเอาตอนอายุ 50 กว่าๆ นะครับว่า เราต้องทำอะไรเพื่อคนอื่นละ ก็เลยมาทำเรื่องของสังคม”

ทุกคนยังจำกันได้ว่าเป็นพระเอกเจ้าชู้ เล่นหนังกับใครก็จิ้นคนนั้น ?
“ยอมรับอยู่อย่างนึง เพราะมีนางเอกคนนึงบอกว่า พี่อ่ะชอบดีกับผู้หญิง ให้เกียรติผู้หญิง เป็นสุภาพบุรุษ แล้วก็เป็นพี่ที่ให้ความรู้กับน้องๆ ตลอด ผู้หญิงเขาก็เลยจะหลงพี่ เพราะพี่จะไปทำให้ผู้หญิงหลง บอกแล้วจะทำยังไงล่ะ นั่นมันคือธรรมชาติเรา แม่ก็สอนมาว่าผู้หญิงไม่ใช่ของเล่นนะ จะมาเล่นๆ ทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ได้”

พูดถึง ต่าย เพ็ญพักตร์ ได้ข่าวว่าแฟนของ ต่าย ต้องมาเฝ้าเลยเพราะไม่ไว้ใจพี่ทูน?
“คือเป็นอย่างนี้ครับ เราทำงานกับบี๋มา เรารู้จักกัน เขาเด็กอังกฤษ เราเด็กออสเตรเลีย มีต่ายเป็นแฟน แฟนเขาไปไหนเขาก็ต้องไปตาม แล้วเรารู้จักกับต่าย ต้องเดินเข้าไปจูบฟอดๆ ทำได้ไงไม่ใช่หนังฝรั่ง ก็เลยบอกว่าต้องให้เกียรติเขา และฟิล์มสมัยก่อนแพง เดินเข้าไปเลย ทักทายนิดนึง แล้วก็จูบกันแบบว่าเป็นแฟนตั้งแต่สมัยไหนมาเลย พอจะเข้าไปจูบเห็นหน้าปั๊บ จูบไม่ลง จูบไม่ได้เพราะเขาเป็นแฟนของเพื่อน ก็ไปหอมที่หน้าผาก (หัวเราะ)”

ชอบกอดนางเอกตลอดเลย ชอบกอดใครมากที่สุด?
“ก็เล่นมากที่สุดก็กับคุณเปิ้ลนะครับ ก็เลยกอดมากหน่อย แต่เปิ้ลเขาก็ระวังตัวนะครับ”

ได้ข่าวว่ากับ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ก็เคยกอด?
“นางเอกทุกคนนะครับ ในบทเขาให้กอด บางทีเพื่อความสมจริงสมจัง แต่ไม่มีอะไร”

ตอนนั้นดังๆ หล่อแบบฝรั่ง ต้องมีผู้หญิงเยอะแน่ๆ มีมาเสนอฟรีมีไหม?
“มีมาเสนอครับ แต่เราไม่สนอง ไม่ตอบสนอง เพื่อนบอกว่าโง่หรือฉลาดก็ไม่รู้”

ทำไมถึงคิดว่าไม่อยากตอบสนองสิ่งเหล่านั้น?
“ไม่อยากเปลืองตัว และถ้าลูกรู้ ครอบครัวรู้มันไม่ดี ถ้าข่าวออกไป ทำเป็นภาพพจน์ดี พระเอกคือต้องเป็นคนดี ต้องนำคนไปในทางที่ดี คนนี้ตัวอย่างไม่ดี เดี๋ยวเขาจะว่าเรา ก็เลยเป็นห่วงตรงนี้มาก กลัว”

ตอนนี้ไปช่วยเหลืองานต่างๆ ของสังคมอะไรบ้าง?
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.๙) มีพระราชดำรัสว่า ถ้าทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง แล้วทำหน้าที่ของตัวเองทุกอย่างจะดี เราต้องส่งคนดีไปบริหารประเทศ พระองค์ท่านตรัส แล้วครูก็มีหน้าที่ไม่ใช่สอนคน แต่มีหน้าที่สร้างคน คือพวกนี่สิ่งที่เราได้รับรู้มาตั้งแต่เด็กถึงปัจจุบันนี้ ก็คือพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน มันก็ฝังอยู่ตลอด แต่ว่ามันไม่มีโอกาสได้ทำ รัฐบาลนี่เขาปฏิรูปประเทศ โครงสร้างใหญ่ แต่ของเราไปทำแบบนั้นไม่ได้ เราเป็นคนนิดเดียวเอง เป็นมด เมื่อประเทศชาติกำลังปรับตรงนี้ เราก็ทำในส่วนที่เราทำได้ ก็คือกับเยาวชน ก็ต้องฝากอนาคตของประเทศไว้ที่เขา”