วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่ฉะเพ้อเจ้อ ยันไม่ปรับ ครม.

‘ฉัตรชัย’ ฉลุย ‘ปลัดมท.’ ‘พสุ’ อุตฯ ‘นันทวัลย์’ พณ.

“บิ๊กตู่” ของขึ้นจวกพวกเพ้อเจ้อปล่อยข่าวปรับ ครม.คุมเกมเลือกตั้ง ถาม “มาอยู่ในหัวสมองผมหรือ” “บิ๊กป้อม” อารมณ์ดีมโนกันไปเอง “อนุพงษ์” ดัน “ฉัตรชัย” ขึ้นปลัด มท. ผ่านครม.ม้วนเดียวจบ ตั้ง “พสุ” ปลัดอุตฯ “นันทวัลย์” ปลัดพาณิชย์ “ชูเกียรติ” ลูกหม้อได้ขึ้น ผอ.สำนักข่าว กรองฯ “บิ๊กป้อม” เรียก ผบ.เหล่าทัพถกโผทหารกรุยทาง “บิ๊กเข้” น้องรักนั่งปลัด กห. “บิ๊กแดง” ฉลุย 5 เสือ ทบ. แต่ “บิ๊กแช” ซดแห้ว “บิ๊กลือ” คุมทัพเรือสานต่อเรือดำน้ำ จ่อตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายรื้อร่าง พ.ร.บ.พรรค การเมือง กรธ.กาง 5 ข้อขัดเจตนารมณ์ กกต.สรุป 2 ประเด็นส่งตีความ พ.ร.บ.กกต. เลิกดันทุรังสู้ปมเซ็ตซีโร่ พท.ดาหน้าถล่ม ก.ม.อาญานักการเมือง ขัดหลักนิติธรรม จ่อยื่นนายกฯส่งตีความ สปท.ชงแผนปฏิรูปกิจการตำรวจ ดันค่าตอบแทนเพื่อขวัญกำลังใจ “ประยุทธ์” ออกโรงแจงประมูลข้าว นบข.ไฟเขียวแล้ว ขู่ฟ่อกองเชียร์ “ปู” อย่าป่วน

หลังมีกระแสข่าวออกมาหนาหูว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลายตำแหน่งเร็วๆนี้ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปฏิเสธว่ายังไม่มีความคิด พร้อมระบุว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ขณะที่การประชุม ครม.มีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่ง

“บิ๊กตู่” ตัดพ้อทำงานหนักแต่ไร้ค่า

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการเก็บรวบรวมของเสียอันตรายจากชุมชน ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามแนวทาง “ประชารัฐร่วมใจ แยกทิ้งขยะอันตราย” โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน จากนั้นเดินเยี่ยมชมสาธิตการแยกทิ้งขยะอันตราย จากตู้เก็บรวบรวมของเสียอันตราย (Drop off) และรับมอบตู้แยกขยะ ระหว่างนั้นนายกฯได้หันไปพูดหยอกล้อกับนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ว่า ตู้แยกขยะอันตรายต้องทำช่องกว้างกว่านี้ จะได้ทิ้งขยะคนได้ ส่วนตู้โมเดลที่ให้มาต้องนำไปทิ้งขยะใจ พร้อมกล่าวตัดพ้อว่า “ผมแก้ปัญหามาตลอด 3 ปี กลับต้องมาเจอการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเก่าๆ ถูกกล่าวหาว่าเศรษฐกิจตกต่ำ และเอื้อประโยชน์กลุ่มต่างๆ”

จากนั้น นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะเทศบาลพระงาม จ.ลพบุรี เข้าพบเพื่อรายงานผลการเข้าร่วมประชุมและการเข้ารับรางวัล UNPSA 2017 สาขานวัตกรรม และความเป็นเลิศในการให้บริการด้านสุขภาพ ของภูมิภาคเอเชียและเอเชียแปซิฟิก

จวกเพ้อเจ้อปล่อยข่าวปรับ ครม.

