วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรื่องเพศในสังคมไทย ใครว่าเรื่องลับๆล่อๆ

อ.ล้อม เพ็งแก้ว-ศ.สุกัญญา สุจฉายา


องค์ความรู้เรื่อง “เพศศาสตร์” อยู่ในสังคมไทยมายาวนาน แท้จริงแล้ว เรื่องเพศในสังคมไทยก็ไม่ใช่เรื่อง “ลับๆล่อๆ” แต่อย่างใด

ดังปรากฏอยู่ในเอกสารเก่าๆ ซึ่งมีการบันทึกไว้หลายรูปแบบ ทั้งแต่งเป็นเพลงพื้นบ้าน ตำราเพศศาสตร์ประกอบภาพอันวิจิตร และภาพวาดตามโบราณสถานต่างๆ แม้กระทั่งจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ตามพระอารามต่างๆก็มิเว้น

“คนไทยสอนเรื่องเพศศึกษากันมานาน มีตำราบันทึกไว้มากมาย แต่คนไทยในปัจจุบันมักมองข้ามไป ไปศึกษาแต่กรอบความคิดของฝรั่ง มองข้ามพื้นฐานความรู้ดั้งเดิมของคนไทย” ศ.สุกัญญาบอก

ศ.สุกัญญา สุจฉายา หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง วรรณกรรมตำราเพศศาสตร์ของคนไทยภาคกลาง ไขความลับเป็นความรู้ อธิบายต่อว่า ปัจจุบันคนไทยเรากำลังสับสนกับปัญหาเรื่องเพศ ทำให้เกิดปัญหาตามมาเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องการทำแท้ง และปัญหาสังคม ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ตั้งแต่ระดับครอบครัวเรื่อยไปจนถึงปัญหาในบ้านเมือง

ปัจจุบันอาจารย์มองว่า การเรียนรู้เรื่องเพศไม่เปิดเผยเท่าที่ควร เป็นการเปิดๆปิดๆ ทั้งๆที่สมัยก่อนคนไทยเราเปิดเผย

สอดคล้องกับ อ.ล้อม เพ็งแก้ว อดีตอาจารย์ มรภ.เพชรบุรี จ.เพชรบุรี ฉายภาพเรื่องเพศว่า จากการเดินท่องไปตามวัดวาต่างๆ ในจังหวัดเพชรบุรี พบบันทึกเก่าๆในวัดมากมาย น่าสังเกตตรงท้ายๆของสมุดบันทึกเหล่านั้น แม้จะเป็นบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา แต่มักมีเรื่องเกี่ยวกับเพศอยู่ด้วย

เมื่อย้อนคิดถึงวัยเยาว์ที่บ้านเกิดจังหวัดพัทลุงก็พบว่า เรื่องเพศในวิถีชาวบ้านเป็นเรื่องเปิดเผย แต่น่าแปลกใจว่า ทำไมเมื่อโตขึ้น เข้ามาเรียนหนังสือในเมืองกลับพบว่าเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้ “เรื่องแบบนี้ ในสังคมไทยมักเล่ากันเบาๆ แต่หัวเราะกันดังๆ”

เอาเข้าจริงตามวิถีชาวบ้าน อาจารย์ล้อมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ขณะที่ทางการเรียกว่า “กามโทษ” มองว่าเป็นเรื่องผิด ต้องพูดกันลับๆ เหมือนกับจะรักษามาดผู้ดีอังกฤษไว้ เอาเข้าจริงในทางพระพุทธศาสนาก็พูดไว้อย่างโจ่งแจ้ง อย่างในพระไตรปิฎก พระวินัยต่างๆที่กำหนด ออกมานั้น ก็มาจากผู้กระทำเรื่องไม่เหมาะกับความเป็นพระด้วยกันทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องการพูดเรื่องเพศหรือเอ่ยคำไม่เหมาะในที่ชุมชน อาจารย์ล้อมบอกว่า เคยบอกลูกศิษย์ให้ “ตู่เสียง” นั่นคือทำให้เสียงผิดเพี้ยนไปจากคำที่เห็นว่าไม่เหมาะสม อย่างถ้าจะเอ่ยถึงอวัยวะเพศชาย อาจใช้คำว่า “คอวอยอ” เป็นต้น หรือบางทีก็ใช้ภาษาถิ่นแทน เพื่อลดความหยาบกระด้างลงไป

