วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘ประวิตร’ เคลียร์ ยันยังไม่เหมาะที่จะ ‘ปรับครม.’

กกต.-ชงแผนเลือกตั้ง ส.ค.61

“บิ๊กป้อม” เคลียร์คัตข่าวปรับ ครม. ระบุช่วงนี้ยังไม่เหมาะ รอพระราชพิธีสำคัญผ่านพ้นไปก่อน เผยใจอยากอยู่กลาโหมต่อมากกว่าไปมหาดไทยตามกระแสข่าว “บิ๊กป๊อก” ยันไม่เคยได้ยินเรื่องปรับ ครม. แนะไปถามนายกฯที่มีอำนาจตัดสินใจผู้เดียว กระตุกเตือน นอภ.ปรับตัวตามกระแสโลก ขู่เฉื่อยชาเก้าอี้กระเด็น กรธ.นัดถก ก.ม.อาญานักการเมือง 19 ก.ค. สนช.ย้ำเปล่าจ้องไล่ล่าใคร “อภิสิทธิ์” หนุนเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ก.ม. แจงหลักดำเนินคดีย้อนหลัง “ทักษิณ” จี้รัฐบาลสางพิรุธข้าวค้างสต๊อก กดข้าวดีเป็นคุณภาพต่ำ-ฮั้วประมูล “วัชระ” กัดติดยื่นหนังสือถาม “บิ๊กตู่” ข้องใจอ้างคำสั่ง กกต.วางไทม์ไลน์เลือกตั้งแล้ว 19 ส.ค.61 คิกออฟ สัญญาประชาคมนำสู่ปรองดอง 10 ข้อ นปช.-พท.-ปชป. พร้อมร่วมมือ ขอรอดูผลเชิงปฏิบัติ “บิ๊กตู่” ชงข้อเสนอภาคผนวก จัดเต็มทะลวงไส้พรรคการเมือง ปลัด มท.ไม่พลิกโผ “ฉัตรชัย” เข้าวินหลังจากมีกระแสข่าวการปรับ ครม.เป็นระยะ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ระบุเป็นการปรับเพื่อเตรียมพร้อมไปสู่การเลือกตั้ง โดยจะโยกย้ายบุคคลสำคัญในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อไปกำกับดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเลือกตั้งนั้น

“บิ๊กป้อม” ชี้ปรับ ครม.ช่วงนี้ไม่เหมาะ

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. เวลา 09.00 น. ที่กระทรวง กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ยังไม่รู้ สำหรับกระแสข่าวให้ตนย้ายไปเป็น รมว.มหาดไทย เพื่อดูแลการเลือกตั้งนั้น หากถามใจตนก็อยากอยู่ที่กระทรวงกลาโหมมากกว่า เพราะได้ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมาตลอด จนสนิทสนมกันเป็นอย่างดี อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ยังไม่ได้พูดคุยอะไรด้วย เมื่อถามว่า ช่วงเวลานี้ไม่เหมาะปรับ ครม. เพราะมีพระราชพิธีสำคัญหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่าคงเป็นเช่นนั้น ถ้าจะปรับ ครม.ต้องให้ผ่านพ้นพิธีสำคัญไปก่อน

“บิ๊กป๊อก” ไม่เคยได้ยิน-จี้ไปถามนายกฯ

ที่เมืองทองธานี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ที่จะถูกโยกไปนั่งในตำแหน่ง รมว.กลาโหม ว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ และไม่ขอแสดงความเห็น เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี จึงเป็นคนเดียวที่จะสามารถให้รายละเอียดได้ ส่วนตัวไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าว รวมถึงไม่เคยมีการพูดคุยในที่ประชุม ครม.เตือน นอภ.ระวังเก้าอี้กระเด็น

