วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทำไมคนฟิลิปปินส์นับถือคริสต์ (1)

สถานการณ์ในเมืองมาราวี ที่โดนกลุ่มกบฏเมาเต แนวร่วมของกองกำลังไอเอสบุกยึด และการสู้รบก็ยังยืดเยื้อ การสู้รบของแนวร่วมไอเอสที่นี่แตกต่างจากที่อิรักและซีเรียครับ เพราะคนอิรักกับซีเรียส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่คนฟิลิปปินส์ร้อยละ 93 นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งแบ่งเป็นโรมันคาทอลิก ร้อยละ 83 และโปรเตสแตนต์ ร้อยละ 10 ผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 5.6 ฮินดู ร้อยละ 1 ที่เหลือก็นับถือศาสนาอื่น

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ผู้คนนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกมากที่สุดในประชาคมอาเซียน ก่อนที่ศาสนาคริสต์จะเข้ามา คนตามเกาะแก่งทางแถบนี้มีความเชื่อในวิญญาณว่ามีพลังลี้ลับ เชื่อว่าเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ตามธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะในป่าเขา แม่น้ำ ทะเล ฯลฯ และก็มีพิธีบวงสรวงวิญญาณเทพเจ้าแบบเดียวกับชุมชน หมู่เกาะ อินเดียตะวันออก แต่พวกอินเดียตะวันออกจะใช้วัว ควาย แพะ แกะ มาเป็นเครื่องบูชาในพิธีบูชายัญ ผิดกับในฟิลิปปินส์ที่ผู้คนใช้หมู เหล้า และทองคำ

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีประเทศดังอยู่ 2 ชาติคือ สเปน และโปรตุเกส ที่เป็นประเทศเจ้าแห่งทะเล แบ่งเกาะในทะเลมาปกครองกัน ถ้ายึดตามสนธิสัญญาซาราโกสซา ฟิลิปปินส์ต้องเป็นของโปรตุเกส แต่สเปนบอกว่าตัวเองเจอหมู่เกาะฟิลิปปินส์ก่อนจะลงนามสนธิสัญญาซาราโกสซา หมู่เกาะฟิลิปปินส์ก็เลยเป็นของสเปน

เจ้าสเปนถือว่าเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะต้องให้ชาวเกาะหันมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ตอนที่สเปนเข้าฟิลิปปินส์ใหม่ๆ เจอคนพื้นเมืองต่อต้านเยอะ สเปนจึงคิดว่า ถ้าจะเปลี่ยนความเชื่อคนพื้นเมืองให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ก็ต้องใช้วิธีการบังคับควบคุม ถ้าไม่บังคับก็เปลี่ยนไม่สำเร็จ

เจ้าสเปนจึงสั่งยึดที่ดินทั้งหมดเป็นของรัฐบาลสเปน คนพื้นเมืองคนไหนอยากได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินของตนอย่างเดิมก็ต้องเข้ารีตรับคริสต์ศาสนา คนฟิลิปปินส์ยุคแรกๆ เปลี่ยนเป็นชาวคริสต์เพราะโดนบังคับ คนส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นคริสต์กันหมด แต่พวกคนพื้นเมืองที่นับถือศาสนาอิสลามไม่ยอมเปลี่ยน พวกนี้เรียกตัวเองว่า โมโร พวกโมโรทำสงครามกับสเปนนานเป็นร้อยปี สเปนก็บังคับโมโรให้มานับถือศาสนาคริสต์ไม่ได้

ความเป็นเกาะแก่งที่มีมากมายหลายพันแห่ง ทำให้สเปนไม่มีกำลังมากพอที่จะไปปราบได้ทุกตรอกซอกมุม ยังมีคนอีกมากมายหลายสิบเผ่าพันธุ์ที่สเปนปกครองและเปลี่ยนศาสนาไม่ได้ เช่น เผ่าอีโกโรต เบนเกต อีฟูกัว กาลิงกา บอนตอก อาปาเยา ปาใน ฯลฯ

สมัยนี้ โลกมีลักษณะคล้ายกันหมด กินน้ำอัดลมยี่ห้อเดียวกันทั้งโลก ใส่สูทผูกไทใส่เสื้อเชิ้ตนุ่งกางเกงสแล็ก และใส่รองเท้า ถุงเท้าเหมือนกัน โลกสมัยนี้จึงน่าค้นหาน้อยลง ไม่เหมือนตอนที่พวกตะวันตกเข้ามาสำรวจดินแดนอาณานิคมใหม่ๆ จะเจอสิ่งที่แปลกแตกต่างที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นเยอะแยะ ผู้อ่านท่านใดอยากย้อนวันเวลากลับไปในอดีต ต้องหาหนังสือที่บันทึกโดยบาทหลวงหรือข้าหลวงใหญ่ที่ถูกส่งเข้าไปปกครองมาอ่านครับ

ผมเคยอ่านบันทึกของข้าหลวงใหญ่สเปนที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ แกเขียนว่า “รู้สึกปวดร้าวใจและอับอายเป็นอย่างยิ่งที่เห็นพวกพื้นเมืองเหล่านี้ยังเป็นเจ้าของเหมืองทองคำ แถมยังตั้งตนเป็นศัตรูกับเราชาวคาทอลิก” บันทึกในอดีตเหล่านี้น่าอ่านมากครับ เพราะทำให้เราเห็นว่า ใต้สมองของพวกฝรั่งมังค่าในสมัยก่อนตอนนั้น พวกนี้คิดว่าพวกเอเชียไม่สามารถจะมีสถานะเท่าเทียมกับพวกตนได้ และเป็นความอับอายขายหน้าอย่างมากที่ปราบพวกเอเชียไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเกาะที่ห่างไกลความศิวิไลซ์

ข้าราชการสเปนเขียนไว้ในบันทึกเมื่อ พ.ศ.2342 ว่า “เป็นสิ่งที่น่าอับอายอย่างยิ่งยวดที่พวกเราชาวสเปนต้องทนทุกข์กับพวกชาวเผ่าอีโกโรตที่ต่อสู้ท้าทายเรา” อีกร้อยปีต่อมา ข้าหลวงใหญ่สเปนก็บันทึกไว้ว่า “นอกจากพวกเราเอาชนะพวกมันไม่ได้แล้ว คนท้องถิ่นเหล่านี้ยังไปก่ออาชญากรรมโดยเราไม่สามารถลงโทษให้สาสมกับความผิดได้”

เรื่องฟิลิปปินส์ยังไม่จบ ต้องมารับใช้ต่อในวันพรุ่งนี้ครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com