อาจารย์ล้อมตบท้ายว่า “ผมเคยรู้มาว่า มีคนวิกลจริตคนหนึ่ง เมื่ออ่านวรรณกรรมเรื่อง “สรรพลี้หวน” ปรากฏว่าหายวิกลจริต เลยต้องแต่งวรรณกรรมล้อเลียนขึ้นมาให้อีก 1 เล่มชื่อ สรรพลอด้วน”

สิ้นเสียงอาจารย์ล้อม เสียงหัวเราะครืนมาในที่ประชุม ตามด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปได้กันต่างๆนานา

ดร.อภิลักษณ์ เกษมผลกูล หนึ่งในผู้วิจัยโครงการ ผู้ศึกษาหัวข้อ วรรณกรรมตำราเพศศาสตร์ในฐานะตำราสร้างสุขของคู่รักในวัฒนธรรมไทย อธิบายว่า เรื่องเพศในสังคมไทยเป็นเรื่องลับๆล่อๆ จากการศึกษาในตำราโบราณ พบว่ามีทั้งจดไว้ในใบลานและสมุดสมัยใหม่

ศาสตร์ในตำราเหล่านั้น แยกหมวดหมู่ได้เป็น 1.ท่าร่วมเพศมีกว่า 70 ท่า 2.พิษกำเริบ อธิบายถึงจุด “กามจร” บอกถึงจุดกระสันของ สตรีว่ามีจุดไหนบ้างที่สามารถสร้างสุขได้ 3.นรลักษณ์ คือลักษณะของการหาคู่ที่เหมาะสม มีการทำนายชะตาชีวิตจากลักษณะเพศ และนรลักษณ์กับท่าสังวาส เป็นต้น และ 4.ยา ว่าด้วยเรื่องยาใช้ในการสร้างสุข นั่นคือยาเพิ่มกำหนัด และยาที่ช่วยในการเสริมให้การสังวาสเป็นไปอย่างสมหวังและรื่นรมย์

อาจารย์บอกว่า ตำราเหล่านั้น “มีการบรรยายภาพเพศ และอธิบายเปรียบเทียบ มีคาถา อาคม เพื่อเพิ่มความสุขในการสังวาสอีกด้วย”

ด้าน ดร.ชนกพร พัวพัฒนกุล ผู้ศึกษาหัวข้อลักษณ์เผื่อเลือก ไขความลับเรือนร่างหญิงชายในอุดมคติจากตำรานรลักษณ์ บอกว่า ตำรานรลักษณ์ คนไทยสมัยก่อนใช้คัดเลือกทั้งคู่ครอง และผู้นำตำรามีอยู่ด้วยกันหลายตำรับ เค้าศาสตร์เหล่านั้นน่าจะมาจากอินเดีย

ส่วนต่างๆของร่างกายที่ดู เช่น คาง สะดือ นัยน์ตา จมูก ช่องคอ แขน คิ้ว เท้า ขอบตา ฝ่ามือ เอว นิ้วมือ ตัวอย่างเช่น ผู้ใดมือเท้าเล็ก แสดงว่ามีปัญญาดี เป็นต้น

ความรู้เรื่อง “เพศ” ในสังคมไทยสมัยก่อน “สอน” กันในที่แจ้ง เช่น ในการร้องรำทำเพลง ผู้ใหญ่นำเอาเรื่องเพศมาร้องบอกคนในสังคมให้รับรู้ ดังปรากฏอยู่ในเพลงพื้นบ้าน อย่างเพลงลำตัด เพลงฉ่อย และเพลงพื้นบ้านอื่นๆ