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวมอบนโยบายการปฏิบัติงานให้แก่ปลัดจังหวัด นายอำเภอ จ่าจังหวัด และผู้บริหารส่วนกลางทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจและนโยบายสำคัญของรัฐบาลสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ว่า การขยับโยกย้ายขอให้มั่นใจว่าไม่มีนัยอื่นๆ ใครมีความสามารถก็สมควรที่จะได้ขึ้น ช่วงนี้เป็นช่วงที่ท้าทายในหลายๆเรื่อง ส่วนตัวหนักใจว่านายอำเภอจะทำไหวหรือไม่ อยากเน้นนายอำเภอดูแลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้มีประสิทธิภาพ โดยนายอำเภอต้องทำตามกรอบการทำงานที่ขีดไว้ หากไม่มีประสิทธิภาพอาจมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบอื่นได้ ขณะเดียวกัน ประเทศชาติมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก ใครไปเบ่งอะไร ก็ปรากฏให้เห็น ทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และขอให้นายอำเภอไปทำความเข้าใจกับประชาชนกรณีที่นายกฯต้องจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เพราะหากไม่มีตรงนี้ ประเทศชาติจะเดินไปได้ยากลำบาก จึงต้อง ทำงานอย่างเป็นระบบคู่กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ

กรธ.ถก ก.ม.อาญานักการเมือง 19 ก.ค.

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า วันที่ 19 ก.ค. กรธ.จะนัดประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ สนช. ลงมติเห็นชอบและส่งเรื่องมายัง กรธ.แล้ว โดยจะดูเนื้อหาของร่างกฎหมายว่ามีประเด็นใดที่ กรธ.ติดใจ หรือไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ แต่โดยส่วนตัวมองว่าในหลักการไม่มีปัญหา และไม่มีส่วนใดที่ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ส่วนกรณีที่มีบางประเด็นในร่างกฎหมาย เช่น การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย หรือกรณีให้ศาลดำเนินการตามกระบวนการตรวจสอบโดยจำเลยไม่ปรากฏตัวต่อศาล ที่ตัวแทนของศาลยุติธรรมมองว่ามีปัญหานั้น อาจส่งประเด็นมาให้ กรธ. พิจารณาร่วมด้วยก็ได้

สนช.ยันเปล่าออก ก.ม.ล่าเเม่มด

เมื่อเวลา 15.10 น. ที่รัฐสภา นายสมชาย แสวงการ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงภายหลังการประชุมว่า ยืนยันว่า พ.ร.บ.นี้ ไม่ขัดหลักสากลตามที่มีข้อวิจารณ์ ไม่มีเจตนาจะล่าแม่มดหรือเอาผิดคนบางคน กฎหมายนี้ไม่มีผลย้อนหลัง มีแต่เดินไปข้างหน้า หลักกฎหมายเป็นการเปลี่ยนวิธีในการดำเนินการ ที่ผ่านมาการใช้กฎหมายพิจารณาคดีแบบเดิมสามารถนำเอานักการเมืองแค่เพียงคนเดียวคือนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีต รมว.สาธารณสุข มาติดคุกเท่านั้น ส่วนคดีที่เหลือผู้ต้องสงสัยก็หลบหนีออกนอกประเทศไปหมด

จำเลยคิดหนีต้องหนีไปตลอดชีวิต

เมื่อถามว่า เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว จะดำเนินการอย่างไรกับคดีที่พิพากษาไปแล้ว ถ้าจำเลยยังหลบหนีอยู่และก็อยู่ในอายุความ นายสมชายตอบว่า ต้องดูที่มาตรา 24 ของร่างกฎหมาย ในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่แล้ว ถ้าจะนำมาใช้ประโยชน์ก็ทำได้ กรณีที่จำเลยหลบหนีไปก่อนมีคำพิพากษาของศาล และจำเลยไม่ยอมไปที่ศาล ก็จะทำให้อายุความของคดีสะดุดลงทันที ถ้าเขากลับมา ก็ต้องนับอายุความต่อเนื่องไป ถ้าจะหนีก็ต้องหนีไปให้ตลอดชีวิต ต่อจากนี้จะต้องส่งร่างกฎหมายไปให้ กรธ. และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องดูว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ถ้าหน่วยงานที่เขารับร่างกฎหมายไป เห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นมา

