วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พรเทพ กมลวิศิษฎ์ ผู้แจ้งเกิด BJ JEANS จนโด่งดัง !! จากธุรกิจครอบครัวพัฒนาให้ทันสมัยและเข้าถึงความต้องการ

เข้ามารับช่วงส่งไม้ต่องานของครอบครัวให้ก้าวไปทันยุคสมัย พรเทพ กมลวิศิษฎ์ ผู้บริหารรุ่นใหม่ของบีเจ ยีนส์ โดยนำความรู้และประสบการณ์การทำงานจากที่ต่างๆ มาใช้ในการทำงาน ด้วยความมั่นใจและตั้งใจ

พรเทพ หรือที่หลายๆคนมักจะเรียกเขาว่า “จอห์นนี่” ได้เล่าว่า คุณพ่อคุณแม่ “ประดิษฐ์-จรูญลักษณ์ กมลวิศิษฎ์” ทำธุรกิจผลิตยีนส์มากว่า 40 ปี ตนก็โตมาในอุตสาหกรรมดังกล่าวมาเกือบทั้งชีวิต พอเรียนจบระดับมัธยมศึกษาที่ Millfield School ประเทศอังกฤษ และปริญญาตรี ในสาขาวิชาสถาปัตยกรรม ที่ University Of Nottingham ที่ประเทศเดียวกันแล้ว ก็กลับเมืองไทย และเรียนต่อปริญญาโท ด้านการบริหาร จากมหาวิทยาลัยมหิดล นานาชาติ ในตอนแรกยังไม่คิดที่จะเข้าไปช่วยงานที่บ้าน เพราะอยากหาประสบการณ์จากข้างนอกก่อน โดยเริ่มต้นจากการฝึกงานโรงแรม และในใจก็มีความสนใจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ช่วงที่เรียนจบ เป็นช่วงที่เมืองไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ จึงยังไม่ใช่เวลาที่จะมาเริ่มธุรกิจด้านอสังหาฯ ทำให้ตนมองสิ่งรอบตัว ที่มีเป็นต้นทุนอยู่แล้ว คือ ธุรกิจยีนส์ของที่บ้าน เลยเข้ามาต่อยอดธุรกิจนี้ ด้วยการสร้างแฟชั่น เรดี้-ทู-แวร์ ในรูปแบบของยีนส์ อย่างมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม พร้อมกับพัฒนาบริษัทฯ และปั้นแบรนด์ขึ้นใหม่ในชื่อ BJ JEANS (บีเจ ยีนส์) โดยตนนั่งในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเจ ยีนส์ (ไทยแลนด์) จำกัด

“ในการทำงานแม้เราจะมีความรู้ เพราะคลุกคลีกับการผลิตยีนส์มานานแล้ว แต่เราก็ต้องทำงานหนัก ในการวางกลยุทธ์ และวางกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์อย่างชัดเจน บวกกับเราเป็นผู้ที่เข้าใจและเรียนรู้กระบวนการผลิตด้วยตัวเองแบบครบขั้นตอน ทำให้ต้องใส่ใจในรายละเอียดของทุกคอลเลกชั่น พยายามสรรหานวัตกรรมใหม่มาใช้กับผลิตภัณฑ์ รวมถึงการดีไซน์ที่ทันสมัย แต่ยังคงความคลาสสิก เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพ และสามารถใส่ได้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่า พัฒนาตัวเอง ไม่เคยหยุดอยู่กับที่เลย อีกทั้งเวลาไปสำรวจตลาดยีนส์ในไทย จะชอบซักถามกับตัวแทนจำหน่าย และผู้บริโภคที่มาซื้อสินค้าด้วยตัวเอง เพื่อพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากที่สุด” คุณจอห์นนี่เล่าถึงวิธีการทำงานของเขา

ส่วนมุมมองการทำงานของผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงคนนี้ “จอห์นนี่” ได้ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม โดยบอกว่า จะพยายามผลักทุกคนไปด้วยกันทั้งหมด คือ มีความคิดว่า ในการเดินไปข้างหน้า เราจะเดินไปคนเดียวไม่ได้ ดังนั้น เราจะต้องเดินไปถึงเป้าหมาย ที่วางไว้ร่วมกันทั้งบริษัท โดยเวลาทำงานจะเป็นคนที่ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ ไม่นั่งนิ่งๆ อยู่ในห้องทำงาน แต่จะพยายามเคลื่อนไหวให้มากที่สุด พยายามจูงใจ (Motivate) ทุกคนให้เดินไปพร้อมๆ กัน ในทิศทางเดียวกัน รวมถึงจะพยายามท้าทายตัวเองทุกปีว่า ถ้าปีนี้ทำได้ในระดับนี้แล้ว ปีต่อๆ ไป จะก้าวกระโดดเป็นเท่าไหร่ และเวลาเจอปัญหาจะพยายามแก้ด้วยการสื่อสารกันในทีมให้มากที่สุด ต้องการฟังสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แล้ววิเคราะห์จากตรงนั้น เพื่อหาข้อสรุปและแก้ไขให้ทันท่วงที......นับเป็นผู้บริหารที่มีความชัดเจนทั้งการทำงานและความคิดเลยทีเดียว.