วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดยุทธศาสตร์"คลินิกหมอครอบครัว"ดูแลสุขภาพประชาชนเสมือนญาติ : ลดความเหลื่อมล้ำระบบสาธารณสุข

คลินิกหมอครอบครัว หรือ PCC : Primary Care Cluster

ระบบบริการสาธารณสุขที่มี “ทีมหมอครอบครัว” ดูแล ประชาชนจำนวน 10,000 คนต่อ 1 ทีม ซึ่งจะประกอบด้วย 9 ส่วนหลัก ได้แก่ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว หรือแพทย์ที่ผ่านการ อบรมด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ทันตแพทย์ พยาบาลวิชาชีพหรือ พยาบาลเวชปฏิบัติ ทันตาภิบาล เภสัชกร เจ้าพนักงานเภสัชกรรม นักวิชาการสาธารณสุข แพทย์แผนไทย และกายภาพบำบัด

บทบาทของคลินิกหมอครอบครัวคือ ให้บริการประชาชน ทุกคน ทุกอย่าง ทุกที่ ทุกเวลาและทุกวัย ตั้งแต่ตั้งครรภ์ วัยทารก วัยเด็กนักเรียน วัยทำงานจนถึงวัยสูงอายุ ซึ่งจะเน้น การให้บริการ ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ งานป้องกันโรค งานรักษาพยาบาล งานฟื้นฟูสภาพและงานคุ้มครองผู้บริโภค

ที่สำคัญคือ จะมีการทำงานเชิงรุกให้บริการถึงชุมชนและบ้าน ทั้งยังจะมีการให้บริการได้ทุกเวลาผ่านทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาประชาชน ซึ่งจะสามารถสอบถามปัญหา เรื่องป้องกันรักษาในยามเจ็บไข้ได้ป่วยผ่านทางกลุ่ม LINE หรือ facebook ได้ตลอดเวลา

สำหรับแนวคิดการสร้าง “คลินิกหมอครอบครัว” เกิดจากการที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และรัฐบาล เล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้บริการประชาชน และระบบสาธารณสุขของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งขับเคลื่อนด้วยโรงพยาบาลขนาดใหญ่และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดความแออัดในโรงพยาบาล ใช้เวลาในการรอรับบริการนาน ทั้งยังเกิด ปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการ เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง บริการ การรักษาพยาบาล และขาดความมั่นคงในระบบสาธารณสุข

รัฐบาลและ สธ.จึงได้ให้ความสำคัญกับนโยบายคลินิกหมอครอบครัวเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการของภาครัฐ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพทัดเทียมกันและยั่งยืน

เป้าหมายในการดำเนินงานภายใต้คลินิกหมอครอบครัว มีแผนงานในระยะเวลา 10 ปี ระหว่างปี 2559-2569 โดยวางแผนว่าในปี 2559 ซึ่งถือเป็นปีแรกของการสร้างคลินิกหมอครอบครัว จะต้องสร้างทีมหมอครอบครัวให้ได้ 48 ทีมในเขตเมือง 16 จังหวัด ส่วนในปีงบประมาณ 2560 จะต้องมีการจัดทีมในเขตชนบทหรือโรงพยาบาลชุมชนทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 ทีม และในปีงบประมาณ 2569 จะต้องมีทีมหมอครอบครัวให้ได้ 6,500 ทีมเพื่อดูแลประชาชน 65 ล้านคนครอบคลุมทั่วประเทศ