“อภิสิทธิ์” หนุน ก.ม.ดัดหลังนักการเมือง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กฎหมายนี้พยายามแก้ไขปัญหาคนที่มีอิทธิพลหนีคดี ควรจะสนับสนุนมาตรการใดก็ตามที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น จากการตรวจสอบกฎหมายของต่างประเทศมีหลักไม่พิจารณาคดีลับหลัง แต่บางประเทศก็อนุญาตไว้เหมือนกับบ้านเรา แต่พบว่าการจะพิจารณาคดีลับหลังได้นั้น จะมีเงื่อนไขว่าจำเลยได้รับการแจ้ง หรือรู้ว่าจะมีการดำเนินคดี อีกทั้งจำเลยมีสิทธิตั้งทนายต่อสู้ แต่ถ้าเจ้าตัวไม่รู้ตัว ไม่มีสิทธิต่อสู้ และอยู่ดีๆก็นำเขาขึ้นศาลเพื่อพิพากษา แบบนั้นไม่ยุติธรรมแน่นอน สำหรับกฎหมายที่บ้านเราอนุญาตให้พิจารณาคดีลับหลังนั้น เป็นการแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จงใจไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นถือว่าไม่น่าขัดกับหลักความยุติธรรม อีกทั้งยังกำหนดว่าหากจำเลยตัดสินใจกลับมาสู้และมีพยานหลักฐานใหม่ที่จะส่งผลต่อคำพิพากษาสามารถรื้อฟื้นคดีได้ ซึ่งเป็นสิทธินอกจากอุทธรณ์คดี ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถือเป็นการให้ความยุติธรรมกับจำเลย

แจงดำเนินคดีย้อนหลัง “ทักษิณ” ได้

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า สำหรับข้อโต้แย้งในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ บทเฉพาะกาล มาตรา 67 ที่ให้โทษย้อนหลังนั้น ตามหลักทั่วไปโทษย้อนหลังที่ไม่ควรเกิดขึ้นมี 2 กรณี คือ 1.ขณะที่กระทำนั้นไม่ผิด แต่ต่อมากฎหมายบอกว่าผิด 2.ขณะทำความผิดมีโทษแบบหนึ่ง ต่อมาออกกฎหมายให้โทษรุนแรงขึ้น แล้วย้อนหลังกับผู้กระทำความผิดก่อนหน้านั้น แต่สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองไม่ได้เพิ่มความผิดทางอาญา หรือนำโทษหนักกว่าไปย้อนหลังกับการกระทำก่อนหน้านี้ แต่เป็นเรื่องวิธีพิจารณาความ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน เมื่อถามว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯจะมีผลต่อคดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ถูกตัดสินไปแล้ว นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ในบทเฉพาะกาลเขียนแค่ว่าส่วนที่ดำเนินการไปแล้วไม่ได้รับผลกระทบ โดยกรณีของนายทักษิณจะมี 2 ลักษณะ คือ 1.ศาลตัดสินแล้ว และ 2.คดีที่ยังไม่ได้เริ่มต้น จะไม่มีผลกระทบ ฉะนั้น คดีที่ยังไม่ได้เริ่มต้นหรือศาลจำหน่ายชั่วคราวเพราะจำเลยไม่อยู่ก็ดำเนินการได้ อย่างไรก็ตามในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ยังระบุด้วยว่าคดีที่ตัดสินแล้วไม่นำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 มาใช้ แปลว่าคดีรัชดาที่นายทักษิณยังไม่ได้รับโทษนั้น ถ้าได้ตัวมาเมื่อไหร่จะต้องรับโทษไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม

