วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โฆษกศาล แจง ลงมติ'ศิริชัย'ชวดนั่งปธ.ศาลฎีกา ไม่รวบรัด ยัน โปร่งใส

โฆษกศาลยุติธรรม แถลงข้อเท็จจริง กรณีการลาออกของ “ศิริชัย” ยัน ขั้นตอนการเสนอชื่อ ปธ.ศาลฎีกา และการลงมติ ของ อ.ก.ต. และก.ต.โปร่งใส และเป็นธรรม    

วันที่ 19 ก.ค. เมื่อเวลา 14.00 น. นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม แถลงข่าว ที่ห้องประชุม อาคารศาลอาญา ชั้น 12 ว่า สืบเนื่องจากนายศิริชัย วัฒนโยธิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ แถลง ข่าวการลาออกจากราชการศาลยุติธรรม วานนี้ (18 ก.ค. 2560) โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรม และองค์กรภายในของศาลยุติธรรม ซึ่งสาธารณชนสมควรที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้

1. ประเด็นการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการกลั่นกรองเสนอความเห็นของคณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) นั้น อ.ก.ต. ประจำชั้นศาลจะประกอบด้วยข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล จานวน 7 คน รวม 21 คน ล้วนแต่เป็นผู้มีตำแหน่งสำคัญในแต่ละชั้นศาล การดำเนินการกลั่นกรองเสนอความเห็น ของ อ.ก.ต. จะต้องดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมและระเบียบคณะกรรมการศาลยุติธรรม ว่าด้วยองค์ประกอบ หลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง และวิธีดำเนินงานของคณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2554 ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของ อ.ก.ต. เป็นการประชุมโดยอิสระ เช่น การอภิปราย แสดงความคิดเห็น การออกเสียงลงคะแนน และตีความ

ทั้งนี้ อ.ก.ต. ได้แสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานที่เกี่ยวข้องกับ ประเด็นความเหมาะสมของนายศิริชัยในการดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาในด้านการบริหารจัดการ สำนวนคดี และได้ให้โอกาสนายศิริชัย ชี้แจงถ้อยคำถึง 2 ครั้ง ตลอดจนยังได้ให้โอกาสนายศิริชัยเสนอ พยานบุคคลและพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจนสิ้นกระแสความ มิได้เป็นการรวบรัดแต่อย่างใด ซึ่งที่ประชุมออกเสียงลงคะแนนด้วยมติเสียงข้างมากถึง 19 ต่อ 1 ของจำนวนอนุกรรมการที่มาประชุม เห็นว่า นายศิริชัย ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา

2. ประเด็นการพิจารณาลงมติของ ก.ต.ที่ไม่สามารถทบทวนมติได้นั้น ก.ต.ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 12 คน ซึ่งเป็น ข้าราชการตุลาการในชั้นศาลฎีกา จำนวน 6 คน ชั้นศาลอุทธรณ์ จำนวน 4 คน และชั้นศาลชั้นต้น จำนวน 2 คน และยังมี ก.ต. อีก 2 คน ซึ่งวุฒิสภาเลือกจากบุคคลที่มิได้เป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม บุคคลดังกล่าว ล้วนเป็นผู้ทรงเกียรติ และดำรงตำแหน่งสาคัญ ไม่มีบุคคลใดที่จะมาแทรกแซงได้ ซึ่งในการพิจารณาลงมติของ ก.ต. กระทำโดยเปิดเผย และสามารถตรวจสอบรายงานการประชุม ของ ก.ต. เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้ อันเป็นหลักประกันแก่ข้าราชการตุลาการทุกคน ที่จะได้รับการพิจารณา อย่างเป็นธรรม แม้การดำเนินงานตามมติของ ก.ต. ในเรื่องการเลื่อนตาแหน่ง จะไม่สามารถทบทวนได้ แต่ได้มีการกลั่นกรองข้อเท็จจริงจาก อ.ก.ต. จำนวนถึง 21 คน มาแล้ว หลักการดังกล่าวนี้ ศาลยุติธรรม ใช้มาอย่างยาวนาน และได้รับการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ไม่อาจทบทวนความเป็นอิสระ โดยองค์กรอื่นได้ ซึ่งในการออกเสียงลงคะแนนยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 14 ต่อ 0 ของจำนวน ก.ต. ที่เข้าประชุม ไม่เห็นชอบให้นายศิริชัย ดารงตาแหน่งประธานศาลฎีกา อีกเช่นกัน (เนื่องจากนายชีพ จุลมนต์ ก.ต. ชั้นศาลฎีกา ออกจากห้องประชุม) และเมื่อ ก.ต.ไม่ให้ความเห็นชอบแล้ว เลขานุการ ก.ต. ก็ต้องเสนอผู้ที่มีอาวุโส ลำดับถัดไป ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ 2543 ต่อไป จึงมิได้เป็นการเสนอชื่อ ที่มิได้เป็นไปตามลำดับอาวุโสแต่อย่างใด

3. ประเด็นการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในชั้นต้น เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณา ในชั้น อ.ก.ต. และในชั้น ก.ต. ในเรื่องความไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา ของนายศิริชัย มีกรณีเป็นที่สงสัยว่า เป็นการกระทำผิดวินัย จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของ ก.ต. ที่จะต้องดาเนินการ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชั้นต้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เช่นเดียวกับ ข้าราชการตุลาการ รายอื่น มิฉะนั้น อาจถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งในการสอบข้อเท็จจริงในชั้นต้น นายศิริชัย มีสิทธิที่จะเสนอข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่ และหากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ไม่มีมูลเป็นความผิดวินัย คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ก็ต้องเสนอยุติเรื่อง แต่หากมีมูลเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แม้ ภายหลังนายศิริชัย จะพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการไปแล้ว คณะกรรมการก็ยังสามารถดำเนินการทางวินัยสอบสวนหรือพิจารณาลงโทษได้เสมือนผู้นั้นยังมิได้พ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการ ตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543

4. ประเด็นไม่มีกฎหมายรับรองตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกานั้น ตามพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2543 นอกจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการตามที่ระบุไว้ในมาตรา 11 วรรคหนึ่ง เช่น ตำแหน่งประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ฯลฯ ตามวรรคสองของ มาตราดังกล่าว คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ยังมีอานาจออกประกาศกำหนดให้มี ตาแหน่งข้าราชการตุลาการที่เรียกชื่ออย่างอื่นอีกได้ และจะเทียบตำแหน่งใดก็ให้กำหนดไว้ในประกาศนั้นด้วย การกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกา เทียบเท่ากับตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ จึงเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายทุกประการ.