วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทยพาณิชย์ ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปีนี้ 3.4% ชี้ส่งออกฟื้นตัวชัด

ไทยพาณิชย์ ชี้ส่งออกฟื้นตัวชัด ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปีนี้ 3.4% มอง ศก.ในประเทศครึ่งปีหลัง จะได้แรงหนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยกำลังซื้อ ตจว.กระเตื้อง จับตาความเสี่ยงรายได้ครัวเรือน บาทแข็ง และตลาดเงินโลกยังเปราะบาง...

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุ ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3.4% จากเดิม 3.3% หลังคาดว่าการส่งออกในปีนี้จะฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป จีน และกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าส่งออกที่จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีสัดส่วนราว 30% ของการส่งออกรวม EIC จึงได้ปรับประมาณการการส่งออกของไทยปีนี้เพิ่มเป็น 3.5% จากเดิมที่คาดไว้ 1.5% ในประมาณการครั้งก่อน

อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อภายในประเทศยังชะลอตัวจากสภาวะตลาดแรงงานที่ซบเซา และรายได้เกษตรกรที่มีแนวโน้มลดลงในครึ่งปีหลัง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจในประเทศช่วงครึ่งปีหลัง จะได้แรงหนุนจากการเดินหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบกลางของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยให้กำลังซื้อปรับตัวดีขึ้นได้โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

ทั้งนี้ธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงไม่เพิ่มการจ้างงาน แม้การส่งออกจะขยายตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการฟื้นตัวของการส่งออกนั้นไม่ได้เกิดในส่วนที่ใช้แรงงานมากนัก เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นมาก แต่กลับมีต้นทุนแรงงานเพียง 4% ของต้นทุนรวม

ขณะเดียวกันภาคธุรกิจยังคงชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เช่น การก่อสร้างและการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักร ส่วนหนึ่งมาจากการที่ธุรกิจขนาดใหญ่หันไปลงทุนในรูปแบบของการควบรวมกิจการมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนของเงินลงทุนเพื่อควบรวมกิจการต่อเงินลงทุนระยะยาวทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 11% มาอยู่ที่ 42% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้ความต้องการในการใช้ปัจจัยการผลิตใหม่รวมถึงการจ้างงานมีแนวโน้มที่จะขยายตัวน้อยลง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา 3 ประการ 1.กำลังซื้อครัวเรือนที่ชะลอตัว ทั้งจากรายได้เกษตรกรที่มีแนวโน้มลดลงตามทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่อาจไม่ได้ถูกปรับขึ้นหากตลาดแรงงานยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งกระทบกับการใช้จ่ายของกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-น้อยที่มีภาระหนี้ครัวเรือนสูงแล้ว

2.ค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่ค้าบางราย การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมามีการแข็งค่าเมื่อเทียบกับบางสกุล เช่น จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม หากเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อไป จะทำให้ความสามารถด้านการแข่งขันของสินค้าบางประเภทเสียเปรียบด้านราคา เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ชิ้นส่วนโทรศัพท์ ยางพารา และข้าว

3.ตลาดการเงินโลกมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น ราคาสินทรัพย์ทางการเงินได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งพันธบัตร หุ้น สกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งเงินบาทไทยอาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และการเริ่มลดขนาดงบดุลในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ ตลาดการเงินโลกยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่คาดเดาได้ยาก ทั้งความไม่แน่นอนในการบริหารรัฐบาล และนโยบายต่างประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์, ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี และความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

“การลงทุนภาคเอกชนในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเอกชนเริ่มขยับขยายการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ จากที่ผ่านมาธุรกิจส่วนใหญ่ไม่มีการเพิ่มการจ้างงาน โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนปีนี้จะเติบโตได้ราว 1.4% จากไตรมาส 1/60 ที่ติดลบ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% โดยการลงทุนภาครัฐจะเป็นปัจจัยหลักในการผลักดันการขยายตัวของ GDP”

นอกจากนี้ได้ปรับประมาณการค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ โดยมีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้นเป็น 35.00-35.50 บาท/ดอลลาร์ จากเดิม 36.00-36.50 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงตามความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย รวมทั้งไทยที่ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มต่ำกว่าคาด ทำให้มีการปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปีนี้ลงมาอยู่ที่ 1% จากเดิม 1.4%.