จี้รัฐเร่งสางปมตุกติกข้าวค้างสต๊อก

นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสร้างความกระจ่างกรณีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่า การระบายข้าวลอตสุดท้ายในสต๊อกของรัฐบาลมีการจงใจประเมินคุณภาพข้าวดีให้เป็นข้าวคุณภาพต่ำ และนำไปขายเป็นอาหารสัตว์ รวมถึงกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า มีฮั้วประมูลข้าวเสื่อมสภาพที่ค้างสต๊อกรัฐ โดยอ้างชื่อนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ตัดชื่อบริษัทเอกชนบางรายออก หากตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริงจะได้หายสงสัย แต่หากเป็นความจริงก็ต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อชื่อเสียงของรัฐบาล คสช.และทหาร

“วัชระ” ยื่นหนังสือถามคำสั่ง “บิ๊กตู่”

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ. ใกล้ทำเนียบรัฐบาล นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เพื่อแจ้งข้อเท็จจริงการแอบอ้างชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสิทธิ์บริษัทเอกชน โดยนายวัชระกล่าวว่า มีผู้อ้างชื่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) รับคำสั่งจากนายกฯ ในฐานะประธาน นบข. ให้บริษัท ทีพีเค เอทานอล จำกัด เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมประมูลข้าวเสื่อมคุณภาพ เพื่อใช้ทำเอทานอลของกรมการค้าต่างประเทศ จึงสงสัยว่านายกฯออกคำสั่งดังกล่าวจริงหรือไม่ และเหตุใดไม่ตัดสิทธิ์บริษัท พี เอส ซี สตาร์ซ โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเคยถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดโครงการซื้อขายจีทูจีมันสำปะหลัง ขอให้พิจารณาให้ความเป็นธรรมกับบริษัท ทีพีเค ด้วย

อดีต ส.ส.ร.ชี้ ม.5 ขัดแย้ง รธน.ปี 60

นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีต ส.ส.ร.ปี 40 กล่าวถึงกรณีทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตีความกระบวนการพิจารณาคดีจำนำข้าวว่า ในมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 และรัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดให้ยึดสำนวนของ ป.ป.ช.เป็นหลักและให้ศาลใช้ดุลพินิจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 60 มาตรา 235 วรรค 6 ศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ด้วยเหตุนี้ ในมาตรา 5 ที่กำหนดให้ใช้ดุลพินิจของศาลจึงขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติมาตรา 235 วรรค 6 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้งในแง่เจตนารมณ์และลายลักษณ์อักษร

ยัน “ปู” มีสิทธิยื่นศาล รธน.ตีความ

นายพนัสกล่าวว่า คดีจำนำข้าวนอกจากรวบรัดสำนวนที่ไม่สมบูรณ์แล้ว ยังมีการเพิ่มหลักฐานรายงานการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตปลัดสำนักนายกฯ ที่มีเอกสารจำนวนมาก ถือว่าผิดหลักที่ให้ยึดสำนวน ป.ป.ช.เป็นหลัก ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เสียเปรียบ ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอสืบพยานเพิ่มแต่ไม่ได้รับอนุญาต จึงถือเป็นสิทธิของคู่ความที่จะขอส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทั้งนี้ มีรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้รับคำร้องของทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไว้พิจารณาแล้วเมื่อวันที่ 7 ก.ค. โดยแจ้งว่าหากองค์คณะทั้ง 9 คนมีความคิดเห็นเป็นประการใดจะแจ้งให้จำเลยทราบในวันที่ 21 ก.ค.นี้

ซัด “วรงค์” มีแต่ทัศนคติเชิงลบ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าพรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น นพ.วรงค์มองโลกในแง่ร้ายเกินไป จับเรื่องนั้นชนเรื่องนี้มองด้วยทัศนคติเป็นลบ เรื่องการเดินทางไปต่างจังหวัดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็เป็นปกติ เช่น ไปทำบุญไหว้พระ ไปร่วมงานศพ ส่วนที่ประชาชนมาให้กำลังใจก็ไม่ได้จัดตั้ง ทุกคนมาด้วยความบริสุทธิ์ใจและก็ไม่เคยมีปัญหาความวุ่นวายใดๆ สำหรับการเรียกร้องให้ตรวจคุณภาพข้าวในโกดังก็ถือเป็นหน้าที่ของอดีต ส.ส. ที่ต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติไม่ให้เสียหาย ส่วนผลจะเป็นอย่างไรผู้ดำเนินการก็ต้องรับผิดชอบ ตนรู้สึกเหนื่อยที่ต้องอธิบายให้ นพ.วรงค์เข้าใจ ทั้งๆที่คนในสังคมเข้าใจกันหมดแล้ว