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แถลงภายหลังประชุม ครม. ถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ว่า ยังไม่ได้คิดอะไรสักอย่าง ไม่รู้เป็นข่าวใหญ่โตออกมาได้อย่างไร ไปกันใหญ่ โดยเฉพาะที่พูดกันไปว่าใครจะไปดูแลการเลือกตั้ง ทำไมต้องเอาใครไปดูการเลือกตั้ง การเลือกตั้งมีขั้นตอน มีหน่วยงานที่รับผิดชอบมีกฎหมายอยู่แล้ว ใครจะรักษาการระหว่างนั้นกฎหมายมีบัญญัติไว้ชัดเจน กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่เพียงสนับสนุน ไม่ใช่จะไปคุมการเลือกตั้ง เป็นคนละเรื่องกัน ส่วนหน่วยงานด้านความมั่นคงมีหน้าที่ไปดูแลเรื่องความปลอดภัยทั้งในและนอกคูหา ที่เหลือไปดูเรื่องการทำผิด การทุจริต ความโปร่งใส ทุกฝ่ายมีหน้าที่ร่วมมือกันภายใต้การทำงานของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “แล้วทำไมถึงไปเขียนกันว่าจะย้ายคนนี้ไปดูตรงนั้น เอากลาโหมไปดูการเลือกตั้ง เอา ผบ.ตร.ไปนั่งเป็นรัฐมนตรี เพ้อเจ้อ คิดไปได้อย่างไร คนคิดเข้ามาอยู่ในหัว ในสมองผมหรือ ยืนยันว่าผมยังไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลย”

“บิ๊กป้อม” อารมณ์ดีมโนไปเอง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์อย่างอารมณ์ดีถึงกระแสข่าวปรับ ครม. หลังพบ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระหว่างการประชุม ครม. ว่า คุยแต่เพียงว่าเป็นโผที่ผู้สื่อข่าวตั้งขึ้นมา ไม่มีอะไร เป็นเพียงการมโน เมื่อถามว่าคาดเดาได้หรือไม่ว่าจะปรับกี่กระทรวง พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้ นายกฯไม่ได้พูดถึงเลย ไม่มี

“อนุพงษ์” ดัน “ฉัตรชัย” ขึ้นปลัด มท.

ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม ครม. ถึงกรณีกระทรวงมหาดไทยเสนอชื่อนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ว่า รับทราบว่ามีอยู่ในวาระการประชุม ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่มีรายชื่อตำแหน่งอื่น เพราะขั้นตอนการเสนอชื่อผู้ว่าราชการจังหวัดต้องดำเนินการตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และต้องพิจารณาทัศนคติ วิสัยทัศน์ รวมถึงมุมมองด้านเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ส่วนกระทรวงอื่นตนไม่ทราบ

“พสุ” ปลัดอุตฯ-“นันทวัลย์” คุม พณ.

ต่อมาเวลา 14.00 น. พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง ดังนี้ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพสุ โรหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายชูเกียรติ มาลินีรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็น ผอ.สขช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายฉัตรชัย จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ “สิงห์ดำ” รุ่นที่ 32 โดยเหลืออายุราชการอีก 4 ปี ส่วนนายพสุ ว่าที่ปลัดอุตสาหกรรมคนใหม่ เหลืออายุราชการอีก 2 ปี ขณะที่นางนันทวัลย์ ถือว่าเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ผู้หญิงคนที่ 5 ติดต่อกัน นับตั้งแต่นางวัชรี วิมุกตายน นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ จนมาถึงนางนันทวัลย์ ขณะที่นายชูเกียรติ เป็นรอง ผอ.สขช. ที่มีความอาวุโสลำดับที่ 1 และยังเหลืออายุราชการอีก 2 ปี

