วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อุปสรรคอยู่ที่ “คน–ผลประโยชน์”

ถ้าคิดจะปฏิรูป ไม่ต้องปฏิโลมลูบไล้

การปฏิรูปนัยแห่งความหมายก็คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดปัญหาตามมาอย่างหนึ่งคือการไม่ยอมรับ

ยิ่งพวกที่รู้สึกว่าได้รับความสูญเสียหรือเสียประโยชน์การแสดงออกจะชัดเจนด้วยการหาเหตุผลต่างๆนำมาโต้แย้ง

วันนี้เห็นชัดๆอยู่ 2 กรณีอย่างการเซ็ตซีโร่ 5 อรหันต์ กกต. ซึ่งแม้จะมีการตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาข้อโต้แย้ง 6 ข้อ ปรากฏว่าผลออกมาไม่ขัดรัฐธรรมนูญแต่งอย่างใด

แต่ กกต.บางคนยังมีความพยายามที่เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วยการเพิ่มประเด็นเพื่อให้น้ำหนักในการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับตีความ

หากจะว่ากันให้เข้าเป้าแล้วล่ะก็...

เป็นการต่อสู้ในเรื่อง “บุคคล” มากกว่ามุ่งไปที่เนื้อหาสาระ

นี่เป็นตัวอย่างที่ตอกย้ำว่าการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจะมีปัญหาในลักษณะนี้เกิดขึ้นทุกครั้งทุกเรื่องก็ว่าได้

แม้แต่การปฏิรูปตำรวจที่กำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมีการแต่งตั้ง 36 อรหันต์เข้ามาทำหน้าที่และดูไปแล้วน่าจะพอเห็นรูปเห็นร่างเป็นรูปธรรม

แต่ยังเพียงขั้นตอนแรกจึงยังไม่ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม เพราะยังไม่ได้ลงไปถึงเนื้อหาสาระที่จะต้องส่งผลกระทบต่อแนวคิดและผลกระทบต่อองค์กร บุคลากรอย่างไม่แน่นอน

ยิ่งองค์กรตำรวจนั้นเป็นองค์กรใหญ่ที่ยากนักในการเปลี่ยนแปลง แม้มีความพยายามแค่เพียงต้องการให้มีการกระจายอำนาจแต่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติแม้แต่ครั้งเดียว

เพราะ “ตำรวจ” เป็นองค์กรแห่งอำนาจ

ไม่ว่าตัวตำรวจเอง ทหาร นักการเมือง ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นองค์กรใหญ่ที่มีอำนาจ มีศักดิ์ศรี ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังที่จะขอเข้าไปใช้อำนาจร่วม

จึงเป็นปัญหาต่อการแก้ไขและเปลี่ยนแปลง

หรือที่กำลังร้อนๆอยู่ในขณะนี้ก็เช่นกันคือ กฎหมายลูกว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ สนช.มีมติผ่านไปเรียบร้อยแล้ว มี 2 ประเด็นสำคัญ

1. พิจารณาคดีลับหลังได้

2. ไม่นับอายุความหากไม่มาพิจารณาคดี

ฝ่ายที่เห็นด้วยบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีเพื่อปิดช่องโหว่ของกฎหมายแก้ปัญหาผู้ถูกกล่าวหาหนีคดีทำให้ไม่สามารถพิจารณาคดีได้ อีกทั้งปิดโอกาสที่คดีจะหมดอายุความ

หากกฎหมายออกมาอย่างนี้จะทำให้การพิจารณาคดีสามารถดำเนินการได้จนถึงที่สุด และผู้ถูกกล่าวหาคงไม่คิดที่จะหนีเพราะหนีไปนานแค่ไหนก็ยังไม่พ้นผิดได้

ฝ่ายที่คัดค้านไม่ได้มองที่หลักการของกฎหมายแต่ไปมองในแง่ที่ว่าการออกกฎหมายนี้เพราะต้องการจัดการกับนักการเมืองบางคนและขัดกับหลักการด้านมนุษยธรรม

พรรคเพื่อไทยเพ่งเล็งไปที่เรื่องนี้เป็นหลักและออกมาคัดค้าน

ถ้าจะว่ากันไปแล้วหากไม่คิดจะกระทำความผิดก็ไม่ต้องไปพะวงต่อเรื่องนี้ หรือหากต้องการสร้างระบบความยุติธรรมก็ต้องเห็นดีด้วย

เว้นแต่อะไรล่ะ...ก็เพราะไปกระทำความผิด

ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นการต่อสู้กันด้วยข้อมูลหลักฐานและยังไม่รู้ว่ากระทำผิดจริงหรือเปล่า เพราะต้องอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมก็ไม่เห็นต้องไปกลัวอะไร

ที่สำคัญ กฎหมายนี้เป็นหลักที่บังคับใช้กับคนการเมืองทุกคนรัฐบาลชุดนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาเดียวกันไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาอะไรเลย

อุปสรรคของการปฏิรูปมันจึงออกมาอย่างนี้แหละ...

“สายล่อฟ้า”