“ปึ้ง” เตือนอย่าเขียน ก.ม.หลุดโลก

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลมีปัญหาหลายเรื่อง คือการใช้กฎหมายย้อนหลัง ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น รัฐธรรมนูญปี 50 ถูกฉีกทิ้งไปหลังการยึดอำนาจ และรัฐมนตรีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็พ้นจากตำแหน่งไปกันหมดแล้ว แต่ สนช.ก็ถอดถอนออกจากตำแหน่ง รวมถึงสนช.กำลังผ่านร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญานักการเมือง โดยเสนอให้มีผลย้อนหลังพิจารณาคดีลับหลังกับอดีตนายกฯ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายหลายฉบับที่ขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ต่างชาติรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น สถานทูตต่างๆได้เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด จึงอยากฝากเตือนว่ากฎหมายที่จะบังคับใช้ ควรยึดตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อให้เกิดการยอมรับในสังคมโลก

“สมชัย” สบช่องยื่นศาล รธน.ตีความ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลางกล่าวว่า วันที่ 18 ก.ค. จะประชุม กกต.เพื่อจะพิจารณาประเด็นการส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยจะเสนอให้มีการเพิ่มเติมประเด็นการกำหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งว่าเป็นการเขียนกฎหมายที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมอีกหนึ่งประเด็น เนื่องจากกลไกการออกแบบดังกล่าวเป็นการออกแบบที่ขัดกับมาตรา 78 ที่รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐ การตัดสินใจทางการเมืองและการอื่นใดที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชน อีกทั้งขัดกับมาตรา 224 (2) ที่กำหนดให้ กกต.มีหน้าที่และอำนาจในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากกลไกผู้ตรวจการเลือกตั้ง เป็นกลไกที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม และไม่สามารถทำให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมได้ แต่จะต้องรอมติจาก กกต.ว่าเห็นสมควรให้เพิ่มเติมประเด็น เพื่อส่งให้กับศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ แรงบันดาลใจในเรื่องนี้ได้รับจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ที่หันมาทบทวนประเด็นไพรมารีโหวตว่าอาจเป็นกลไกที่ทำให้การเลือกตั้งไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงเห็นว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งเป็นกลไกที่หากนำไปใช้อาจไม่สามารถทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมได้ การแต่งตั้งจากส่วนกลางทำให้ประชาชนในพื้นที่ขาดการมีส่วนร่วม จึงเห็นสมควรเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวด้วย

กกต.วางไทม์ไลน์เลือกตั้ง 19 ส.ค.61

เมื่อ 13.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมเพื่อติดตามผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง โดยนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.เป็นประธานการประชุม มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยในที่ประชุมมีการนำเสนอผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง โดยมีการกำหนดคร่าวๆ เช่น การรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อวางกรอบไว้ในช่วงวันที่ 2-6 ก.ค.61 ขณะที่การจัดการเลือกตั้งตามกรอบเวลาดังกล่าววางไว้ในวันที่ 19 ส.ค.61 นอกจากการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว ยังมีการวางกรอบเวลาในการสรรหา ส.ว.ว่า อาจจะแล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. วางกรอบว่าจะประกาศผลรายชื่อ ส.ว. 200 คน ในวันที่ 8 มิ.ย.61

นายศุภชัยให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า กรณีที่ประชุมระบุถึงวันเลือกตั้งที่อาจจะมีขึ้นตามโรดแม็ปของรัฐบาลเป็นวันที่ 19 ส.ค.61 ว่าเป็นตารางการทำงานของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ยังไม่ได้กำหนด เพราะกฎหมายยังไม่ออก

