วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แบงก์รัฐอ่อนแอ-บริหารไม่โปร่งใส

“ทนง” ย้ำเอสเอ็มอีวิกฤติหนัก มั่นใจ ธปท.คุมค่าบาทอยู่หมัด

นายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง เปิดเผยว่า ตนเป็นห่วงสถานะสถาบันการเงินรัฐที่ค่อนข้างอ่อนแอ มีการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส เพราะต้องรับนโยบายของรัฐบาลมาดำเนินการโดยเฉพาะการมีนักการเมืองเข้ามาชี้นำในการปล่อยสินเชื่อที่เป็นความเสี่ยงต่อฐานะของธนาคาร ไม่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ส่งผลให้สถาบันการเงินรัฐบางแห่งขาดทุนอย่างหนัก ทำให้เอสเอ็มอีไม่ได้รับความช่วยเหลือมากนัก แม้มีมาตรการออกมาช่วยมากมาย จึงต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ปัญหาเร่งด่วน เพื่อให้สถาบันการเงินรัฐเข้ามาพัฒนาเอสเอ็มอีได้

ขณะที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 8-9 แห่ง มีความอ่อนแอและดำเนินงานที่ไม่โปร่งใส เพราะต้องรับนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคมาใช้ แม้นโยบายรัฐบาลหลายนโยบายเป็นเรื่องดี แต่ที่เลวร้ายคือ มีนักการเมืองที่ไม่ดีทำให้แบงก์รัฐเจ๊ง

“สถาบันการเงินที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีของไทยกับญี่ปุ่นแตกต่างกันมาก โดยญี่ปุ่นมีการรวมกลุ่มของเอสเอ็มอีมาเป็นสมาชิกธนาคารรัฐ 60,000 กลุ่ม มีการสร้างเครือข่ายให้เกิดความเข้มแข็ง ขณะที่ธนาคารที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีของไทยมีปัญหาขาดทุนทุกๆปี ส่วนหนึ่งมาจากนักการเมืองใช้อำนาจแทรกแซง สั่งการให้ปล่อยสินเชื่อที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ ทำให้มีเอสเอ็มอี จำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ และเป็นห่วงเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดที่มียอดขายและกำไรลดลง แต่ต้นทุนการผลิตไม่ได้ลดลงตามไปด้วย”

ขณะที่กรณีที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในรอบ 2 ปี เป็นผลจากเงินทุนระยะสั้นที่ไหลเข้ามาหาผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ และไหลเข้ามาลงทุนในหุ้น เพื่อหวังเงินปันผลของงวดครึ่งปี ของบริษัทจดทะเบียนไทย เมื่อมีเงินไหลเข้าก็กดดันให้บาทแข็งค่าขึ้นไปอีก ทำให้ต่างชาติได้กำไรจากผลตอบแทนจากการลงทุนและกำไรจากค่าเงิน แต่เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวระยะสั้นๆ และเงินทุนที่ไหลเข้ามามีปริมาณน้อย เมื่อเทียบกับกระแสเงินทุนในโลก แต่จะน่ากังวลหากเงินบาทที่แข็งค่าเกิดจากการเก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งก็ยังไม่เห็นสัญญาณนี้ เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจนเกินไปได้

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ มีแนวโน้มแข็งค่าเฉลี่ย 35.00-35.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จากประมาณการครั้งก่อนที่ 36.00-36.50 บาทต่อเหรียญฯ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ฯลฯ.