เรื่องนี้ ผศ.บัวผัน สุพรรณยศ ยกตัวอย่างเพลงของพ่อเพลงสมศักดิ์ กล่ำพะบุตร์ เนื้อหาฝ่ายชายว่า “รูสูงรูต่ำรูคว่ำรูฟิบ ถามว่ารูกระหมิบ นั้นมันรูอะไร” แล้วฝ่ายหญิงก็ตอบว่า “อีรูไหนรูนั่งอีรูไหนรูนอน อีรูไหนรูชอนอีรูไหนเป็นรูไช”

อาจารย์บัวผันบอกว่า เพศศึกษาในเพลงพื้นบ้านภาคกลางเป็นเรื่องลับที่ผู้แต่งและผู้ร้องจงใจเปิดเผยผ่านถ้อยคำสำนวนทั้งแบบตรงไปตรงมา และแบบใช้ความเปรียบ โดยเฉพาะการใช้สัญลักษณ์ทางเพศและความหมายหลายนัย ความเปรียบเรื่องเพศในเพลงพื้นบ้านภาคกลางจึงเป็นความลับแบบ “ล่อๆ” ที่ควรไขให้กระจ่าง

ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากครูเพลงพื้นบ้าน ผศ.บัวผันพบว่า แบ่งความเปรียบเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภทคือ ความเปรียบเกี่ยวกับอวัยวะเพศ กับความเปรียบเกี่ยวกับการสังวาส

ความเปรียบเกี่ยวกับอวัยวะเพศ มีชั้นเชิงในการเปรียบและสัญลักษณ์เป็นหลัก โดยนำไปเปรียบกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว แบ่งเป็น 7 ชนิด คือ พืช สัตว์ สิ่งของเครื่องใช้ อาหาร ภูมิศาสตร์ สิ่งก่อสร้าง และอวัยวะส่วนอื่นของคน และยังพบว่า ความเปรียบเกี่ยวกับอวัยวะเพศที่พบมากที่สุดทั้งของเพศชายและเพศหญิงคือครกและสาก รองลงมา นำไปเปรียบกับพืชและสัตว์

ส่วนความเปรียบเกี่ยวกับการสังวาส จากการศึกษาข้อมูลเพลงพื้นบ้านภาคกลางพบและแบ่งออกได้เป็น 6 ชนิด ได้แก่ กิริยาทั่วไป การงานอาชีพ การรักษาพยาบาล การละเล่นและการแสดง บทบาทของตัวละครในวรรณคดี กิริยาอาการและการสังวาสของสัตว์

และยังพบว่า การถ่ายทอดความเปรียบเรื่องเพศในเพลงพื้นบ้านภาคกลางนั้น ส่วนใหญ่อยู่ใน “บทประ” ซึ่งหมายถึง บทโต้ตอบกันระหว่างพ่อเพลงกับแม่เพลง

อาจารย์บัวผันสรุปว่า ความเปรียบเรื่องเพศในเพลงพื้นบ้านภาคกลาง สะท้อนให้เห็นทรรศนะของชาวบ้านต่อเรื่องเพศว่า ถือเป็นเรื่องธรรมชาติของสัตว์โลก เป็นหน้าที่หนึ่งของพลเมืองหรือพลโลก เป็นเรื่องสร้างความสุข เป็นเรื่องสำคัญของคู่ครอง เป็นเรื่องเสมอภาคของหญิงและชาย และ “เป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัว แต่ต้องอยู่ในกรอบของจารีตประเพณีและค่านิยม”

เรื่องเพศในสังคมไทยในอดีตนั้นไม่ใช่เรื่อง “ลับ” ยุคสมัยที่ไทยรับอิทธิพลความคิดเรื่องเพศมาจากโลกตะวันตก ทำให้กลายเป็นเรื่องลับๆล่อๆ

แต่ปัจจุบันหากมองโลกในแง่จริง เรามีเครื่องมือสื่อสารฉับไว และหลากหลายช่องทาง ทำให้เรื่อง “เพศ” ไม่ใช่เรื่องลับอีกต่อไป.