“บิ๊กป้อม” เรียก ผบ.เหล่าทัพถกโผ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงกลาโหมว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ได้เรียกคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารระดับชั้นนายพล ประกอบด้วย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. ประชุมครั้งแรกในวันที่ 21 ก.ค. เพื่อนัดส่งบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารระดับชั้นนายพลประจำปี 2560 หลังจาก ผบ.เหล่าทัพจัดทำบัญชีรายชื่อโยกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะพิจารณาเห็นชอบร่วมกันและส่งรายชื่อให้นายกรัฐมนตรีภายในวันที่ 31 ก.ค.นี้ สำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม จะเป็น พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. หรือ “บิ๊กเข้” น้องรักของทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ที่ข้ามห้วยมา ส่งผลให้ พล.อ.สสิน ทองภักดี เสธ.ทบ. “บิ๊กต้อ” ที่มีกระแสข่าวจะขึ้นมาชิงตำแหน่งนี้อีกคน ได้แค่ขยับขึ้นเป็น รอง ผบ.ทบ. ขณะที่ “บิ๊กณัฐ” พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ รมว.กลาโหม จะขึ้นนั่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อรอจ่อคิวขึ้นปลัดกระทรวงกลาโหมปีหน้า

“บิ๊กแดง” ฉลุย 5 เสือ-“บิ๊กแช” กินแห้ว

ขณะที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ เสธ.ทหาร จะขยับขึ้นเป็น ผบ. ทหารสูงสุด แทน พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ที่จะเกษียณอายุราชการ ส่วนกองทัพบก เป็นที่ชัดเจนว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผลักดันให้ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 “บิ๊กแดง” และ พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) “บิ๊กอ้อม” ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. ทำให้ พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 “บิ๊กแช” ต้องผิดหวังให้เป็นแค่ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก (อัตราพลเอก) ส่วนกองทัพเรือคาดว่า พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. ผลักดันให้ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสธ.ทร. ขึ้นเป็น ผบ.ทร.คนต่อไป เพื่อดูแลสานต่อโครงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ ขณะที่กองทัพอากาศ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. จะขยับ พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้ช่วย ผบ.ทอ. “บิ๊กต่าย” เป็นรอง ผบ.ทอ. เพื่อจ่อคิว ผบ.ทอ.ในปีหน้า

ตั้ง กมธ.ร่วม พ.ร.บ.พรรคการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 20 ก.ค. มีวาระพิจารณาที่สำคัญคือ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง จำนวน 11 คน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 11 วรรค 5 หลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งข้อโต้แย้งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว 5 ประเด็นมาให้ สนช. สำหรับรายชื่อ กมธ.ร่วม 11 คน ประกอบด้วย ตัวแทน สนช. 5 คน ได้แก่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม นายกล้านรงค์ จันทิก นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ พล.อ.วิชิต ศรีประเสริฐ ตัวแทน กรธ. 5 คน ได้แก่ นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง นายอุดม รัฐอมฤต นายภัทระ คำพิทักษ์ นายนรชิต สิงหเสนี นายประพันธ์ นัยโกวิท และตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 1 คน ได้แก่ นายศุภชัย สมเจริญ

กรธ.กาง 5 ข้อส่อขัดเจตนารมณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนข้อโต้แย้ง 5 ข้อ ของ กรธ. ประกอบด้วย 1.เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่าประสงค์ให้การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผย ตรวจสอบได้ เพื่อให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน 2.การให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมสรรหาผู้สมัครเลือกตั้ง ตามมาตรา 50 และ 51 อาจมีกรณีทำให้กระบวนการนั้นเป็นไปโดยไม่สุจริต เนื่องจากไม่มีมาตรการจัดการทุจริตในชั้นประชุมสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่มุ่งให้ขจัดการทุจริตทุกรูปแบบ 3.มาตรา 51 (4) กำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ลำดับ 1 ระบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ทำให้หัวหน้าพรรคไม่สามารถลงสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ ทั้งที่เป็นสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน

เอื้อพรรคใหญ่ได้เปรียบพรรคเล็ก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 4.มาตรา 35 กำหนดให้จังหวัดที่ไม่ได้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสาขาพรรค ต้องมีสมาชิกทุกเขตเลือกตั้งมาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน เพื่อให้สมาชิกเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น ทำให้พรรคการเมืองที่ยังมีสมาชิกในเขตเลือกตั้งไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ไม่สามารถจัดให้สมาชิกเลือกผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้นได้ เป็นการตัดสิทธิพรรคไม่ให้ส่งผู้สมัคร กระทบหลักการรัฐธรรมนูญที่ให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมายต่อการเลือกตั้ง 5.มาตรา 138 ระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก ภายหลังจาก พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ หากพรรคใดจัดตั้งสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดไว้แล้วในจังหวัดใด ให้พรรคนั้น ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ทุกเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้น ทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบพรรคขนาดกลางและพรรคเล็ก จึงเข้าลักษณะเลือกปฏิบัติ ไม่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 27 วรรคสาม

