วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯ ชม พศ.ปราบโกงเงินทอนวัด ซัด จตุพร ติดนิสัย โยน รบ.รับผิดชอบ

นายกฯ ชม พศ.ลุยปราบโกงเงินทอนวัด ย้ำต้องทำเพื่อให้ ปชช.ยังศรัทธาพระพุทธศาสนา แค่ระวังอย่าให้ครึกโครม ปัดใช้ ม.44 ซัด "จตุพร" ติดนิสัยโยนรัฐบาลรับผิดชอบ

วันที่ 18 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีข่าวพระสังฆาธิการบางส่วนไม่พอใจต่อการทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในการตรวจสอบการทุจริตเงินสนับสนุนเพื่อบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด พร้อมเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวผอ.พศ.ว่า ตนขอชื่นชมการทำงานของ พศ. ที่ได้ดำเนินการเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่คนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์นับถืออยู่ เราจึงต้องทำให้ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในพระพุทธศาสนาต่อไป ทั้งนี้ขออย่ารีบตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดีทั้งหมด เพราะคนที่เกี่ยวข้องเป็นคนส่วนน้อย เราต้องทำให้ส่วนน้อยตรงนี้ได้รับการแก้ไข จึงต้องนำไปสู่การตรวจสอบ ดังนั้นอย่าเพิ่งไปทำให้เกิดประเด็นขึ้น มิฉะนั้นจะสร้างความขัดแย้งกับพุทธศาสนิกชน หรือกลายเป็นรัฐบาลชุดนี้ถูกกล่าวหาว่า ทำลายศาสนาพุทธเพื่อให้ศาสนาอื่นได้เข้ามา แล้วจะถูกเชื่อมโยงกับเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่มันเป็นคนละเรื่องกัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การดำเนินการเรื่องดังกล่าวต้องถูกนำเข้าสู่การตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันต้องลดผลกระทบที่จะเกิดต่อศาสนาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ในอดีตที่ผ่านมา หลายประเทศเคยมีปัญหาความขัดแย้งในเรื่องศาสนา เพราะฉะนั้นประเทศของเราต้องไปไม่ถึงจุดนั้น ที่มีการแบ่งแยกหรือทะเลาะกันเรื่องศาสนา ต้องเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะประเทศไทยมีประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งคำสอนของพระพุทธศาสนามีแก่นแท้คือ การสอนให้คน สงบ สันติ มีคุณธรรม รวมกำลังและรวมจิตใจทำในสิ่งดีงาม ไม่รบกวนซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้สอนให้คนแบ่งแยกกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนข้อสงสัยที่ว่า จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 57 มาแก้ปัญหาทุจริตเงินวัดหรือไม่นั้น ตนขอถามว่า จะให้เอาไปแก้ปัญหาอะไร ในเมื่อเรื่องนี้เป็นการทุจริต ก็ต้องใช้กลไกสำหรับการตรวจสอบที่มีอยู่จำนวนมากไปดำเนินการ รวมถึงมีองค์กรอิสระและกระบวนการศาลยุติธรรม เพียงแต่ พศ.ต้องไปสืบหาข้อมูลมา แล้วส่งให้ตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือหน่วยงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบตามกฎหมาย จากนั้นนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตนจึงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้มาตรา 44

“ผมคิดว่าหยุดกันได้แล้วนะ ค่อยๆ ดำเนินการกันไป อย่าเร่งมากนัก ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราต้องให้เกียรติพระ แต่ใครผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด ผมคิดว่าทุกคนยอมรับกติกา แม้จะเป็นพระ แต่ทุกคนอย่าทำอะไรให้มันครึกโครมกันมากนัก มิฉะนั้นจะส่งผลเสียต่อจิตใจ จึงต้องระมัดระวัง ขณะที่สื่อก็ต้องช่วยกันด้วย” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ ยังให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความคืบหน้าการสร้างความสามัคคีปรองดอง หลังจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่า หากปรองดองไม่สำเร็จ รัฐบาลต้องรับผิดชอบว่าการปรองดองจะปรองดองด้วยใคร ตนไปบังคับได้หรือ ที่ผ่านมาเราอำนวยความสะดวกในเรื่องปรองดอง และทุกฝ่าย ทุกขั้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักการเมือง หรือกลุ่มการเมืองใดๆ ก็แล้วแต่ต้องร่วมมือกัน ซึ่งตนก็เห็นให้ทุกคนก็มีความร่วมมือกันดี ต้องไปดูว่า 10 ประเด็นเหล่านี้จะทำให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร ต้องทำอะไรบ้าง ประเด็นสำคัญคือการประท้วง การชุมนุมอะไรต่างๆ ที่เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญต้องดูด้วยว่าสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้นต้องไม่ละเมิดกฎหมายด้วย

"รับกันได้หรือไม่ ไม่ละเมิดกฎหมาย พ.ร.บ.ชุมนุม ไม่ละเมิดทำให้กฎหมายอื่นเสียหาย เดือดร้อนการจราจร แบบนี้รับกันได้ไหม หรือรัฐธรรมนูญบอกว่าทุกคนสามารถประท้วงได้ ก็ประท้วงกันจนเละไปหมด ใช้อาวุธก็ได้หรืออย่างไร ก็ใช่ที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลัก แต่ก็กฎหมายลูกเยอะแยะไปหมด ตรงนี้เป็นสิ่งที่จะต้องชัดเจนในการลงนาม ถ้าอยู่ในระบบกติกาเหมือนในประเทศที่เจริญแล้วเขาทำ มันไม่มีหรอก เขาก็ขออนุญาตชุมนุม ได้เวลาเขาก็มา ถึงเวลาเขาก็กลับ ไม่ใช่ชุมนุมกันจนตายกันไปข้างหนึ่ง อย่างนี้คงไม่ใช่ ซึ่งรัฐบาลก็ต้องรับเรื่องไปพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดการประท้วงต่อไป ดังนั้นคนที่รับผิดชอบหากปรองดองไม่สำเร็จก็คือคนไทยทั้งประเทศที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เนี่ยติดนิสัยอะไรๆ ก็รัฐบาล และตัวเองไม่คิดจะทำอะไรกันเลยหรืออย่างไร ก็สังคมก็ดูกันก็แล้วกัน ใครที่ออกมาพูดตอนนี้" นายกฯ กล่าว และว่าถึงอย่างไรก็ขอให้บ้านเมืองสงบสุขนะ.