ที่ปรึกษา ก.ม.ชี้ไม่มีประเด็นยื่นต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาของ กกต.ที่มีนายสุรินทร์ นาควิเชียร เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 ก.ค. สำนักกฎหมายของสำนักงาน กกต. ได้ขอความเห็นต่อที่ประชุมคณะที่ปรึกษาว่า หาก กกต. จะมีหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 (2) ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาฯเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้นายกฯมีหน้าที่รับหรือผ่านคำร้องให้ฝ่ายและที่ปรึกษากฎหมายเห็นว่าประเด็นข้อโต้แย้งทั้งหมดได้มีการพิจารณาในที่ประชุม สนช. และคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายไปแล้ว ดังนั้น จึงเห็นว่าไม่มีประเด็นอะไรที่จะต้องมีการยื่นตีความอีก

คิกออฟสัญญาประชาคมปรองดอง

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองทัพภาคที่ 1 พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นประธานเปิดเวทีสาธารณะ ในพื้นที่ภาคกลาง 26 จังหวัด เพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคม ตามนโยบายสร้างความสามัคคีปรองดองของรัฐบาล โดยมีประชาชนตัวแทนกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองในภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร จังหวัดละ 12 คน 71 พรรคการเมือง 2 กลุ่มการเมือง รวมทั้งหมด 312 คน เช่น นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึงเอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เข้าร่วมเวทีอย่างคับคั่ง

พล.ท.กู้เกียรติกล่าวว่า ทุกภาคส่วนต้องการให้ประเทศมีความสามัคคี เดินไปข้างหน้าอย่างสันติ จึงคาดว่าการจัดเวทีจะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ราบรื่น มีบรรยากาศยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลาย ปราศจากความขัดแย้ง เป้าหมายปรองดอง คือการมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาประชาชน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความสามัคคีให้เกิดความยั่งยืน โดยคำนึงถึงข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน จะส่งผลให้สัญญาประชาคมมีความสมบูรณ์ และเป็นฉันทามติที่สมบูรณ์ เพื่อทำให้ประเทศเดินหน้าไปในอนาคต

เปิดร่างสัญญาประชาคม 10 ข้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาร่างสัญญาประชาคม แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ บทนำ ความคิดเห็นร่วม และภาคผนวก โดยความคิดเห็นร่วมมี 10 ข้อ ประกอบไปด้วย 1.คนไทยทุกคนพึงร่วมมือกันสร้างบรรยากาศความสามัคคีปรองดองเพื่อให้ประเทศไทยมีความเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าใจระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างถูกต้องตามกรอบกฎหมาย มีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชน ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรม และยอมรับผลการเลือกตั้งซึ่งถือเป็นฉันทามติของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งร่วมกันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐและการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกรัฐสภา 2.คนไทยทุกคนพึงน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในชีวิต 3.คนไทยทุกคนพึงยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม 4.คนไทยทุกคนพึงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.คนไทยทุกคนพึงส่งเสริมการดูแลคุณภาพชีวิตและสาธารณสุข

เผยรัฐบาลเดินเครื่องทำไปแล้ว

6.คนไทยทุกคนพึงเคารพ เชื่อมั่น และปฏิบัติตามกฎหมาย สนับสนุนกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม 7.คนไทยทุกคนพึงใช้ความรอบคอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่บิดเบือน 8.คนไทยทุกคนพึงตระหนักในการส่งเสริมสังคมให้มีมาตรฐานสากล ตามกฎกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี 9.คนไทยทุกคนพึงส่งเสริมการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ให้สอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน 10.คนไทยทุกคนเรียนรู้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างสัญญาประชาคมดังกล่าว มาจากการรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.-8 พ.ค. 2560 โดยนำมาร่วมกับการศึกษาวิจัยและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยบางเรื่องรัฐบาลและ คสช.ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 60%