กกต.สรุปสองประเด็นส่งตีความ

ที่สำนักงาน กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. แถลงว่า ที่ประชุม กกต.มีมติเอกฉันท์ให้สำนักงาน กกต.พิจารณาช่องทางยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น คือ 1.ประเด็นมาตรา 26 ที่ให้อำนาจ กกต.คนเดียวสั่งระงับยับยั้งการเลือกตั้งได้หากพบการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการทุจริต 2.มาตรา 27 ที่ตัดอำนาจ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เอง ทั้ง 2 ประเด็นนี้ กกต.เห็นว่าหากประกาศใช้เป็นกฎหมายจะเกิดผลเสีย นำไปสู่การตีความว่าบทบัญญัติขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และอาจมีปัญหาในแง่การปฏิรูปประเทศ ไม่สามารถทำให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม

ไม่ติดใจเลิกดิ้นสู้ปมเซ็ตซีโร่

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นอื่น กกต.ไม่ติดใจ โดยเฉพาะเรื่องเซ็ตซีโร่ กกต. เพราะถ้ายื่นจะทำให้สังคมเข้าใจว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ส่วนที่ไม่ใช้ช่องทางยื่นหนังสือผ่าน สนช. หรือนายกรัฐมนตรี ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าทั้งสองช่องทางเราไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ ส่วนการใช้สิทธิส่วนตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีคำตอบ

พท.ซัดกฎหมายขัดหลักนิติธรรม

ช่วงเช้าที่พรรคเพื่อไทย พล.ต.ท.วิโรจน์เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายโภคิน พลกุล นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรค ร่วมแถลง โดย พล.ต.ท.วิโรจน์กล่าวว่า กรณี สนช.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมีสาระสำคัญและหลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ต่างจากฉบับเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องอายุความ การให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีลับหลังจำเลย และการตรากฎหมายย้อนหลังที่เป็นโทษกับบุคคลนั้น ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติให้บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน พรรคเพื่อไทยเห็นว่า 1.การยกเว้นไม่นำหลักเรื่องอายุความ มาใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นการเฉพาะขัดต่อหลักการดังกล่าว และการกำหนดอายุความทางอาญา หรือแม้แต่ทางแพ่ง ล้วนมีเจตนารมณ์ไม่ต้องการให้นำคดีมาว่ากล่าวกันเมื่อใดก็ได้ เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่คู่ความจะนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง จึงเป็นการทำให้เกิดความลักลั่นในการบังคับใช้ เป็นการเลือกปฏิบัติ

จ่อยื่นนายกฯส่งศาล รธน.ตีความ

พล.ต.ท.วิโรจน์กล่าวต่อว่า 2.การกำหนดให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้นั้น หลักการพิจารณาและสืบพยานต้องกระทำต่อหน้าจำเลย เป็นหลักยุติธรรมสากล เพื่อประกันคุ้มครองสิทธิจำเลย หลักการดังกล่าวได้รับการรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การกำหนดเช่นนี้เป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาค 3.การกำหนดให้ร่างกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับย้อนหลัง ทั้งที่ร่างเดิมของ กรธ.ไม่ได้กำหนด จึงเป็นการตรากฎหมายที่มีผลย้อนหลังเป็นโทษต่อบุคคล ขัดหลักนิติธรรมชัดเจน แม้จะอ้างว่าเป็นเรื่องวิธีพิจารณาก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเรื่องอายุความ การพิจารณาคดีต้องทำต่อหน้าจำเลย หากบัญญัติให้ย้อนหลังไปใช้บังคับ ย่อมถือว่าตรากฎหมายย้อนหลังเป็นโทษทั้งสิ้น พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ แต่ต้องทำโดยยึดหลักนิติธรรม รัฐธรรมนูญ และพันธกรณีระหว่างประเทศโดยเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ พรรคจะได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอไปยังองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และจะทำหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าร่างกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