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เล่าเพื่อขยายภาพคลินิกหมอครอบครัวว่า สิ่งที่ประชาชนจะได้รับจากคลินิกหมอครอบครัว คือ การให้บริการที่เป็นองค์รวม ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีแบบครบวงจร ซึ่งจะใช้ระบบการแพทย์ปฐมภูมิดูแลประชาชนในทุกมิติสุขภาพ มีแพทย์เฉพาะทาง ด้านเวชศาสตร์ครอบครัว และทีมสหวิชาชีพดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม คือ ประชากร 10,000 คนต่อ 1 ทีม ขณะนี้การขับเคลื่อนคลินิกหมอครอบครัวได้รับผลการตอบรับที่ดี สามารถดำเนินการได้แล้ว 596 ทีม ใน 12 เขตสุขภาพ ครอบคลุม 76 จังหวัด มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัวจำนวน 700 คน ดูแลประชากร 6,287,809 คน สำหรับการประเมินผลการดำเนินงานในระยะสั้นเห็นผลชัดเจนใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ช่วยลดการใช้บริการที่โรงพยาบาลใหญ่ได้ถึงร้อยละ 60 มีเฉพาะผู้ป่วยที่จำเป็นเท่านั้นที่ไปใช้บริการในโรงพยาบาลใหญ่ ทำให้แพทย์สามารถ เน้นการดูแลเฉพาะ ทางได้ดียิ่งขึ้น 2. ลดเวลารอคอยใน โรงพยาบาลใหญ่จาก 172 นาที เหลือ 44 นาที และ 3.ลดค่า ใช้จ่ายของประชาชนในการเดินทางไปโรงพยาบาลได้ 1,655 บาท

“สำหรับปี 2560 สธ.ได้ตั้งเป้าให้โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่งทั่วประเทศ จัดตั้งคลินิกหมอครอบครัวในเขตเมือง และเพิ่มในเขตชนบทอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง ซึ่งในปี 2569 คนไทยจะมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและทีมสหวิชาชีพ 6,500 ทีมคอย ดูแล แต่ขณะนี้ต้องเตรียมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม เพื่อให้แพทย์เหล่านี้ได้ดูแลประชาชนได้ทุกครอบครัวและทุกเรื่อง โดยประชาชนไม่จำเป็น ต้องไปหาแพทย์เพื่อให้ดูแลทีละอวัยวะทีละโรค เพราะหมอครอบครัวจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถดูแลโรคได้ทุกโรคอย่างใกล้ชิดเสมือนมีญาติคอยดูแล” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เล่าถึงความสำคัญของการพัฒนาคลินิกหมอครอบครัว

นพ.โสภณ ยังเล่าถึงแนวทางการพัฒนาคลินิกหมอครอบครัวด้วยว่า ขณะนี้ สธ.ได้ร่วมกับราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวผลิตแพทย์เพิ่มอีก 5,200 คน และในปี 2561 ได้เพิ่มโรงพยาบาลที่เป็นแหล่งผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 71 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตแพทย์ได้เพิ่มอีกเกือบเท่าตัว ทั้งนี้เพื่อให้มีแพทย์ในคลินิกหมอครอบครัวดูแลสุขภาพให้กับคนไทยทุกคนและรองรับภาวะโรคต่างๆ ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นต้น

ทีมข่าวสาธารณสุข มองว่า การสร้างโอกาส ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีแบบครบวงจร น่าจะเป็นสุดยอดปรารถนาของทุกคน ซึ่ง “คลินิกหมอครอบครัว” น่าจะ สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างดี เพราะคอยให้การป้องกันดูแล รักษา และฟื้นฟู ที่เปรียบเสมือนประชาชนได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากญาติพี่น้อง และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาล

แต่สิ่งหนึ่งที่เราอยากขอฝากคือ เรื่องคุณภาพและมาตรฐาน ในการสร้างคลินิกหมอครอบครัว ที่ต้องมีความเอาจริงเอาจัง เพราะหากผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ตรงกับโรค อาจจะทำให้กลายเป็นผลร้าย จากการที่ผู้ป่วย สูญเสียโอกาสในการรักษาโรคบางโรค หรืออาจทำให้อาการของโรคมีความรุนแรงมากขึ้น

คงน่าเสียดายหากโอกาสดีๆในการเข้าถึง บริการด้านสาธารณสุขของประชาชนด้วยคลินิกหมอครอบครัวต้องกลายเป็นฝันสลาย.

ทีมข่าวสาธารณสุข