“บิ๊กตู่” จัดเต็มทะลวงพรรคการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะเดียวกันยังมีภาคผนวกที่เป็นความเห็นของนายกรัฐมนตรีรวมทั้งหมด 15 ข้อ เช่น การไม่ใช้อำนาจบริหารเพียงหวังคะแนนเสียงทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องมีกลไกควบคุมให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบต่อการประกาศ โฆษณานโยบายที่ไม่ได้วิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่าและความเสี่ยงอย่างรอบด้าน รวมทั้งกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตรับผิดชอบต่อประชาชน การทุจริตระดับนโยบายจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง นักการเมืองทุกคนต้องยึดถือจริยธรรมและจรรยาบรรณในอาชีพ ภาคการเมืองต้องปรับปรุงกระบวนการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ระบบการเมืองที่เหมาะสม พร้อมกันนั้นคนไทยต้องมีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชนและยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็น นอกจากนี้ จะต้องส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสบริสุทธิ์และยุติธรรมรวมถึงการยอมรับผลการเลือกตั้ง ที่เป็นไปด้วยความชอบธรรม

เน้นย้ำล้างระบบซื้อขายตำแหน่ง

นอกจากนั้น ยังเน้นในเรื่องการนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิต โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร การให้ความร่วมมือในการจัดการการทุจริตฉ้อฉลและอำนาจนอกระบบอย่างเด็ดขาด โดยการนำหลักธรรมาภิบาลหรือระบบบริหารจัดการที่ดีมาประยุกต์ใช้ การปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลภาครัฐ จูงใจให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในภาครัฐ มาตรการป้องกันมิให้ผู้ใช้อำนาจกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้ง พิจารณาความดีความชอบและต้องขจัดการซื้อขายตำแหน่งเรียกรับผลประโยชน์ในทุกโครงการ นอกจากนี้แล้วยังให้มีการกระจายอำนาจให้องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนการบริหารงานให้ภาครัฐและให้ประชาชนมีบทบาทในการบริหารงานแบบรวมศูนย์ ให้มีส่วนร่วมในการดูแลชุมชนของตนเอง

นปช.จี้ทำจริง–เป็นรูปธรรม

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า กระบวนการสร้างความปรองดองครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง เพราะนายกรัฐมนตรีได้อัญเชิญพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ในเรื่องดังกล่าว ขอให้แผ่นดินมีความรักความสุขและความปลอดภัย ซึ่งเป็นพระกระแสรับสั่งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2559 และ 14 ม.ค.2560 จึงทำให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือจนกระทั่งวันนี้ ซึ่ง 10 ข้อที่ออกมาก็แปลงมาจาก 10 คำถาม โดยเนื้อหา 10ข้อคือนามธรรม จะให้เป็นรูปธรรมได้นั้นคือทั้ง 10 ข้อจะสามารถสร้างความปรองดองในชาติได้อย่างไร

“ถ้าเราปรองดองกันได้ก็ไม่ต้องกลับไปเหมือนเดิม เรื่องรบกันไม่ยากแต่เรื่องรักกันยาก ผมหวังว่าให้ปรองดองสำเร็จ หากไม่สำเร็จหนทางข้างหน้าก็จะเกิดวิกฤติ ดังนั้น ขอให้พิสูจน์กันก่อนว่าทุกอย่าง จะเป็นไปตามสัญญาประชาคม อย่าไปกังวลว่ากรรมการที่ทำเรื่องนี้เป็นนายทหารแล้วจะเป็นกลางหรือไม่ แม้วันนี้จะยังเป็นนามธรรมแต่จะให้นายกฯใช้เวลาที่เหลือทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม หวังว่าเมื่อเกิดความปรองดองขึ้นแล้วคงจะไม่กลับไปเหมือนเดิมทหารก็ไม่ต้องเข้ามาอีก แล้วก็ไม่ต้องทำปรองดองกันอีกซ้ำอีก” นายจตุพรกล่าว