“โภคิน” ตอกไม่ยึดระบบกฎหมาย

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่สาระมุ่งไปที่การปราบปรามการทุจริตนักการเมือง นายโภคินตอบว่า ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการพิจารณาคดีลับหลัง และให้กฎหมายมีผลย้อนหลัง แต่มาทำครั้งนี้โดยอ้างเรื่องทุจริต และใช้กับนักการเมืองเท่านั้น ตอบโจทย์ถูกต้องหรือไม่ การทุจริตเกิดจากฝ่ายเดียว หรือหลายฝ่าย เราไม่ได้มองเพราะหลายท่านเป็นนักการเมือง แต่เรามองระบบกฎหมายก่อน เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีกรณีที่นักการเมืองหนีคดี นายโภคิน ตอบว่า การสร้างหลักอะไรก็ตาม ต้องไม่ขัดต่อหลักการใหญ่ และต้องตอบได้ทุกโจทย์ ทุกจุด ที่บอกว่าแก้ตรงนี้แล้ว จะแก้ปัญหาทุจริตได้ ถ้าหลักนี้กับคนนี้ปฏิบัติอย่าง แต่อีกคนปฏิบัติอีกอย่าง จะถูกต้องหรือไม่

“อุดม” โต้ยึดหลักสากลและ รธน.

ด้านนายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวว่า การจัดทำกฎหมายฉบับนี้เพื่อรักษาระบบกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้คำนึงถึงคดีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยแถลงโต้แย้ง เข้าใจว่าต้องการเชื่อมโยงประเด็นให้นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง และเรื่องบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ยืนยันว่าเป็นไปตามหลักสากล และรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไม่ได้ตัดสิทธิผู้ถูกกล่าวหาต่อการสู้คดี แต่เขียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไต่สวนคดีทุจริตประพฤติมิชอบ

สปท.ชงแผนปฏิรูปกิจการตำรวจ

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท. เรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณกิจการตำรวจ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ประธานอนุกรรมาธิการจัดทำรายงานฉบับดังกล่าวชี้แจงว่า สภาพปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลังพล ยานพาหนะ และเชื้อเพลิงของสถานีตำรวจทั่วประเทศ ในส่วนอัตรากำลังพลขาดอยู่ 43,708 อัตรา จากจำนวนที่มีความจำเป็น 179,239 อัตรา รถยนต์ขาดอยู่ 18,892 คัน จากความจำเป็นที่ต้องมี 24,775 คัน รถจักรยานยนต์ขาดอยู่ 12,626 คัน จากความจำเป็นที่ต้องมี 49,658 คัน ส่งผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไม่สามารถจัดวางกำลังในสายงานต่างๆ โดยเฉพาะในเขตนครบาลที่มีกำลังสายตรวจอยู่เพียง 12,204 คน ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการป้องกันอาชญากรรม

แฉติดหนี้ค้างจ่าย 729 ล้านบาท

พล.ต.อ.วรพงษ์กล่าวต่อว่า ยังมีปัญหาขาดแคลน เงินค่าตอบแทนการสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวน เนื่องจากการทำสำนวนสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐานมีค่าใช้จ่ายมาก แต่พนักงานสอบสวนต้องสำรองเงินส่วนตัวออกไปก่อน บางคดีไม่สามารถเบิกจ่ายกลับคืนมาได้ เป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนไม่อยากรับคดี ปัจจุบันมียอดค้างจ่ายสะสมตั้งแต่ปี 2556 ถึง 729 ล้านบาท จึงบั่นทอนประสิทธิภาพและขวัญกำลังใจพนักงานสอบสวนมาก นอกจากนี้ยังพบปัญหาเงินเดือนและค่าตอบแทนตำรวจสายปฏิบัติการ ไม่เหมาะสมกับภารกิจและความรับผิดชอบ และยังมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต บาดเจ็บมากกว่าข้าราชการพลเรือนอื่นหลายเท่า แต่ได้รับเงินเดือนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น จึงเกิดความเครียด ทำให้มีสถิติตำรวจฆ่าตัวตายบ่อยครั้ง ปี 2557 มีตำรวจ ฆ่าตัวตาย 40 คน ปี 2558 จำนวน 38 คน ปี 2559 จำนวน 35 คน รวม 3 ปี มีตำรวจฆ่าตัวตาย 113 คน

