วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อสส. รับ รู้สึกยินดี จนท.นำ 'เณรคำ' กลับมาดำเนินคดีในไทยสำเร็จ

อัยการสูงสุด (อสส.) ยอมรับ รู้สึกยินดีที่จนท.ไทยสามารถประสานกับสหรัฐอเมริกา นำตัวอดีตพระเณรคำ กลับมาดำเนินคดีในไทยได้ ที่ผ่านมา ยืนยันค่อนข้างมั่นใจว่าทำได้ ชี้ สะท้อนภาพความร่วมมือที่ดีของรบ.ทั้ง 2 ประเทศ

ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ซึ่งนำคณะมาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายให้กับคนไทยในลอสแอนเจลิส ตามโครงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนไทยในสหรัฐอเมริกา ได้ให้สัมภาษณ์สยามทาวน์ยูเอส เมื่อสายวันอังคารที่ 18 กรกฎาคม 2017 ณ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส โดยกล่าวว่า คณะของ พ.ต.ท.ไพศิษฎ์ สังคหะพงษ์ ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กำลังนำตัว “เณรคำ” หรือนายวิรพล สุขผล เดินทางไปยังสนามบินนานาชาติลอสแอนเจลิส (แอลเอเอ็กซ์) เพื่อเดินทางกลับไปพิจารณาคดีที่ประเทศไทย โดยเครื่องบินจะออกในเวลาประมาณ 13.10 น.

เกี่ยวกับกรณีของ “เณรคำ” นั้น อัยการสูงสุดกล่าวออกตัวว่า ตนไม่รู้เรื่องในเชิงลึก เพราะการประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินมาตั้งแต่ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง

“ก็รู้สึกยินดีที่เรื่องมาถึงจุดนี้ได้ เพราะมันผ่านมานานหลายปี คนก็บ่นว่าเรามัวแต่ทำอะไรกันอยู่ ชักช้า คือ มันมีขั้นตอนของมัน เริ่มจากมีการดำเนินคดีกันที่เมืองไทย คือเมื่อส่งฟ้องไปแล้วไม่ได้ตัวมา ก็มีการออกหมายจับ ภายหลังสืบทราบว่ามาอยู่สหรัฐอเมริกา ก็เลยมีการดำเนินการผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการขอให้ส่งตัวกลับ และทำเรื่องส่งมาทางนี้ ที่มันช้าเป็นเพราะทางนี้เขาก็ต้องพิจารณาด้วย ไม่ใช่ว่าทำเรื่องมาปุ๊บแล้วจะได้เลย ไม่ใช่ มันมีขั้นตอนที่จะต้องรวบรวม ข้อมูลหลักฐานที่ทางนี้เขาต้องการเอามาให้เขาพิจารณาด้วย ซึ่งขั้นตอนนี้นี่แหละที่ทำให้ช้า เพราะต้องรวบรวม ทยอยส่งมาให้เรื่อยๆ”

ถามว่าที่ผ่านมา อัยการสูงสุดมั่นใจหรือไม่ว่าจะได้ตัวนายวิรพล สุขผล กลับไปดำเนินคดีที่เมืองไทย ได้รับคำตอบว่าค่อนข้างมั่นใจ เพราะคดีที่มีคำสั่งฟ้องเป็นคดีอาญาร้ายแรง เช่น ฟอกเงิน ฉ้อโกงและกระทำชำเราผู้เยาว์ ซึ่งเป็นคดีที่ทางการสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกว่าคดีอื่นๆ ผิดกับคดีอื่นๆ เช่น คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งสหรัฐฯ และประเทศส่วนใหญ่มักไม่ค่อยให้ความสำคัญ

ถามว่าจากความผิดของอดีตพระเณรคำ น่าจะต้องรับโทษจำคุกนานขนาดไหน อัยการสูงสุดตอบว่าแต่ละข้อหาล้วนมีโทษร้ายแรง

“แต่ก็ต้องดูฐานความผิดด้วย ที่จะฟ้องนี่มันมีอะไรบ้าง นั่นแหละถึงจะทราบว่าโทษอะไร มาตราอะไร แต่ดูเฉพาะคดีกระทำชำเราผู้เยาว์ต่ำกว่า 15 ปีนะ แต่ถ้าจาก มาตรา 277 นี่โทษจำคุกสูงสุดก็จะอยู่ระหว่าง 4-20 ปี ปรับระหว่าง 80,000 ถึง 400,000 บาท แล้วก็มีข้อหาอื่นๆ อีก”

อย่างไรก็ตาม อัยการสูงสุด กล่าวด้วยว่า จากการตรวจสอบพบว่า ข้อหากระทำชำเราผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 นั้น ยังไม่ปรากฏชัดเจน แม้ว่าในข่าวจะบอกว่ามีการส่งฟ้องแล้วก็ตาม แต่จริงๆ แล้วยังไม่ได้ฟ้องศาล อัยการมีแค่คำสั่งฟ้องไว้เฉยๆ เท่านั้น แต่เชื่อว่าเมื่ออดีตพระเณรคำถึงเมืองไทยก็จะทำการส่งฟ้องต่อไป

ถามในประเด็นทรัพย์สินที่อดีตพระเณรคำเคยให้สัมภาษณ์ (กับนายจอม เพชรประดับ) เมื่อเดือนกันยายน 2015 ว่า ได้ลักลอบนำออกมามากมาย รวมถึงบอกว่าได้ใช้จ่ายไประหว่างอยู่ในอเมริกามากกว่า 30 ล้านดอลลาร์แล้วนั้น อัยการสูงสุด กล่าวว่า ก็น่าจะอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีฟอกเงิน

“ก็น่าจะต้องมีการติดตามยึดทรัพย์คืนต่อไป ถ้าทรัพย์สินพวกนี้ได้มาจากการทำผิดในส่วนนั้น ก็น่าจะต้องมีการประสานงานกับทางนี้ต่อไปอีกที” อัยการสูงสุดกล่าว

ถามว่าการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยินยอมให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับเมืองไทย ทำให้ภาพลักษณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศดีขึ้นหรือไม่ อัยการสูงสุดกล่าวว่า ตนเห็นว่าเป็นเรื่องของกฎหมายมากกว่า ถ้าทุกอย่างตรงกับสิ่งที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ สหรัฐฯ ก็คงไม่ปฏิเสธ แต่กระนั้นก็ตาม หากจะมองว่าเป็นภาพสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศ ก็น่าจะมองได้ เพราะมันคือการทำงานร่วมกันของรัฐบาลสองประเทศ.