พท.–ปชป.พร้อมให้ความร่วมมือ

ขณะที่นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร่างสัญญาประชาคมดังกล่าวยังไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด ที่ต้องพูดถึงการ เยียวยาและสาเหตุของความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะให้ความร่วมมือต่อกระบวนการดังกล่าวเต็มที่ และจะดูว่านำไปสู่การปฏิบัติอย่างไร

นายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการเดินหน้าเรื่องปรองดอง ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการปรองดองโดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ในส่วนร่างสัญญาประชาคม 10 ข้อนั้นไม่ขอวิจารณ์ แต่เชื่อว่าประชาชนที่ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ จะเข้าใจในวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไป

“บิ๊กป้อม” ฝันเห็นบ้านเมืองสงบสุข

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการเปิดเวทีสาธารณะ 4 ภาค ชี้แจงประชาชนถึงร่างสัญญาประชาคม รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในวันแรกว่า ได้เห็นร่างสัญญาประชาคมแล้ว คิดว่าน่าจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ตนมองว่าร่างสัญญาประชาชนนี้สามารถใช้ได้เลย ถ้าประชาชนทุกคนร่วมมือกันปฏิบัติตามประเทศก็จะเกิดความสงบสุข และมีความปรองดองเกิดขึ้น

คสช.ตั้ง กก.กลั่นกรองเรื่องร้องเรียน

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง โฆษก คสช. กล่าวว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท เลขาธิการ คสช. ประธานการประชุมสำนักเลขาธิการ คสช. ได้กล่าวถึงการทำงานของศูนย์รับเรื่องร้องเรียนความประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามนโยบายหัวหน้า คสช.ว่า ได้กำชับให้หน่วยทหารที่รับผิดชอบทั้งส่วนกลางและภูมิภาค อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาร้องเรียนอย่างเต็มที่ โดยศูนย์ฯจัดตั้งแล้วทั้งในส่วนกลางและหน่วยทหารในสังกัดของกระทรวงกลาโหมในส่วนภูมิภาค จำนวน 74 ศูนย์ ซึ่งประชาชนสามารถแจ้งผ่านสายด่วน 1299, ตู้ ปณ. 444 ปณ.ราชดำเนิน 10200 และยื่นเอกสารด้วยตนเองเพื่อแจ้งข้อมูลและร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเลขาธิการ คสช.ได้สั่งการให้จัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลที่ได้รับจากผู้ร้องเรียน เพื่อพิจารณาความน่าเชื่อถือ ให้เกิดความรอบคอบก่อนส่งเรื่องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ

ลุงวัย 70 หนี้ท่วมหวังผูกคอตาย

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ. นายพุฒ อินตรา อายุ 70 ปี ชาว อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ขอให้จัดสรรที่อยู่อาศัย เพราะไปค้ำประกันเงินกู้ให้กับญาติแต่ไม่ได้ชำระตามเวลาที่กำหนด ทำให้ถูกฟ้องร้องและยึดที่ดิน จึงต้องมาร้องขอให้จัดสรรที่อยู่อาศัยให้ใหม่ เนื่องจากมีฐานะยากจน ต่อมาเวลา 10.40 น. นายพุฒได้ออกไปใช้ผ้าขาวม้าที่ติดตัวมาผูกคอกับต้นราชพฤกษ์ บริเวณหน้าสำนักงาน ก.พ. หวังผูกคอตาย แต่ไม่สำเร็จ จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลวชิระ อาการเบื้องต้นมีรอยแผลถลอก 2-3 จุด บริเวณขาซ้าย สติสัมปชัญญะยังปกติดี ล่าสุดติดต่อญาติมารับตัวไปดูแลแล้ว

โผไม่พลิก “ฉัตรชัย” ขึ้นปลัด มท.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 ก.ค.นี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จะเสนอชื่อนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แทนนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ทั้งนี้มีเหตุผลว่า ควรต้องรีบตั้งปลัดกระทรวงเพื่อโยกย้ายแต่งตั้งรองปลัดกระทรวง อธิบดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ ตามลำดับ ให้ทันในการเตรียมทำหน้าที่ในภารกิจสำคัญในช่วงเดือน ต.ค.นี้