เพิ่มค่าตอบแทนเพื่อขวัญกำลังใจ

พล.ต.อ.วรพงษ์กล่าวว่า กมธ.มีข้อเสนอว่า ควรจัดสรรงบประมาณค่าตอบแทนสอบสวนคดี อาญาของพนักงานสอบสวนในแต่ละปีให้ครบถ้วนตามจำนวนคดีที่เกิดขึ้นจริง ไม่มียอดค้างชำระ ตลอดจนการปรับเงินประจำตำแหน่งของพนักงานสอบสวนให้เทียบเท่ากับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่น เช่น ศาล อัยการ ป.ป.ช. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ควรปรับค่าตอบแทนให้เหมาะกับความเหน็ดเหนื่อยและความเสี่ยงภัย อาทิ เพิ่มเงินประจำแหน่งสำหรับตำแหน่งที่มีความเสี่ยงภัย ตำแหน่งที่ต้องเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ ตามจำนวนชั่วโมงการทำงานที่เพิ่มขึ้นให้เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานการทำงานของข้าราชการพลเรือน ทั้งนี้ สปท.ส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนหลักการรายงานฉบับนี้ จากนั้นที่ประชุมสปท.ลงมติเห็นชอบรายงาน ด้วยคะแนน 129 ต่อ 1 เสียง งดออกเสียง 16 ส่งรายงานให้ ครม. และคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) พิจารณาต่อไป

ซัด “ตู่” ติดนิสัยโยนผิดรัฐบาล

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงความคืบหน้าการตอบคำถาม 4 ข้อ ว่า มีประชาชนส่งคำตอบมาแล้ว 527,956 คน คำตอบที่สรุปได้ คือ ประชาชนอยากเห็นประเทศชาติเดินหน้าไปได้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ให้เกิดความยั่งยืน ประเทศชาติสงบเรียบร้อย มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ส่วนเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของกลไกที่ต้องปฏิรูป เพื่อให้รัฐบาลและนักการเมืองที่มีคุณธรรม เข้ามาสู่การเมืองและกระบวนการเลือกตั้ง ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ระบุว่าหากปรองดองไม่สำเร็จรัฐบาลต้องรับผิดชอบนั้น ตนบังคับได้หรือ การปรองดองคือการร่วมมือกันของทุกฝ่ายทุกขั้ว คนที่รับผิดชอบหากปรองดองไม่สำเร็จ ก็คือคนไทยทั้งประเทศ ต้องรับผิดชอบร่วมกัน “เนี่ยติดนิสัย อะไรๆก็รัฐบาล ตัวเองไม่คิดจะทำอะไรกันเลยหรืออย่างไร”

“บิ๊กป้อม” ปลื้มกระแสตอบรับดี

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า การเปิดเวทีสาธารณะชี้แจงร่างสัญญาประชาคม ตามนโยบายสร้างความสามัคคีปรองดองของรัฐบาล ที่กองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 17 ก.ค. เท่าที่เห็นได้รับการตอบรับอย่างดี นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ยังออกมาบอกว่าดี ส่วนที่มีการแสดงความเห็นว่ารูปแบบเวทีเป็นนามธรรมเกินไปนั้น มันต้องมีหัวข้อสำหรับแก้ไข และให้ศึกษาเพิ่มเติมต่อ เช่น การเดินขบวนประท้วงจะแก้ไขอย่างไร ส่วนที่นายกฯเสนอให้จัดทำภาคผนวกนั้น เพราะต้องการให้แก้ไขเป็นรูปธรรม ส่วนกรณีที่ฝ่ายการเมืองโจมตีร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่นั้น เชื่อว่าไม่เป็น เพราะผ่าน สนช.ไปแล้ว

“มาร์ค” ขอดู 15 ข้อเสริมนายกฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ร่างสัญญาประชาคม 10 ของคณะกรรมการปรองดองฯว่า เบื้องต้นนายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส. กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำรายละเอียดมาหารือกับตนแล้ว ทางพรรคไม่คัดค้าน พร้อมให้ความร่วมมือกับหลักการนี้อยู่แล้ว ปัญหาต่อไปคือทำอย่างไรให้ปฏิบัติได้จริง ต้องไปช่วยกันคิดรายละเอียดอีกครั้ง ส่วนตัวยังไม่เห็นข้อเสนอเพิ่มเติมอีก 15 ข้อของนายกรัฐมนตรี เพราะยังไม่ได้รับร่างสัญญาประชาคม ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ให้ทบทวนแก้ไขเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะเห็นว่าขัดหลักสิทธิมนุษยชนนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่เห็นอะไรขัดกับหลักยุติธรรม ซึ่งหลักการพิจารณาจำเลยจะต้องรับทราบสิทธิ ไม่ใช่พิจารณาโดยที่จำเลยไม่รู้ หรือกรณีจำเลยหลบหนีก็สามารถตั้งทนายต่อสู้คดีได้ หรือหากเปลี่ยนใจกลับมาต่อสู้คดีก็มีสิทธิกลับมาต่อสู้คดีได้ ส่วนตัวมองว่าเป็นเงื่อนไขที่ช่วยให้จำเลยได้รับความเป็นธรรม หลายประเทศในยุโรปก็ใช้เงื่อนไขนี้ และผู้เขียนกฎหมายพยายามให้สิทธิแก่จำเลยในการต่อสู้คดี

ชพน.ขานรับแต่ต้องปฏิบัติได้จริง

นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา โฆษกพรรคชาติพัฒนา กล่าวถึงร่างสัญญาประชาคมว่า พรรคชาติพัฒนาเห็นด้วยและสนับสนุนแนวทางการสร้างความปรองดองของรัฐบาล โดยเชื่อมั่นเจตนาที่ดีที่ต้องการให้เกิดความสามัคคี และพยายามแก้ปัญหาของประชาชนในด้านต่างๆเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า แต่ร่างสัญญาประชาคมดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อเสนอแนะกว้างๆ ที่ทุกคนพึงปฏิบัติ ยังขาดแนวทางการปฏิบัติหรือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะร่วมกันแก้ปัญหาและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ เพื่อให้ร่างสัญญาที่เป็นนามธรรม เป็นรูปธรรมจับต้องได้โดยเร็ว สอดคล้องกับสถานการณ์ประเทศ รัฐบาลต้องทำงานต่อเนื่อง เน้นแนวทางปฏิบัติและก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของคนไทย พรรคชาติไทยพัฒนาเชื่อว่าความสามัคคีปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริง และพรรคพร้อมสนับสนุนหากสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

อ้างประมูลข้าว นบข.ไฟเขียวแล้ว

อีกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีกรมการค้าต่างประเทศ อ้างชื่อในฐานะประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) สั่งห้ามเอกชนที่ขาดคุณสมบัติเข้าร่วมการประมูลข้าวในสต๊อก ว่า การไปอ้างนายกฯ อ้างรัฐมนตรี มันไม่ได้หรอก เพราะเป็นมติ นบข. มีอนุกรรมการอีกเยอะ จำได้ว่าการประชุม นบข.ครั้งสุดท้ายก่อนมีการระบายข้าว มีการสอบถามว่าถ้ามีผู้เข้าร่วมประมูลที่ถูกขึ้นบัญชีดำไว้จะให้เข้าร่วมประมูลหรือไม่ มติ นบข.บอกว่าไม่ควรให้ประมูล นี่คือสิ่งที่เขากล่าวหาว่าอ้างตน ถ้ามีบุคคลที่มีคดีความในช่วงที่ผ่านมา แม้ผ่านไป 5-10 ปี ถือว่าอยู่ในบัญชีดำก็ตัดสิทธิ์ออกไป แต่มาหาว่าตน หรือ รมว.เกษตรและสหกรณ์ไปตัดสิทธิ์ หรือมีเงินทอน พูดแบบนี้มันต้องพิจารณากันอีกที ไม่เคยทำอะไรเรื่องส่วนตัวอยู่แล้ว

ขู่ฟ่อกองเชียร์ “ปู” อย่าป่วน

ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายการเมืองออกมาแฉข้อมูลการขายข้าวครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องไปดูด้วยว่าข่าวที่ออกมาช่วงนี้ทำเพื่ออะไร เพราะคดีความใกล้ตัดสินแล้ว จะมีการเบิกความพยานนัดสุดท้ายในวันที่ 21 ก.ค. ดังนั้น ข่าวพวกนี้จะออกมาเยอะ ตอนนี้อย่าไปวุ่นวาย ให้กระบวนการของศาลนัดสุดท้ายจบก่อน แล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ที่ผ่านมาเราทำตามขั้นตอนหมด การพิสูจน์และการตรวจสอบก็ทำมาหลายครั้งแล้วทุกขั้นตอน ทั้งทางวิชาการ ดีเอ็นเอ ตรวจสอบจากกระทรวงการคลัง เมื่อถามว่ามีการระดมคนให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่จะขึ้นชี้แจงศาลในนัดสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมไม่อยากไปห้ามปราม แต่ขอร้องอย่าทำผิดกฎหมาย อย่าไปละเมิดศาล กระบวนการยุติธรรม ไม่เช่นนั้นจะถูกดำเนินคดี ถ้ามีการใช้ความรุนแรงบานปลายต้องรับผิดชอบด้วย ผมจะไม่ละเว้น เพราะถือว่าละเมิดกฎหมาย เรื่องการตัดสินเป็นเรื่องของศาล”

กระทุ้งรัฐดูแลราคาสินค้าเกษตร

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มตัวแทนเกษตรกรและสมาคมพืชไร่ข้าวโพดหลายจังหวัด อาทิ กาญจนบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และแพร่ เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้หารือถึงสาเหตุราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพราะนโยบายนำเข้าข้าวสาลีมาทดแทนมากเกินไป ส่งผลให้ราคามันสำปะหลังและข้าวโพดตกต่ำ เกษตรกรต้องการให้รัฐบาลทบทวนและดูแลกลไกการซื้อขายสินค้าเกษตรภายในประเทศ ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบเกษตรกร รวมทั้งทบทวนภาษีการนำเข้าสินค้าเกษตร เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และไม่อยากให้กล่าวโทษเกษตรกรว่าเพาะปลูกโดยไม่วางแผน หรือแห่ปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป วันที่ 19 ก.ค. นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะจะเดินทางไปที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำต่อไป

สรรพากรไม่รามือสืบทรัพย์ “แม้ว”

อีกเรื่อง นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรม สรรพากร กล่าวถึงการดำเนินการยึดทรัพย์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีหุ้นชินคอร์ปว่า ยังมีเวลาดำเนินการ เพราะคดีมีอายุความ 10 ปี กรมสรรพากรยังคงติดตามและตามสืบทรัพย์สินที่มีอยู่ ทั้งนี้ กฎหมายสรรพากรปัจจุบันกำหนดว่าหากบุคคลใดยังคงมีหนี้ภาษีกับกรมสรรพากร กรม สรรพากรสามารถยึดทรัพย์สินได้ หากมีหลักฐานที่ยืนยันชัดเจน ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าที่ผ่านมากรมสรรพากรตามยึดทรัพย์ของนายทักษิณได้เพียง 1 ล้านบาทนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง แต่ไม่ ขอเปิดเผยรายละเอียด ส่วนกรณีการยื่นอุทธรณ์ภาษีของนายทักษิณนั้น ตามกระบวนการมีเวลา 2 ปี ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์ขึ้นมาพิจารณาว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่ โดยคณะกรรมการฯประกอบด้วย ผู้แทนจากกรมสรรพากร 1 คน อัยการ 1 คน และตัวแทนจากกรมการปกครองอีก 1 คน